นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.ก้าวไกล อภิปรายปมวัคซีน ชี้ “ประยุทธ์-อนุทิน” ผูกขาดแอสตร้าเซนเนก้า พาคนไทยไปเสี่ยง ประท้วงวุ่น โยงสยามไบโอไซฯ “บิ๊กตู่” ขู่ หากแผนวัคซีนคว่ำเพราะการเมือง เอาเรื่องแน่
เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล โดยในช่วงบ่ายเป็นการอภิปรายของนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล อภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข
ทั้งนี้ นายวิโรจน์ อภิปรายว่า พล.อ.ประยุทธ์ และนายอนุทิน รู้อยู่ตลอดเพราะรัฐบาลนี้เป็นคนคาดการณ์ว่าหากฉีดวัคซีนล่าช้า 1 เดือน ความเสียหายทางเศรษฐกิจจะเท่ากับ 2.5 แสนล้านบาท ดังนั้น ทุกวันที่ พล.อ.ประยุทธ์บริหารประเทศ ประเทศชาติจะเสียหายเป็นมูลค่า 8,300 ล้านบาท คิดเป็นชั่วโมง ชั่วโมงละ 347 ล้านบาท จนถึงวันนี้ช้าไปมากแล้วจึงเป็นความผิดที่ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะ ผอ.ศบค. และนายอนุทิน จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้
ทวงถามวัคซีนเข็มแรก
การท่องเที่ยวสูญรายได้ไปถึง 1.5 ล้านล้านบาท การระบาดระลอกใหม่ ประเมินว่าจะส่งผลกระทบถึงภาคการค้าและการท่องเที่ยว 1.1-1.5 แสนล้านบาท โรงแรม 3,700 แห่งเตรียมปิดกิจการ ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าจะมีแรงงาน 4.7 ล้านคนตกงาน หนี้ครัวเรือน 2564 ที่ปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเป็น 480,000 บาท พุ่งขึ้น 1.4 แสนบาท ธนาคารโลกวิเคราะห์ว่าไทยมีคนจนเพิ่มขึ้น 1.5 ล้านคน
พล.อ.ประยุทธ์ และนายอนุทินจะอ้างว่าไม่รู้ความสำคัญของวัคซีนกับเศรษฐกิจปากท้องไม่ได้ เพราะเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563 นายอนุทินทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของบกลางอุดหนุนให้กับสถาบันวัคซีนแห่งชาติ 1 พันล้านบาท โดยเขียนว่า การมีวัคซีนเร็วขึ้น 1 เดือนจะช่วยให้ประเทศสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 2.5 แสนล้านบาท และสร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจกับประชาชนด้วย จึงเป็นหลักฐานว่าทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และนายอนุทินรู้ดีว่าควรฉีดวัคซีนให้เร็ว
“วัคซีนไม่ใช่แค่เรื่องการป้องกันโรค แต่ความสำคัญคือการกอบกู้เศรษฐกิจและเยียวยาปัญหาปากน้องของประชาชน ไม่แปลกใจที่ประเทศอื่นๆ เร่งฉีดวัคซีนให้กับประชาชนของเขา แล้วประเทศไทยจะลงเข็มแรกเมื่อใด”
กระจุกวัคซีน พา 67 ล้านคนเสี่ยง
นายวิโรจน์ อภิปรายต่อว่า จากการนำเสนอกรมควบคุมโรค เมื่อ 26 พฤศจิกายน 2563 กำหนดแผนการจัดหาวัคซีน 65 ล้านโดสภายใน 3 ปี โดยปี 2564 ฉีด 11 ล้านคน ปี 2565 11 ล้านคน ปี 2566 ฉีดเพิ่ม 10 ล้านคน ชี้ได้ชัดว่าเป็นการวางแผนการฉีดวัคซีนได้ช้ามากๆ กว่าจะครอบคลุมประชากรครึ่งหนึ่งกินเวลาไป 3 ปี จะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ คืนปากท้องให้ประชาชนให้ใกล้เคียงปกติได้อย่างไร
