อนุทิน บุกเมืองชล ลั่น “จัดเต็มสุดซอย” ปราบภัยทุกมิติ ชี้ยุคนี้ไม่มีรับเคลียร์ทุจริต
อนุทิน เยือน ชลบุรีมอบนโยบายขับเคลื่อนความมั่นคง ประกาศเดินหน้า “จัดเต็มสุดซอย” ปราบอาชญากรรมทุกรูปแบบ ให้สัญญาลูกผู้ชายพร้อมเป็นแบ็กหนุนเจ้าหน้าที่เต็มที่ ยืนยันสุจริตไม่มีใครแตะได้ มีแต่จะสูงขึ้น ย้ำยุคนี้ไม่มีรับเคลียร์ปมทุจริตสอบท้องถิ่น
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวในงานมอบนโยบายด้านการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคง ตามนโยบายรัฐบาลในพื้นที่ จ.ชลบุรี ที่สวนนงนุชพัทยา โดยมีข้าราชการผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่ จ.ชลบุรี และ จ.ใกล้เคียง ประมาณ 1,200 คน เข้าร่วม
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า วันนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่เราได้มาหารือ และขับเคลื่อนแนวทางภารกิจด้านความมั่นคงของรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันภัยด้านความมั่นคงมีความซับซ้อนพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงความปลอดภัยของประชาชน ตลอดจนความเชื่อมั่นต่อการบังคับใช้กฎหมายของรัฐ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญต่อการป้องกัน และปราบปรามภัยคุกคามทุกรูปแบบ
นายกฯย้ำว่า เวลาท่านไปดำเนินการปราบปรามการกระทำที่ผิดกฎหมาย จับกุมสแกมเมอร์ ทำลายบ่อนการพนัน เข้าตรวจค้นสถานบันเทิง สถานบริการที่ผิดกฎหมาย จับกุมการค้าการลำเลียงยาเสพติด ท่านคงสังเกตอย่างชัดเจนว่าท่านได้รับความชื่นชม และการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาลชุดนี้ ด้วยความเชื่อมั่นไม่เคยมีใครได้รับโทรศัพท์ลึกลับ ไม่เคยมีใครถูกถามว่ารู้ไหมว่าคนที่ท่านจับอยู่เป็นใคร เดี๋ยวนี้โรคความจำเสื่อมหายไปหมดหมดแล้ว เพราะรัฐบาลให้ความเชื่อมั่น และให้การสนับสนุน ถ้าภาษาวัยรุ่นอย่างพวกเราก็คือ “สุดซอย” กับพวกที่กระทำผิดกฎหมายไม่เคารพกฎหมาย
เราจะเรียกตัวเราเองว่าเป็นข้าราชการของแผ่นดิน เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เป็นผู้คุ้มครองประเทศ เป็นผู้รักษากฎหมาย และเป็นนักปกครองไม่ได้เลย ถ้าเราปล่อยให้คนที่กระทำผิดกฎหมายลอยนวลหรือทำในสิ่งที่ต้องการทำ โดยที่ไม่เกรงกลัวต่อกฏหมายทั้งที่พวกเรามีหน้าที่รักษากฎหมาย ถ้าพูดกันตรง ๆ คือมาทำสิ่งที่ชื่อว่าชั่วร้ายบนหัวของพวกเรา ซึ่งเราไม่ยอมเด็ดขาด
ประเพณีเราใครมาจับหัวก็ไม่ยอมอยู่แล้ว แต่มาทำความชั่วร้ายบนพื้นที่ที่เราต้องรับผิดชอบดูแล นี่ไม่ใช่การเอามือลูบหัวแต่ต้องถือว่าเขาเอาเท้าลูบหัวเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครยอมได้นึกสภาพว่าถ้าเอาเท้าลูบศีรษะ เราจะตอบสนองเขาอย่างไร ขอให้ท่านดำเนินการเพื่อที่เขาจะได้มีความเกรงกลัว และไม่ทำสิ่งเหล่านั้น
นายอนุทินกล่าวต่อว่า จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นเมืองสำคัญของภาคตะวันออกของประเทศไทย เป็นพื้นที่ที่มีภูมิประเทศเอื้อต่อผู้ที่ต้องการกระทำผิด เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการจับจ่ายใช้สอย และแหล่งอุตสาหกรรมของประเทศ มีเงินสะพัด
