เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เปิดมุมมองนักวิชาการ ปมเสนอแก้กฎหมาย Thai PBS เปลี่ยน “ภาษีบาป” สู่งบรัฐ
Politics เปิดมุมมองนักวิชาการ ปมเสนอแก้กฎหมาย Thai PBS เปลี่ยน “ภาษีบาป” สู่งบรัฐ
ชลประทานคงระบายเจ้าพระยา 2,500 ลบ.ม./วินาที รับฝนระลอกใหม่ ยันไม่ล้นคัน กทม.-นนท์
Economic ชลประทานคงระบายเจ้าพระยา 2,500 ลบ.ม./วินาที รับฝนระลอกใหม่ ยันไม่ล้นคัน กทม.-นนท์
อนุทิน ลั่นว่าตามขั้นตอน สภาชงแก้ กม.ปรับใช้งบ ‘ภาษีบาป’ 4 หน่วยงาน
Politics อนุทิน ลั่นว่าตามขั้นตอน สภาชงแก้ กม.ปรับใช้งบ ‘ภาษีบาป’ 4 หน่วยงาน
นายกฯ​ แย้ม​ ศก.ไตรมาส 3​ ดีขึ้น​ เชื่อเวที IMF-World Bank ช่วยดัน GDP ไทยปิดสวย
Economic นายกฯ​ แย้ม​ ศก.ไตรมาส 3​ ดีขึ้น​ เชื่อเวที IMF-World Bank ช่วยดัน GDP ไทยปิดสวย
เชื้อปริศนารั่วไหล นักวิจัยรัสเซียดับ 1 ราย เกือบ 200 คนถูกเฝ้าระวัง
News เชื้อปริศนารั่วไหล นักวิจัยรัสเซียดับ 1 ราย เกือบ 200 คนถูกเฝ้าระวัง
ไทยยูเนี่ยน-เฟรเซอร์ส รับ AI เปลี่ยนโลกธุรกิจ โจทย์ใหญ่ ‘ใช้ให้คุ้ม-คุมให้อยู่’
Finance ไทยยูเนี่ยน-เฟรเซอร์ส รับ AI เปลี่ยนโลกธุรกิจ โจทย์ใหญ่ ‘ใช้ให้คุ้ม-คุมให้อยู่’
แมริออทฯ จับมือเคเอส โฮเทลฯ เปิดตัว โรงแรม-อพาร์ตเมนต์หรูที่เขาหลัก พังงา
Business แมริออทฯ จับมือเคเอส โฮเทลฯ เปิดตัว โรงแรม-อพาร์ตเมนต์หรูที่เขาหลัก พังงา
จีโน่-อาฒยา คว้าแชมป์ที่ 11 ในแอลพีจีเอ ทัวร์  “ลอตเต แชมเปียนชิพ”
Biz Movement จีโน่-อาฒยา คว้าแชมป์ที่ 11 ในแอลพีจีเอ ทัวร์  “ลอตเต แชมเปียนชิพ”
ราคาทองวันนี้ (5 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 300 บาท ทองรูปพรรณ 67,050 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (5 ต.ค. 69) พุ่งขึ้น 300 บาท ทองรูปพรรณ 67,050 บาท
สุชาติ เชื่อช่วง IMF-World Bank 2026 คนไทยจะให้ความร่วมมือ-ไม่มีชุมนุม
Politics สุชาติ เชื่อช่วง IMF-World Bank 2026 คนไทยจะให้ความร่วมมือ-ไม่มีชุมนุม
ดูทั้งหมด

เปิดมุมมองนักวิชาการ ปมเสนอแก้กฎหมาย Thai PBS เปลี่ยน “ภาษีบาป” สู่งบรัฐ

05 ต.ค. 2569 | 14:18น.

