รัฐบาล-ฝ่ายค้าน ประลองกำลัง อนุทินลากยาวเกมอภิปรายไม่ไว้วางใจ
คอลัมน์ : Politics policy people forum
กลายเป็นการประลองกำลังระหว่างฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน
ในการเคาะวันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่พรรคฝ่ายค้านยื่นญัตติซักฟอก 17 รัฐมนตรี บวก 1 นายกรัฐมนตรี รวมเป็น 18 คน 12 ข้อกล่าวหา ต้องการได้เวลาอภิปราย 5+1 วัน โดยมีเวลาอภิปราย 60 ชั่วโมง แบ่งเป็นอภิปราย 5 วัน บวกลงมติ 1 วัน
ขณะที่รัฐบาลล็อกเวลาให้ฝ่ายค้าน 3+1 วัน อภิปราย 3 วัน ลงมติ 1 วัน คือ 27-30 ตุลาคม
รัฐบาลเก๋าเกมกว่า เปิดเกมโยนเงื่อนเวลาอภิปรายออกมาล็อกฝ่ายค้าน เพียงแค่ 3 วันทำให้การประชุมวิปรัฐบาล – ฝ่ายค้าน และตัวแทนคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อกาข้อสรุปวันอภิปราย 2 ครั้ง ต้องล่มลง หาข้อสรุปไม่ได้
ก่อนรัฐบาลจะออกลีลายอมถอย 1 ก้าว ให้เวลาฝ่ายค้าน 4+1 วัน ยื่นเงื่อนไขเวลาใหม่ กำหนดวันที่ 26-29 และลงมติ 30 ตุลาคม ผ่านสื่อ
ขณะที่ฝ่ายค้าน ตามท่าทีของ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ยอมรับเงื่อนไขอภิปราย 4 วัน
“ถ้าอยากให้เราปรับลดเหลือ 4 วัน ก็ให้เวลาพวกเรากลับมาจัดการ ซึ่งหากไม่อภิปรายไม่ไว้วางใจสัปดาห์นี้ เป็นสัปดาห์หน้าหรืออีก 2 สัปดาห์ถัดไป พวกเราพร้อม อยู่ที่คำตอบของรัฐบาลว่ารัฐบาลมีความพร้อมขนาดไหน ขอยืนยันอีกครั้งว่าถ้าจะเป็นสัปดาห์หน้าหรือ 2 สัปดาห์หน้า เมื่อไหร่ก็ได้ จริง ๆ เสาร์-อาทิตย์ก็ได้ สภาไม่ใช่ว่าต้องหยุดเสาร์-อาทิตย์”
ขณะที่ “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า ได้ทำตามข้อเสนอของฝ่ายค้านทั้งหมด ซึ่งตามหลักเราตกลงกันได้แล้ว ถอยคนละก้าวกันได้แล้ว คือ 4+1 วัน
โดยได้แจ้งว่า รัฐบาลได้ให้เวลาในสัปดาห์นี้ ถ้าเป็น 4+1 วัน ส่วนที่ว่าทำไมไม่เอาสัปดาห์นี้ (27-30 ตุลาคม) ฝ่ายค้านแจ้งว่า จะวุ่นวายในการจัดคน หากยุ่งยากขนาดนั้นเลื่อนก็เลื่อน ฝ่ายค้านจึงบอกว่าเอาวันไหนก็ได้ในเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม ก็จะทำตามข้อเสนอของฝ่ายค้าน
“เขา (รัฐบาล) ให้เวลาสัปดาห์นี้แล้ว เพียงแต่ว่าการปรับคนของฝ่ายค้านปรับไม่ทัน จึงให้เลื่อนไปเดือนพฤศจิกายน หรือธันวาคมก็ได้ วันเสาร์ อาทิตย์ก็ได้”
เมื่อรัฐบาลยังไม่ระบุวันและเวลาให้ชัด ฝ่ายค้านจึงยังไม่สามารถจัดคนลงอภิปรายได้
เพราะเมื่อฝ่ายค้านยอมรับเงื่อนไข 4+1 วัน จะต้องจัดสรรเวลาและผู้อภิปราย รวมถึงแบ่งเวลาระหว่างพรรคฝ่ายค้านใหม่ทั้งหมด

“อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี จึงออกมาชิงจังหวะปล่อยตารางงานเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมเป็นสเต็ป บีบให้เหลือเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจให้เหลือเพียงเดือนธันวาคมก่อนปิดสมัยประชุม
อนุทินกล่าวว่าจริง ๆ สัปดาห์นี้ทุกคนเตรียมความพร้อมไว้หมดแล้ว ขณะเดียวกันรัฐมนตรีที่มีรายชื่อถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ได้เลื่อนนัดหมายต่าง ๆ เพื่ออยู่รับฟังการอภิปราย แต่พอฝ่ายค้านไม่ยอมให้มีการอภิปรายก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะรัฐมนตรีแต่ละท่านยังต้องมีภารกิจปกติที่ต้องปฏิบัติราชการอยู่ทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้น ต้องพยายามไปถามรัฐมนตรีแต่ละท่านก่อนว่าจะพร้อมวันเมื่อไหร่ แต่เดือนพฤศจิกายนก็บอกไปแล้วว่ายากมาก”