ดังนั้นเราต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ส่งเสริมให้ลูกหลานได้รับการศึกษาที่ดี ไม่ปล่อยให้กลไกสีดำสีเทามาทำให้รายได้ของพวกเขาถูกเจียดออกไป และทำให้อนาคตของพวกเขาลำบาก เรื่องนี้ต้องขออนุญาตทุกคนว่า เราต้องรักษามาตรการ และยกระดับความปลอดภัย ป้องกันอาชญากรรมให้อยู่ในระดับที่เป็นต้นแบบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน และเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ
พร้อมย้ำว่า รัฐบาลมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการสนับสนุน อยากเห็นท่านทำหน้าที่ปกครองเพื่อพี่น้องประชาชน และ “สุดซอย” กับคนที่ทำลายประเทศชาติ ไม่เคารพกฎหมาย โดยเฉพาะการปล่อยให้คนไม่เคารพกฎหมายในยุคที่พวกท่านเป็นผู้ถือกฎหมาย รัฐบาลขอให้ดำเนินการอย่างเต็มที่
นายอนุทินระบุว่า ตนไม่ใช่คนที่มีอำนาจสูงสุด มีบารมีมากที่สุด หรือมีอิทธิพลสูงสุดในประเทศนี้ เพราะมีคนเช่นนั้นอีกมาก แต่ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล จึงขอยืนยันว่า การขับเคลื่อนเพื่อปราบปรามและป้องกันไม่ให้สิ่งผิดกฎหมายเกิดขึ้นในเขตความรับผิดชอบของท่าน จะไม่มีสิ่งใดทำให้หน้าที่การงาน ตำแหน่ง หรือสถานะของท่านได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน และหากจะได้รับผลกระทบก็จะเป็นผลกระทบในทางที่ดี คือได้เลื่อนสูงขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ที่ทุ่มเทเสียสละเพื่อพี่น้องประชาชน ถือว่าวันนี้เรามาเพื่อให้สัญญาลูกผู้ชายต่อกัน
นายอนุทินกล่าวต่อว่า ทุกคนที่อยู่แห่งนี้เป็นผู้ถือกฎหมายทั้งหมด มีหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล ซึ่งเป็นสโลแกนที่เราตกลงกันไว้ มีความชัดเจน ไม่ต้องแปลความ ไม่ต้องกลับมาถามว่าทำได้แค่ไหน เพราะวันนี้คำที่ตนมอบหมายให้ทุกคนในฐานะหัวหน้ารัฐบาล คือ “จัดเต็ม” และ “สุดซอย” กับผู้กระทำผิด ดังนั้น นโยบายการขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคง และความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน มีมิติด้านการป้องกัน
ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด โดยมอบหมายปลัดกระทรวงมหาดไทย นำนโยบายเหล่านี้ไปครอบคลุมทั่วประเทศ บูรณาการความร่วมมือระหว่างฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์สถานการณ์และวางแผนปฏิบัติเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้ภาคีเครือข่ายในพื้นที่เฝ้าระวัง แจ้งเตือน และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน โดยเฉพาะด้านยาเสพติด อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และกลุ่มผู้มีอิทธิพล เพื่อป้องกันและสกัดกั้นปัญหาตั้งแต่ต้นทาง โดยยึดเป้าหมายสำคัญตามสโลแกน
นอกจากนี้ ยังมีมิติด้านการปราบปราม ทุกหน่วยงานต้องดำเนินการอย่างจริงจัง เด็ดขาด และต่อเนื่อง ยึดหลักนิติธรรม ไม่ทำอะไรนอกเหนือกฎหมาย เพราะกฎหมายของเรามีความเพียงพอ หากใช้อย่างเต็มที่ ไม่หวั่นเกรงต่ออิทธิพลใด ๆ เราไม่ต้องการให้มีการใช้อาวุธหรือเอาชีวิตกัน แต่ต้องการให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย เมื่อเขาไม่เคารพกฎหมาย ท้าทายกฎหมาย ก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย
