“เฉลิมชัย” เลขาธิการประชาธิปัตย์ ฉายาเขี้ยวลากดิน

“เฉลิมชัย ศรีอ่อน” เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คัมแบ็ค “พ่อบ้านพรรคสีฟ้า” เป็นรอบที่ 2 สวมบท “ผู้จัดการพรรค” เข้านอก-ออกในวงเจรจาแบ่งโควตารัฐมนตรีรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 2/1

ประชาธิปัตย์กับฉายา “เขี้ยวลากดิน”

“เฉลิมชัย” นำ “พรรค 53 เสียง” คว้าโควตา 1 รองนายกรัฐมนตรี 3 รัฐมนตรีว่าการ 4 รัฐมนตรีช่วยว่าการ “เปิดใจ” กับ “ประชาชาติธุรกิจ” ครั้งแรกถึงฉายา “เขี้ยวลากดิน” และการแบกความหวังของฐานเสียงในเก้าอี้ (ว่าที่) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

2 ใน 3 เป็นกระทรวงเกรดเอ-กระทรวงเศรษฐกิจหลัก คือ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามมาด้วยฉายาที่คนการเมืองจิก-กัด ว่า เขี้ยว-ท่าเยอะและเจรจาต่อรองยากที่สุด “เฉลิมชัย” ว่าที่เสนาบดีเกษตรฯ ปฏิเสธทันควัน

“ไม่ล่ะครับ ผมพูดตั้งแต่ต้นแล้วว่า เราไม่ได้ต่อรองเลย แค่เสนอแนวคิดของพรรค ถ้า Ok เราก็จบ วันนี้ชัดเจนแล้วว่า ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นจากประชาธิปัตย์ เราจบตั้งแต่ต้นแล้วครับ”

การเจรจาต่อรอง-แลกเก้าอี้รัฐมนตรีหลายยก ทั้งในที่ลับ-ในที่แจ้ง ระหว่างพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่มี “อุตตม สาวนายน” หัวหน้าพรรค และ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” เลขาธิการพรรค

รวมถึงแกนนำกลุ่มสามมิตร “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” – “สมศักดิ์ เทพสุทิน” กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) 1 ในนั้น มีเก้าอี้ติดตัว-ตีตราจองเจ้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไว้

สุดท้ายไม่สามารถ “ขอเก้าอี้คืน” ได้ จนมีเสียงลือ-เสียงเล่าอ้างว่า “เฉลิมชัย” ชิงปิดดีล-กุมความได้เปรียบ โดยการไปลงนาม “สนธิสัญญา” กับ “มือที่มองไม่เห็น” ของ “ผู้มีบารมีนอกพรรค” ไปก่อนหน้านี้ “ในค่ายทหาร”

“ไม่หรอกครับ คุยกันทั้งหมดแหละครับ ผมไม่รู้หรอกว่าใครมีบารมีในพลังประชารัฐ ไม่รู้เหมือนกันครับ” เฉลิมชัย ปฏิเสธกับอีก 1 ข้อกล่าวหาว่าไปจบดีลกับ “ผู้มีบารมีนอกพรรค” ไม่ใช่ “ผู้บริหารภายในพรรค”

“ไม่มีหรอกครับ เป็นเพียงแต่การพูดคุยกัน อย่าไปมองการเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์อย่างเดียว อย่ามองการเมืองเป็นเรื่องเลวร้าย เผื่อใจสักครั้ง แล้วมามองว่าทำอย่างไรถึงจะมาแก้ปัญหาประเทศชาติให้ได้”

ทำไมต้อง ก.เกษตร ฯ – ก.พาณิชย์

“เฉลิมชัย” แจกแจงเหตุผลว่า เพราะเหตุใด ประชาธิปัตย์ถึง “ต้องได้” กระทรวงเกษตรฯ-กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงที่ทุกพรรคการเมือง “จ้องตาเป็นมัน”  

“ลองไปดูนโยบายของเรา แก้จน สร้างคน สร้างชาติ ประกันรายได้ ซึ่งเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวบ้านทั้งหมด วิถีชีวิตของเกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า คนต่างจังหวัด หน่วยงานไหนเกี่ยวข้องกับนโยบายของเราที่ไปกำหนด ไปทำงานได้ ก็อยู่ที่ตรงนี้”

“การร่างแถลงนโยบายของรัฐบาล ทุกพรรคต้องมาคุยกัน นโยบายอะไรที่พรรคหาเสียงไว้ใส่เข้าไปในนโยบายร่วมได้ เช่น นโยบายเกษตรคล้ายกัน เป้าหมายเดียวกัน คือ ช่วยให้เกษตรกรอยู่ได้ มีหลักประกัน ในทางปฏิบัติอะไรที่จะเดินไปสู่ความสำเร็จได้ก็ต้องเดินไปด้วยกัน”

