ปกรณ์ ชี้ ‘ทุจริตสอบ ขรก.’ คือมะเร็งร้าย ชง 7 มาตรการป้องกัน-รับโทษหนักขึ้น
ปกรณ์ ชี้ 'ทุจริตสอบ ขรก.' คือมะเร็งร้าย ชง 7 มาตรการป้องกัน-รับโทษหนักขึ้น
มือกฎหมายรัฐบาล ชง 7 มาตรการสกัดทุจริตสอบเป็นข้าราชการรัฐ ชี้เป็นมะเร็งร้ายทำลายความเชื่อมั่นประเทศ เสนอใช้ยาแรงไล่ออก-รับโทษหนักเพิ่มขึ้น
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย โพสต์แสดงความเห็นถึงการทุจริตสอบเข้ารับราชการ ว่า การทุจริตในการสอบเข้าทำงานภาครัฐเป็นมะเร็งร้ายที่กัดกร่อนความเชื่อมั่นในระบบราชการ ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายจัดการเรื่องนี้โดยตรง
มือกฎหมายรัฐบาล ระบุว่า จะดีไหมถ้าจะมีกฎหมายกำหนดความผิดในการสอบบรรจุเข้ารับราชการหรือปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ โดยมีเหตุผลดังนี้ โดยที่ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐมีหน้าที่และอำนาจในการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย การจัดทำและให้บริการสาธารณะ และการบริหารราชการแผ่นดิน ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐจึงต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถที่แท้จริง และมีความซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่
การคัดกรองบุคคลเพื่อบรรจุแต่งตั้งหรือเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐทุกประเภทและทุกระดับ จึงต้องเป็นกระบวนการที่มีคุณภาพ โปร่งใส เป็นธรรม และปราศจากการทุจริตในทุกขั้นตอน เพื่อคัดกรองให้ได้คนเก่งและดีเข้ามาทำงานในหน่วยงานของรัฐ อันจะทำให้การบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย การจัดทำและให้บริการสาธารณะ
และการบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพ โปร่งใส หากมีการทุจริตในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ ก็จะทำให้ได้คนทุจริตซึ่งไม่มีคุณภาพเข้ามาทำหน้าที่บังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย การจัดทำและให้บริการสาธารณะ และการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งย่อมบังเกิดผลเสียหายร้ายแรงแก่ประเทศชาติตามมา
อย่างไรก็ดี ปรากฏว่ามีการทุจริตในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐอยู่เนืองๆ โดยใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ หลายกรณีมีการกระทำกันเป็นขบวนการ มีผู้ร่วมกระทำความผิดเป็นจำนวนมาก
ซึ่งยิ่งทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในภาครัฐ สมควรกำหนดให้มีความผิดในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐขึ้นเป็นการเฉพาะ เพื่อมิให้เกิดการกระทำความผิดอันมีผลต่อเนื่องที่ร้ายแรงต่อประเทศชาติในระยะยาวเช่นนี้ขึ้น ส่วนสาระสำคัญคือ
1.กำหนดให้การทุจริตในการสอบบรรจุเข้ารับราชการหรือการเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐเป็นความผิดอาญา
2.ให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีหน้าที่และอำนาจสืบสวนสอบสวนการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย
3.เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ ตามข้อ 2 ให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จัดให้มีช่องทางการแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย
4.ในกรณีที่มีเหตุอันควร เชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีหน้าที่และอำนาจสืบสวนสอบสวน แล้วแต่กรณี ดำเนินการสืบสวนสอบสวนโดยเร็ว
5.เมื่อมีการดำเนินการสืบสวนสอบสวนตามข้อ 4 ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่ดำเนินการให้มีการสอบบรรจุมีคำสั่ง ให้ยุติการดำเนินการสอบบรรจุไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีหน้าที่และอำนาจสืบสวนสอบสวน แล้วแต่กรณี จะมีหนังสือแจ้งผลการสืบสวนสอบสวน
6.ผู้ใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำทุจริตในการสอบเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ และให้ตัดสิทธิเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง
7.ในกรณีผู้กระทำความผิดหรือผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นข้าราชการพนักงานลูกจ้างหรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐให้ไล่ออกจากราชการและต้องรับโทษหนักขึ้นอีกเท่าหนึ่ง