กลายเป็นประเด็นร้อนที่มีการถกเถียงบนโลกออนไลน์ หลังจากที่มีการเสนอแก้กฎหมาย 4 กองทุน ได้แก่ สสส. ไทยพีบีเอส (Thai PBS) กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ (NSDF) และกองทุนผู้สูงวัย ให้เปลี่ยนจากการใช้เงินจาก ‘ภาษีบาป’ ไปเป็นการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี เช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐอื่น ๆ

นำไปสู่คำถามทั้งในเชิงงบประมาณ การบริหารงานของแต่ละองค์กร จนถึงคำถามต่อวินัยการเงินการคลังของรัฐ และมองไปถึงเกมทางการเมือง

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา Thai PBS จัดเวทีเสวนาออนไลน์ หัวข้อ ‘เปลี่ยน “กระเป๋าเงิน” ไทยพีบีเอส “วินัยการเงินประเทศ” ดีขึ้นจริงหรือไม่ ?’ โดยเชิญ 4 นักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิชั้นนำ ประกอบด้วย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI), รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการและสื่อมวลชนอาวุโส, ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านนิเทศศาสตร์ และ คุณสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค เพื่อสะท้อนความเห็นต่อการเสนอเปลี่ยนแหล่งเงินงบประมาณของ Thai PBS

ทำไมใช้ Earmarked Tax เป็นแหล่งงบประมาณ ?

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI เปิดเผยว่า หัวใจสำคัญของการมีสื่อสาธารณะคือความมีอิสระ 2 ด้านหลัก คือ อิสระทางโครงสร้าง และ อิสระทางการเงิน การจัดเก็บเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบ (Earmarked Tax) ในอัตรา 1.5% ไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี เป็นนวัตกรรมทางการเงินและกฎหมายที่ถอดแบบมาจากประเทศออสเตรเลียและกองทุน สสส. ซึ่งสร้างผลประโยชน์ 2 ด้าน คือ 1) การเก็บเงินเพิ่มทำให้ราคาสินค้าบาปสูงขึ้น ช่วยลดการบริโภคสุราและบุหรี่ลงได้จริงตามผลวิจัย และ 2) นำเงินมาสร้างประโยชน์สาธารณะโดยตรงอย่างมีเสถียรภาพ

ดร.สมเกียรติ ระบุว่า ในอดีตช่วงยกร่างกฎหมาย ได้มีการศึกษาวิเคราะห์ร่วมกับกระทรวงการคลังมาแล้วทุกโมเดล ไม่ว่าจะเป็นการขอจัดสรรงบประมาณประจำปีจากสภา ซึ่งพบว่าไม่รอดเรื่องความเป็นอิสระ การเก็บภาษีจากการซื้อเครื่องรับโทรทัศน์ ซึ่งไม่ยั่งยืนตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี หรือการเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาต/ค่าสมาชิกแบบ BBC ของอังกฤษ หรือ NHK ของญี่ปุ่น

บริบทของประเทศไทยในขณะนั้นที่มีทีวีฟรีทีวีหลายช่องอยู่แล้วไม่สามารถทำได้ กระทรวงการคลังในขณะนั้นจึงยอมรับว่าโมเดลภาษีบาปเป็นทางเลือกเดียวที่ดีที่สุด อีกทั้งผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศทั้ง BBC, NHK และ UNESCO ต่างยกย่องว่าโมเดลของไทยเป็นนวัตกรรมที่สร้างสรรค์มาก

ด้าน รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ได้ทำความเข้าใจเชิงเทคนิคทางกฎหมายเพื่อโต้แย้งฝ่ายการเมืองว่า เงิน 1.5% ดังกล่าวคือ “ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม” ที่เรียกเก็บจากผู้ประกอบการสุราและยาสูบ ไม่ใช่การดึงส่วนแบ่งออกมาจากภาษีสรรพสามิตเดิมที่ต้องส่งเข้าคลังแผ่นดิน ดังนั้น การยกเลิกส่วนนี้จึงไม่ได้ทำให้กรมสรรพสามิตมีเงินส่งเข้าคลังแผ่นดินเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