ตนไม่ขออะไรมากกว่านี้ และไม่มีความจำเป็นต้องทำเกินกว่ากฎหมาย หากเขาได้รับโทษจากการกระทำของตนภายใต้กฎหมาย ก็ถือว่าเราได้ปฏิบัติหน้าที่ตามหลักนิติธรรมแล้ว เราพร้อมให้ความเสมอภาคทางกฎหมาย แต่ต้องสืบสวน ขยายผล และดำเนินคดีกับทั้งผู้บงการ ผู้สนับสนุน และเครือข่ายรายใหญ่ เพื่อทำลายโครงสร้างอาชญากรรมเหล่านี้
โดยผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเป็นผู้ประสานงาน บางครั้งตนเคยโทรศัพท์สอบถามผู้ว่าราชการจังหวัดในคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรง ปรากฏว่าตำรวจไม่คัดค้านการประกันตัว เมื่อส่งตัวไปศาล ศาลก็ให้ประกัน ซึ่งเราก็เคารพศาล แต่ข้อมูลในสำนวนและการประสานงานต่าง ๆ ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องดำเนินการ นั่นหมายความว่าเราต้องทำงานแบบบูรณาการ เพราะการจับกุมบางครั้งเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ แต่ผู้ต้องหากลับได้รับการประกันตัว
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าเราจะไปกดดันผู้มีอำนาจในการให้ประกันตัว เพราะแต่ละฝ่ายมีอิสระต่อกัน แต่หน้าที่ของเราคือให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ว่า หากปล่อยให้มีการประกันตัว จะเกิดผลเสียอย่างไร อย่างน้อยเราได้ทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่

นายอนุทินระบุต่อว่า เรามีมาตรการป้องกันยาเสพติดที่เป็นวาระแห่งชาติ ย้ำว่ายาเสพติดต้องหมดไป ต้องตัดวงจรการค้า การลำเลียง การแพร่ระบาด และการเสพยาเสพติด จึงขอให้ทุกจังหวัดทำงานร่วมกัน เช่นเดียวกับการปราบปรามผู้มีอิทธิพล เพื่อป้องกันไม่ให้ยาเสพติดแพร่ระบาด
นอกจากนี้ ยังเปิดเผยว่า มีคนกระซิบกับตนว่า หากนายอำเภอเอาจริงเอาจัง ยาเสพติดจะไม่มีทางแพร่ระบาดในหมู่บ้าน ซึ่งตนก็เชื่อเช่นนั้น หากนายอำเภอทำงานอย่างเต็มที่ ประสานกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชน ชุมชนเหล่านั้นก็จะเป็นชุมชนและตำบลสีขาว
สิ่งเหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของ KPI ไม่ว่าจะกำหนดไว้หรือไม่ก็ตาม เมื่อสวมเครื่องแบบและรับหน้าที่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว ต้องร่วมกันทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน โดยตนจะพยายามขยายผลให้ครอบคลุมกว่า 800 อำเภอทั่วประเทศ ทำงานร่วมกับผู้กำกับการกว่า 2,000 คน แบ่งเป็นภาค ๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลทำงานอย่างเต็มที่ และยอมทำทุกอย่างเพื่อให้การปราบปรามอาชญากรรมและยาเสพติดเกิดผลเป็นรูปธรรม
นายอนุทินกล่าวว่า อีกเรื่องสำคัญคือ เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถพกปืนได้เฉพาะเวลาปฏิบัติหน้าที่ แต่ประชาชนทั่วไปพกไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นอดีตข้าราชการ นักธุรกิจ หรือใครก็ตาม แม้แต่ตัวท่านเอง หากไม่ได้อยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ก็พกอาวุธปืนไม่ได้ ในสมัยที่ตนเป็น รมว.มหาดไทย กรมการปกครองได้ประกาศเรื่องห้ามพกพาอาวุธปืน และไม่ต่อใบอนุญาต
