เปิดโครงสร้างแยกกระทรวงกีฬา-ท่องเที่ยว รวมกระทรวงวัฒนธรรม
สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล
‘สุรศักดิ์’ เปิดโครงสร้างแยกงานท่องเที่ยวรวมกระทรวงวัฒนธรรม พ้นภารกิจกีฬา คาด ก.ค. เสนอ ครม. บังคับใช้ปี’70 ชี้ ‘เลิกฟรีวีซ่า‘ คัดกรองพวกแฝงได้เยอะ เผย ’ทูตจีน’ ขออย่าเหมาเข่งเรียก “จีนเทา” หมด เหมือนถูกเหยียด
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงความคืบหน้าร่างกฎหมายปรับโครงสร้างเพื่อแยกกระทรวงการท่องเที่ยวออกจากการกีฬา ว่าการนำด้านท่องเที่ยวไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม และด้านการกีฬานั้น ยังมีประเด็นพูดคุยเรื่องอัตรากำลังของแต่ละหน่วยงานเหลืออีกนิดหน่อย
แต่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ก.ค.นี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนส่งต่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการตั้งกรรมาธิการมาพิจารณาวาระ 1 วาระ 2 และวาระ 3 ตามลำดับก่อนประกาศใช้ ซึ่งคาดว่าจะเสร็จได้ภายในปีนี้ หรือต้นปี’70
นายสุรศักดิ์กล่าวอีกว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวแยกหน่วยงานชัด โดยมิติการท่องเที่ยว ประกอบด้วย กรมการท่องเที่ยว, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน), ตำรวจท่องเที่ยว และสำนักงานปลัดในภาคการท่องเที่ยว ซึ่งจะแยกทั้งคนและภารกิจไป
ส่วนมิติด้านการกีฬา ประกอบด้วย สำนักปลัดงานด้านกีฬา, กรมพลศึกษา, การกีฬาแห่งประเทศไทย, มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ
ทั้งนี้ ยืนยันว่าการแยกกระทรวงครั้งนี้ ส่วนตัวมองว่าไม่มีใครเป็นรองใคร ซึ่งจะทำให้การทำงานง่ายขึ้น
นายสุรศักดิ์ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงผลการประชุม กรอ. จะเดินหน้าเรื่องการท่องเที่ยวคุณภาพมากกว่าปริมาณ ว่า เป็นนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาว่า จะมุ่งที่มูลค่ามากกว่าจำนวน โดยจะยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวทุกระดับ ไม่ใช่เน้นเฉพาะ High end หรือ Luxury โดยจะยกคุณภาพทุกระดับของการท่องเที่ยวเพื่อสร้างมูลค่าการท่องเที่ยวในทุกมิติ เป็นการสร้างตัวเลขที่สูงขึ้น
ถ้าถามว่า วันนี้นักท่องเที่ยวจะกลับมาอยู่ที่จำนวน 39 ล้านคนก่อนโควิดหรือไม่ ต้องบอกว่าเราไม่ได้มุ่งเน้นตรงนั้น แต่ตั้งใจที่จะนำกลับมาสู่ในช่วงพีกที่เกิดขึ้น ถือเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ มีการยกระดับคุณภาพ มาตรฐานของการบริการของการท่องเที่ยวทั้งระบบ
เมื่อถามว่า จะมีระบบคัดกรองนักท่องเที่ยวคุณภาพอย่างไร นายสุรศักดิ์กล่าวว่า วันนี้เรายกเลิกฟรีวีซ่าไปแล้ว ซึ่งมีบางประเทศที่ไม่มีการผ่อนผัน เชื่อว่าเบื้องต้นการคัดกรองเรื่องวีซ่าที่ลดจำนวนวันลงจะทำให้ผู้ที่ไม่ได้เป็นนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริงไม่อยากจะเดินทาง เพราะระยะเวลามันสั้น เพราะกรณีของ 60 วัน บางทีไม่ใช่นักท่องเที่ยว แต่หวังอย่างอื่น ใช้ช่องทางของวีซ่าเข้ามา
ส่วนเรื่องการปราบนอมินี นักท่องเที่ยวที่ทำผิดกฎหมาย ขณะนี้ตำรวจท่องเที่ยวกำลังใช้กล้องเอไอ ทั้งท่าเรือ อย่างที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี มีการติดตั้งในสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งเอไอสามารถจับภาพถ่ายผู้ที่อยู่เกินกำหนดได้ จะทำให้ทราบ เป็นการเอาเทคโนโลยีมาช่วย และต้องขอความร่วมมือภาคส่วน
โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวว่า ความปลอดภัยเรื่องการท่องเที่ยวไม่สามารถทำได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ต้องบูรณาการกัน เหมือนกับการปราบปรามยาเสพติด ต้องช่วยกันดูว่า ใครน่าสงสัยอย่างไร หรือเจ้าหน้าที่รัฐใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดขนาดไหน นายกฯ สั่งแล้วว่า กรณีของ จ.ภูเก็ต ต้องติดตาม ไม่ใช่ไปแล้วหายเงียบ รัฐมนตรีต้องลงไปช่วยดู อะไรที่ไม่ถูกต้อง ต้องเคลียร์ให้หมด นายกฯให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก
นายสุรศักดิ์เปิดเผยว่า ได้เจอเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ซึ่งได้พูดกับผมว่า ถ้าเจอนักท่องเที่ยวจีนทำผิดให้บอก แต่อย่าใช้คำว่า จีนเทา เพราะเขารู้สึกว่า ประเทศไทยไม่เป็นมิตรกับเขา ซึ่งจีนรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ ทูตเลยมาขอว่า ยอมรับว่าคนจีนบางส่วนทำผิด แต่คนจีนที่เข้ามาใช้เงินในประเทศไทยก็เยอะ มีทั้งคนดีและไม่ดี
แต่คำว่า จีนเทา มันตราหน้า เหมือนกับเหยียดเขาทั้งประเทศ ไปเหมารวมทั้งหมด ตราหน้ายกเข่ง ทั้งที่มีทั้งคนดีและไม่ดี ผมจึงบอกว่า ถ้ากระทำผิดเราก็ต้องดำเนินการ ส่วนกรณีมีคนจีนมาเปิดบริษัทไรเดอร์ส่งของให้คนจีนโดยเฉพาะนั้น อันนี้ผิดกฎหมายอยู่แล้ว กวาดล้างแน่นอน โดยต้องทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงคมนาคม ไม่เช่นนั้นจะไม่สำเร็จ