เม็ดเงิน 4 องค์กร ไม่กระทบวินัยการคลัง

เมื่อพิจารณาข้ออ้างเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลัง ดร.สมเกียรติ (TDRI) ชี้ให้เห็นว่า เม็ดเงินของทั้ง 4 กองทุนและองค์กรสาธารณะรวมกันราว 1.4 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 0.5% ของงบประมาณแผ่นดินเท่านั้น จึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อวินัยการเงินการคลังของประเทศอย่างที่มีการกล่าวอ้าง

นอกจากนี้ ดร.สมเกียรติ ยังได้ตั้งข้อสังเกตต่อผู้เสนอแก้กฎหมายว่า อ้างเรื่องวินัยการเงินการคลัง แต่ในอดีตกลับเป็นผู้ผลักดันการยกเว้นดอกเบี้ยและหนี้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งสร้างปัญหาสภาพคล่องรุนแรงแก่กองทุน กยศ. และทำลายวินัยการเงินการคลังของประชาชนจริง เพราะสร้างวัฒนธรรมว่าหนี้รัฐคือเงินฟรี

ประธาน TDRI ระบุว่า หากเปลี่ยนให้ Thai PBS ขอรับงบประมาณปีต่อปี ฝ่ายการเมืองจะใช้เงินงบประมาณเป็นเครื่องมือต่อรอง ตัดงบ หรือกดดันไม่ให้นำเสนอข่าวสารที่กระทบผลประโยชน์ของรัฐบาล เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับองค์กรอิสระในไทยอย่าง กกต. หรือ ป.ป.ช. รวมทั้งองค์กรอิสระในต่างประเทศ เช่น เม็กซิโก, แอฟริกาใต้ หรือสหรัฐอเมริกาในยุคประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เมื่อขาดอิสระทางการเงิน จะถูกฝ่ายการเมืองแทรกแซงและตัดงบจนเสียความเป็นอิสระทันที

ขณะที่ รศ.ดร.เจิมศักดิ์ มองว่า ข้ออ้างเรื่องวินัยการเงินเป็นเพียง “ข้ออ้างบังหน้า” เพื่อเป้าหมายในการรวบอำนาจ เนื่องจากงานขององค์กรตระกูล “ส.” (เช่น สสส., ไทยพีบีเอส, สภาผู้บริโภค) เป็นงานป้องกันและวางรากฐานระยะยาว แต่ธรรมชาติของสภาและฝ่ายการเมืองมักมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาวิกฤตเฉพาะหน้า

หากต้องของบประมาณจากสภา งานป้องกันระยะยาวเหล่านี้จะถูกตัดลดงบประมาณก่อนเสมอ ผู้เสียประโยชน์ที่แท้จริงคือคนตัวเล็กตัวน้อย คนชายขอบ ประชาชนที่ต้องการความจริง และระบบประชาธิปไตยโดยรวม

‘สื่อสาธารณะ’ ยังสำคัญ

ในมุมมองด้านภูมิทัศน์สื่อและประโยชน์สาธารณะ ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ อธิบายว่า ปัจจุบันสื่อเอกชนเผชิญวิกฤตเม็ดเงินโฆษณาลดลงอย่างมาก จึงต้องหันไปทำข่าวดราม่าเรียกร้องความสนใจเพราะทำง่ายและใช้ต้นทุนต่ำ

ในขณะที่การทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน (Investigative Journalism) มีต้นทุนสูง ต้องใช้ทีมงานจำนวนมาก และเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี สื่อพาณิชย์จึงไม่สามารถทำได้ มีเพียงสื่อสาธารณะอย่างไทยพีบีเอสเท่านั้นที่ยังยืนหยัดทำหน้าที่นี้

นอกจากนี้ ในภาวะวิกฤตที่มีข่าวปลอม (Fake News) แพร่ระบาด สื่อสาธารณะยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checking) ที่ประชาชนใช้อ้างอิงได้อย่างมั่นใจ ดังเช่นเหตุการณ์ต่าง ๆ ก่อนหน้า ทั้งน้ำท่วมใหญ่ หรือเหตุการณ์ช่วยเหลือ 13 ชีวิตทีมหมูป่า พร้อมย้ำหลักการเท่าทันสื่อว่า “หากเจ้าของสื่อคือรัฐ รัฐย่อมไม่ต้องการให้สื่อเสนอข่าววิพากษ์วิจารณ์ตนเอง”