“อย่าลืมนะว่าวันนี้การเป็นรัฐบาลร่วม สิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ ผลงานทั้งหมดเป็นผลงานของรัฐบาลทั้งคณะ เพราะฉะนั้นทุกคนหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบไม่ได้ ต้องรับผิดชอบร่วมกัน”

ล้างแผล สปก.4-01

ทว่าความผิดพลาดครั้งสำคัญ ที่เป็นตราบาป-บาดแผลให้กับประชาธิปัตย์ คือ “คดีที่ดิน สปก.4-01” รัฐบาลนายชวน หลีกภัย สมัยที่ 1 ที่มีเลขาธิการประชาธิปัตย์คนเก่า-สุเทพ เทือกสุบรรณ สมัยเป็น รมช.เกษตรฯและนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ รมว.เกษตรฯ จน “รัฐบาลชวน 1” ต้องยุบสภาก่อนลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจเพียง 1 ชั่วโมง

“เฉลิมชัย” ไม่ยอมรับคำพิพากษาของสังคมสักเท่าไหร่ “แผลเลยเหรอ” และ “ฉายหนังตัวอย่าง” สิ่งที่จะเป็นภาพจำใหม่ในยุคที่เขาเป็น “พ่อบ้านพรรค” และ “ว่าที่ รมว.เกษตรฯ”

“เป้าหมายของเรา ชัดเจนที่สุด คือ ต้องการเรื่องปากท้องพี่น้องประชาชน เป็นเป้าหมายหลัก ซึ่งคิดว่ากระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ สามารถทำงานควบคูกันไปได้ในด้านการตลาดและการผลิตและต้องไปเกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลังเพราะต้องใช้งบประมาณ”

ฉายหนังตัวอย่างเสนาบดีเกษตรฯ

โดยเฉพาะฐานเสียงของประชาธิปัตย์ เมื่อรู้ว่าพรรคได้ทำงานทั้งในกระทรวงเกษตรฯ-พาณิชย์ ต่าง “ตั้งความหวัง” การแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดย “ฝากความหวัง” กับ “เจ้ากระทรวงคนใหม่” ไว้สูงลิ่ว

“ต้อง (ฝากความหวัง) ได้สิครับ (เสียงดัง) วันนี้เมื่อเรารับอาสาเข้ามาแล้วก็ต้องทำในสิ่งที่คิดว่าจะทำให้พี่น้องประชาชนพึ่งพอใจมากที่สุด แต่ผมไม่ได้บอกว่าเป้าหมาย…เพราะผมไม่รู้ว่าจะทำได้มากน้อยแค่ไหน ต้องยอมรับ แต่ปัญหาของเขาต้องแก้ไข ต้องรับอยู่แล้ว วันนี้เขาตั้งราคายาง ปาล์ม มะพร้าว ผลไม้ตามฤดูกาลเพราะเป็นเรื่องปากท้องเขา”

“นโยบายที่ชัดเจนของผม เป้าหมายของเรา คือ พุ่งไปที่ตลาดเอเชียมากกว่า จีน อินเดีย เขามีทรัพยากรด้วย มีประชากรด้วย ประเทศในกลุ่มอาเซียน”

ประเมินผลงานทุก 3-6 เดือน

“เฉลิมชัย” ให้เวลาประเมินตัวเอง-ทีมงาน โดยจะตั้งทีมติดตาม-ตามติด ประเมิน พร้อมกับรับฟังข้อเสนอ ข้อคิดเห็น หลังจากโปรดเกล้า ฯ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรเต็มตัว โดย 2 เดือนที่จะถึงนี้ คือ การวางแผน กำหนดนโยบาย มอบหมาย การเคลียร์บุคลากร หลังจากนั้น ต้องประเมินทุก 3 เดือน 6 เดือน

“เฉลิมชัย” ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร บริหารความคาดหวัง-ความผิดหวัง ด้วยการให้ความมั่นใจว่า “ทำเต็มที่-ทำให้ดีที่สุด” ส่วนผลลัพธ์ออกมาเป็นบวก หรือ ลบ เขาให้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์

“บนความคาดหวังก็ทำงานลำบากขึ้น แต่ผมมั่นใจว่า ทุกคนตั้งใจที่จะทำงาน ตั้งใจที่จะแก้ปัญหา ก็ต้องทำให้เต็มที่ และจะเป็นสิ่งที่จะพิสูจน์ตัวเราเองด้วย”

“วันนี้ถ้าทุกคนคิดว่า ต้องทำงานร่วมกันให้ประเทศเดินไปได้ ปัญหาก็จะไม่เกิด”เฉลิมชัยประกาศทิ้งท้าย-หย่าศึกชิงเก้าอี้รัฐมนตรี หลังจากได้เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯมาครองจนได้

Previous articleการประชุมสุดยอดอาเซียนแบบเต็มคณะ เห็นพ้องผลักดัน RCEP บรรลุสิ้นปีนี้
Next articleบิ๊กตู่ชู RCEP ปลุก ศก.อาเซียนสู้ดิสรัปชั่น