ดังนั้นที่ผ่านมา คนที่นำใบอนุญาตมาโชว์ ไม่ว่าจะเป็นเลขอะไรก็ตาม ตนจำไม่ได้ เพราะตนไม่เคยพก ใบอนุญาตเหล่านั้นมีอายุไม่เกิน 1 ปี เพราะฉะนั้น นับตั้งแต่มีนโยบายห้ามพกปืน ตั้งแต่สมัยนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี จนวันนี้ผ่านมาเกิน 2 ปีแล้ว แสดงว่าใบอนุญาตเหล่านั้นหมดอายุเกือบทั้งหมด หรือกว่า 99% ดังนั้น ใครที่ยังพกปืนออกไปข้างนอก ถือว่าผิดกฎหมาย ทุกคนต้องทราบเรื่องนี้
นายอนุทินระบุว่า ทุกวันนี้เห็นผู้มีชื่อเสียงออกรายการโดยพกปืนติดตัว เมื่อเห็นต้องจับทันที จะเหน็บเอวก็ไม่ได้ วางไว้บนรถก็ไม่ได้ ต้องเก็บปืนและถอดแม็กกาซีนแยกจากตัวปืนตามกฎหมาย และย้ำว่าใบอนุญาตเหล่านั้นหมดอายุแล้ว ดังนั้น หากทุกคนยึดหลักนี้ ก็ไม่ต้องตีความอะไรอีก ใครพกปืน คือผิด และผิดหนักด้วย พร้อมยกตัวอย่างว่า หากไปที่จังหวัดนครสวรรค์ คนพกปืนไม่มีรอด เพราะถือว่าเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในยุคนี้ หากดำเนินการอย่างเต็มที่ คนที่พกปืนโดยไม่มีสิทธิก็คือ “โจร” ต้องดำเนินคดีอย่างเต็มที่ เพราะเราห้ามประชาชนพกปืน
ตนเซ็นเอกสารเรื่องนี้แล้วหลายครั้ง และที่ผ่านมา แม้จะอยู่คนละพรรค นายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ท่านก็เห็นชอบทั้งหมด จึงขอให้ทุกคนช่วยกันดำเนินการ อย่าให้คนเหล่านี้เป็นภัยต่อสังคม ทำให้ประชาชนเดือดร้อน หากมีปัญหา ก็ชกต่อยกันยังดีกว่า เพราะเมื่อมีปืน ความยุติธรรมจะไม่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น จึงขอย้ำให้ดำเนินการเชิงรุกและอย่างเต็มที่
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องธุรกิจนอมินี ซึ่งอาจพบในบางจังหวัดภาคใต้ เช่น เกาะพะงัน และ จ.ภูเก็ต แม้จะมีชื่อผู้ถือครองเป็นคนไทย แต่แท้จริงกลับถูกต่างชาติครอบงำ มีการจัดสัดส่วนผู้ถือหุ้นให้ดูเหมือนคนไทยเป็นเจ้าของ ทั้งที่ความจริงถูกกำกับโดยต่างชาติ ซึ่งกฎหมายถือว่าผิด
นายอนุทินยังระบุว่า ปัจจุบันมีการใช้คำว่า “พ่อทิพย์” เป็นวิธีหลีกเลี่ยงกฎหมาย แทนที่จะรับโทษก็หาช่องทางเอาเปรียบประเทศไทย โดยอาศัยคนไทยที่มีความรู้ด้านกฎหมายช่วยพลิกแพลง คนเหล่านี้ต้องถูกปราบปราม พร้อมระบุว่า กรณี “พ่อทิพย์” ถือว่าหนัก เพราะเด็กแรกเกิดสามารถถือหุ้นในนิติบุคคลได้ หากพ่อแม่โอนหุ้นหรือทรัพย์สินให้ แม้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ก็มีผู้แทนโดยชอบธรรมดำเนินการแทน ทำให้ในทางกฎหมายกลายเป็นคนไทยถือหุ้น 100% แต่แท้จริงถูกกำกับโดย “พ่อทิพย์” ตนขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ เพราะแม้ผู้กระทำผิดจะหาวิธีย้ายรูปแบบการกระทำผิด ก็ยังตามจับได้ พร้อมระบุว่า “เก่งพอ ๆ กับคนที่บ้านของเรา เก่งทุกเรื่อง จับได้หมด”
นายกฯกล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของเครื่องขุดบิตคอยน์ การลักลอบใช้ไฟหลวง สิ่งเหล่านี้ต้องทำให้เห็นว่าหากมีการขุดบิตคอยน์แอบอยู่ในทาวน์เฮาส์หรือหมู่บ้าน ก็ต้องจับกุม เพราะมั่นใจว่า 90% ใช้ไฟฟรี เราไม่เคยอนุญาตให้มีการประกอบธุรกรรมลักษณะเช่นนี้ เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ขอให้รู้ไว้ว่าคนเหล่านี้ไม่มีสีขาว มีแต่สีเทากับสีดำ