“เรามีตัวแทนที่ไปเจรจาแล้ว รัฐบาลก็ยืนยันในสิ่งที่รัฐบาลได้จัดสรรเวลาไป ถ้าทำการบ้านมาดี ๆ 1-2 วันก็พอแล้ว เอาเป็นสาระ ถ้าทำอะไรผิดไม่ต้อง 1 วัน ไม่ต้อง 5 วัน แค่ 10 นาที ถ้าคิดว่าผิด ขอให้มีหลักฐาน อย่าได้ไปพูดพล่ามอย่างเดียว ขอให้เอาสาระ อย่าไปเน้นว่าจะเอาเวลาเท่านั้นเท่านี้”
พลิกตารางงานเดือนพฤศจิกายนของนายกรัฐมนตรี มีดังนี้
31 ต.ค. – 1 พ.ย. อนุทินเยือนภูฏาน อย่างเป็นทางการ
2-3 พ.ย. ประชุม ครม.สัญจร อุดรธานี พร้อมเปิดงานพืชสวนโลก
13-14 พ.ย. ต้อนรับหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน เยือนไทย
16-18 พ.ย. ประชุม ASEAN Summit ที่ประเทศฟิลิปปินส์
19-22 พ.ย. ประชุม APEC ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน
23-24 พ.ย. ประชุมคณะทำงานร่วมรัฐบาลไทย และเลขาธิการ OECD
28-29 พ.ย. ประชุมผู้นำ ACMECS Summit ที่เวียดนาม
“สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และเป็น 1 ในวิปฝ่ายค้านที่ช่ำชองกลเกมในสภา วิเคราะห์ท่าทีของนายกฯ อนุทินว่า “รัฐบาลควรจะแจ้งมาเป็นทางการว่า เวลาที่ท่านประธานสภาแจ้งไปท่านสะดวกเมื่อไหร่ เพราะว่าการพูดคลุม ๆ เครือ ๆ ทำให้ทุกอย่างมันไม่ชัดเจน คนก็จะมองว่ารัฐบาลพยายามจะหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ”
“การพูดคลุมเครือในทํานองว่าคนนั้นก็ไม่ว่าง คนนี้ก็ไม่ว่าง เป็นคำตอบที่ไม่มีผลในทางปฏิบัติ เพราะฉะนั้นควรพูดให้ชัดว่า เวลาที่ท่านประธานสภาแจ้งไป จำนวนเท่าไหร่ก็แล้วแต่ ท่านตอบตกลงที่จะมารับการตรวจสอบเมื่อไหร่ แจ้งมาเป็นทางการเลยดีกว่า”
“สาทิตย์” อ่านเกมนี้ว่า ยิ่งนานยิ่งชัดว่ารัฐบาลกำลังยื้อไปเพื่ออะไร เพราะรัฐบาลบอกว่าพร้อมมาตั้งแต่ต้น นายกฯ ถึงขั้นบอกว่าจะลดเวลาชี้แจงลง แสดงว่าพร้อมชี้แจงอยู่แล้ว การรับการตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติเป็นหน้าที่ของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ การโยกโย้และพูดคลุมเครือทำให้เกิดความไม่ชัดเจนและความเสียหายต่อกระบวนการในระบอบประชาธิปไตย เพราะรัฐบาลจะใช้อำนาจบริหารฝ่ายเดียวโดยไม่ให้ฝ่ายอื่นตรวจสอบไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญ กระบวนการตรวจสอบนี้กำหนดไว้ชัดเจนว่าทำได้ปีละ 1 ครั้ง จึงควรกำหนดเวลาให้ชัดเจนแทนการพูดคลุมเครือ
เขามองผลทางการเมือง เมื่อรัฐบาลพยายามลากเกมอภิปรายไม่ไว้วางใจไปเดือนธันวาคมว่า จริง ๆ มีเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจถึงปิดสมัยประชุม ถึง 22 ธันวาคม แต่ความเหมาะสมอยู่ที่ประธานสภาที่จะต้องเจรจากับฝ่ายนายกฯให้จบเพราะยิ่งเนิ่นนานออกไปมันก็เกิดผลเสีย 2 ข้างอยู่แล้ว
1.ดูเหมือนว่ารัฐบาลพยายามที่จะเตะถ่วงเวลา ลากยื้อเวลาการอภิปรายออกไป ซึ่งจะส่งผลต่อมาคือ ทำให้กระบวนการนิติบัญญัติในการตรวจสอบมันไม่เป็นจริงในทางปฏิบัติ เสมือนกับว่าฝ่ายบริหารพยายามใช้ลีลาของตัวเองมาก้าวล่วงการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งมันไม่เหมาะสมอยู่แล้ว
2. ผลเสียที่เกิดขึ้นก็คือผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน คิดว่าประชาชนมีความสงสัย มีความอึดอัดใจอยู่หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ฮั้ว สว. เรื่องทุจริตสอบท้องถิ่น เรื่องเงินทอง เรื่องเว็บพนันต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น หรือแม้แต่กระทั่งเรื่องปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง
“เพราะฉะนั้นยิ่งรัฐบาลถ่วงเวลาออกไปมากขึ้น ยิ่งทำให้เห็นว่ารัฐบาลก็มีปัญหามากจริง ๆ”
เกมอภิปรายไม่ไว้วางใจมีแนวโน้มสูงที่จะถูกลากออกไปถึงเดือนธันวาคม เป็นศึกประลองกำลังระหว่างฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ใครเก๋าและอึดกว่ากันในเกมนี้