ด้าน สารี อ๋องสมหวัง ระบุว่า สื่อสาธารณะมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการใช้ข้อมูลวิชาการและข้อเท็จจริงเข้าไปตรวจสอบโครงการขนาดใหญ่ของรัฐและกลุ่มทุน เช่น โครงการ EEC หรือโครงการทางด่วน ซึ่งสื่อพาณิชย์ไม่กล้าทำเพราะเกรงใจสปอนเซอร์ รวมทั้งยังเป็นหลักประกันพื้นฐานให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงข้อมูลข่าวสารฟรี โดยไม่ต้องเสียค่าบริการอินเทอร์เน็ตเพิ่มเติม

สารี สะท้อนบทเรียนจริงของสภาผู้บริโภคที่ต้องขอรับงบประมาณผ่านระบบปกติว่า แม้ ครม. จะมีมติเห็นชอบงบประมาณ 300 กว่าล้านบาททุกปี แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการจัดสรรงบประมาณจริง กลับถูกตัดลดเหลือเพียง 116 ล้านบาท

สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ระบบงบประมาณปกติไม่สามารถรักษางบการทำงานที่จำเป็นไว้ได้ พร้อมวิจารณ์กระบวนการเสนอแก้กฎหมายครั้งนี้ว่าเป็นการรวบรัด และตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างน่าห่วงใย

ดร.สมเกียรติ เสริมทิ้งท้ายในประเด็นนี้ว่า อีกประมาณ 2 ปี ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะหมดอายุลง ช่องทีวีพาณิชย์จะลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากทำกำไรยาก หากสังคมไทยไม่มีสื่อสาธารณะเป็นหลักค้ำยันไว้ สังคมจะขาดแคลนแหล่งข้อมูลข่าวสารที่รอบด้านและถูกต้องอย่างน่ากลัว

Thai PBS ต้องปรับปรุง เพื่อประสิทธิภาพ-คุ้มค่า

แม้ในวงเสวนาจะเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ไม่ควรเปลี่ยนแหล่งงบประมาณ แต่สิ่งที่เป็นอีกหนึ่งข้อสังเกต คือ การที่ Thai PBS ต้องปรับปรุงการทำงานต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าต่องบฯ ที่ได้ถึงปีละ 2,000 ล้านบาท

รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ชี้ว่า การวัดคุณภาพสื่อสาธารณะด้วยยอดวิวหรือเรตติ้งเพียงอย่างเดียวเป็นเรื่องตื้นเกินไป เพราะหากมุ่งเอายอดวิว ย่อมนำเสนอเรื่องเพศ ความรุนแรง หรือภาษาหยาบคายได้ง่าย แต่ไม่ได้สร้างสาระประโยชน์แก่สังคม

อย่างไรก็ดี ฝ่ายบริหารไทยพีบีเอสต้องเร่งปรับสมดุลการบริหารอัตรากำลังคนภายในที่มีอยู่ราว 1,000 คน กับการอุดหนุนผู้ผลิตอิสระ ให้มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าสูงสุด

ขณะที่ ดร.สมเกียรติ เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า กรมประชาสัมพันธ์ ได้รับงบประมาณแผ่นดินปีละ 2,400–2,800 ล้านบาท (มากกว่างบประมาณของ Thai PBS ที่ได้ปีละ 2,000 ล้านบาท) แต่กลับไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลหรือทำข่าวเจาะสืบสวนสอบสวนเพื่อประโยชน์สาธารณะแต่อย่างใด

ดังนั้น หากเปลี่ยนไทยพีบีเอสไปใช้ระบบงบประมาณปกติ ก็เท่ากับเป็นการเปลี่ยนไทยพีบีเอสให้กลายเป็นกรมประชาสัมพันธ์ แห่งที่ 2 นั่นเอง