ดังนั้น หากพบสามารถดำเนินคดีได้ทันที สิ่งเหล่านี้ต้องหมดไปจากประเทศ บางประเทศมองว่าเราเป็นปฏิปักษ์กับเรื่องเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นสถานบันเทิงผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ ยาเสพติด การฟอกเงิน สแกมเมอร์ การค้าของเถื่อน และปัญหาด้านความปลอดภัยในประเทศไทย ซึ่งเชื่อว่าไม่เกินความสามารถของทุกท่านที่จะจัดการ

นายอนุทินกล่าวต่อ ทุกประเทศมีอาชญากรรม แต่เราต้องกดระดับอาชญากรรมให้เหลือน้อยที่สุด เพราะผู้ที่จะมาเที่ยว มาใช้ชีวิต หรือมาลงทุน ล้วนพิจารณาปัจจัยด้านความปลอดภัย ซึ่งขณะนี้ทุกท่านทำได้ดี เพราะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย ระบบการเงินและสกุลเงินต้องมีความน่าเชื่อถือ มีการดูแลเรื่องการฟอกเงินเป็นอย่างดี มีระบบภาษีที่น่าเชื่อถือ มีระบบยุติธรรม มีศาลที่ยุติธรรม และมีตำรวจที่คอยดูแลประชาชน
นายอนุทินกล่าวต่อว่า เรื่องท้องถิ่นตนยินดีที่จะใช้นโยบายกระจายอำนาจ ให้พวกท่านได้ปกครองบริหารพื้นที่ของท่านอย่างเต็มที่ ขออย่างเดียวว่าบริหารด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ต้องคิดถึงวันหน้าอย่าคิดถึงแค่วันนี้ การสอบหรือจะดำเนินการอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเรารับข้าราชการคนใหม่เข้ามาด้วยการแก้ข้อสอบด้วยการทุจริต ประเทศไทยลูกหลานเราจะอยู่อย่างไร แม้แต่เราเองอีก 20-30 ปี จะอยู่อย่างไร
เราต้องการประเทศที่เข้มแข็ง การได้รับการบริการที่ดี เราต้องการคนที่เก่งมีความสามารถเข้ามาบริหารบ้านเมือง ไม่ต้องการคนที่เอาเปรียบคนอื่นให้เข้ามาแล้วมาบริหารราชการแผ่นดิน ตนให้คำยืนยันกับท่านได้เลยว่าในอำนาจที่ตนมีอยู่จะไม่มีใครที่มาทำให้ตนเปลี่ยนใจ หรือยอมที่จะยื่นมือให้กับการกระทำอันเลวร้ายเช่นนี้ในขณะที่ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาลได้ คนที่รู้จักตนดีพอจะทราบเรื่องนี้ดี
“ไม่มีการมาบอกพี่หนูอย่างโน้นอย่างนี้ แบบนั้นก็คงต้องเข้าสู่บริการฝากหัวใจ ไม่ว่าจะสนิทขนาดไหนก็ไม่ได้ พวกท่านก็เช่นกันให้ท่านบอกเขาว่าพี่อย่าพูดดีกว่าถ้าจะคบกัน เราต้องมีคำพูดให้เขาเห็นว่าเรามีเส้นกั้นอยู่ อย่างผมถ้าใครหวังว่าจะโทร.หาแล้วจะไม่คบกันก็ไม่เป็นไร เพราะแก่แล้วอยู่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เรามีหน้าที่ เราจะไม่ยอมให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะเรื่องพวกนี้มันติดตัวเราเป็นขี้เถ้า เอาไปลอยอังคารก็คงไม่สามารถเอาเราไปลงทะเล แล้วทำให้จางหายไปจากบาปที่เกิดจากการกระทำที่ผิดพลาดของเราได้
ผมไม่ได้บอกว่าต้องเป็นศูนย์ แต่ขอให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แค่นี้ประเทศไทยก็จะไปได้ เรื่องต่างประเทศก็ไม่ต้องห่วง เรามีมืออาชีพที่จะทำให้ประเทศไทยกลับเข้ามาในวงจรเรดาห์ได้ วันนี้มีแต่คนอยากร่วมมือกับประเทศไทย เราไม่เหมือนแต่ก่อน ถ้าเราจะไปถึงจุดนั้นเราต้องมีดีที่จะไปคุยกับเขาด้วย”
นายกฯยืนยันด้วยว่า ไม่มีภัยใด ๆ จากประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเราสู้ได้ ประเทศไทยมีความเข้มแข็งเพียงพอ มั่นใจว่าคนสติดี ๆ จะไม่รุกรานประเทศไทย เพราะว่าพวกท่านเข้มแข็ง ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากรุกราน แต่เขาทราบดีว่าถ้ารุกรานเขาจะเจออะไร