“แต่แผนเดิมนี้ไม่ได้จะกระจุกความเสี่ยงวัคซีนไว้ที่แอสตร้าเซนเนก้า ถึง 61 ล้านโดสแบบที่ทำอยู่ในปัจจุบัน จากเดิมที่จะซื้อแค่ 26 ล้านโดส ส่วน 13 ล้านโดสมาจากทวิภาคีอื่น และ 26 ล้านโดสมาจากโคแวกซ์ ถ้าไม่นับเรื่องล้าช้า ต้องยอมรับแผนการจัดหาวัคซีนเดิมเน้นกระจายความเสี่ยงไปหลายยี่ห้อ ยังยืนยันว่า การพาคนทั้ง 67 ล้านคนไปกระจุกความเสี่ยงแอสตร้าเซนเนก้าแทบเพียงเจ้าเดียว เกิดขึ้นภายหลังจากพล.อ.ประยุทธ์ และนายอนุทิน” นายวิโรจน์ กล่าว
นายวิโรจน์ ขอตั้งคำถามกับ พล.อ.ประยุทธ์ว่า ประเทศที่ฉีดวัคซีนแล้วจะกล้ามาประเทศไทยที่ยังไม่ฉีดวัคซีนได้อย่างไร และถ้าประเทศไม่ฉีดวัคซีนจะกล้าเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวได้อย่างไร เรื่องแค่นี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังคิดไม่ได้กล้ามานั่งหัวโต๊ะในที่ประชุม ศบค.ได้อย่างไร ตนขอให้ไปชงกาแฟแทน
แผนกระจุกวัคซีนเพิ่งเกิด ม.ค.
นายวิโรจน์ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ เพิ่งมาตื่นตัวเรื่องวัคซีนไม่นานมานี้ ก่อนเดือนธันวาคม 2563 เพราะมติ ครม.วันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 มีการอนุมัติให้จัดซื้อวัคซีนจากแอสตร้าเซนเนก้า แค่รายเดียว ด้วยวงเงิน 6,049 ล้านบาท โดยให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติจองล่วงหน้า โดยมีเงื่อนไขว่าอาจจะได้รับหรือไม่ได้รับขึ้นอยู่กับผลการวิจัย จากนั้นให้กรมควบคุมโรคทำสัญญาจัดซื้อวัคซีนด้วยวงเงิน 3,670 ล้านบาท ถ้าวัคซีนนั้นสำเร็จ ซึ่งเป็นวัคซีน 26 ล้านโดส เพียงพอต่อการฉีดให้กับประชาชน 13 ล้านคน ครอบคลุมประชากร 20% ของทั้งประเทศเท่านั้น
พอการระบาดละรอกใหม่ 17 ธันวาคม 2563 ที่จ.สมุทรสาคร อีก 7 วันต่อมา ที่ประชุม ศบค.เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2563 มีมติให้มีการจัดหาวัควีนจากแหล่งอื่นอีกร้อยละ 30 เพื่อให้ครอบคลุมประชากรร้อยละ 50 ของประเทศหรือ 33 ล้านคน ที่น่าสนใจของคำสั่งนี้ คือ ระบุไว้ชัดวัคซีนร้อยละ 10 ให้มาจากการตกลงแบบทวิภาคีกับรายอื่น ไม่มีมติให้กระจุกความเสี่ยงกับแอสตร้าเซนเนก้า และอีกร้อยละ 20 ไปเจรจากับโคแวกส์ ซึ่งเป็นเครือข่ายการต่อรองวัคซีนที่ใหญ่ที่สุดของโลก และมีองค์การอนามัยโลกเป็นตัวกลาง เพื่อให้ทั่วโลกเข้าถึงวัคซีนอย่างเท่าเทียม รวดเร็วและราคายุติธรรม
โดยการประชุม ศบค.วันที่ 24 ธันวาคม ไม่ได้มีข้อแนะนำว่าให้กระจุกความเสี่ยง ด้วยการซื้อวัคซีนเพิ่มจากแอสตราเซเนกาแต่อย่างใด แล้วแผนกระจุกวัคซีนก็เกิดขึ้น จากรายงานการประชุม ศบค. เมื่อ 4 มกราคม 2564 และการประชุม ครม. 5 มกราคม 2564 มีมติให้กระจุกความเสี่ยงซื้อวัคซีนเพิ่มจาก แอสตร้าเซนเนก้า อีก 35 ล้านโดส รวมของเดิม 26 ล้านโดส กลายเป็น 61 ล้านโดส
พล.อ.ประยุทธ์ จงใจพาคนทั้งประเทศไปเดิมพันกับการสั่งซื้อวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า แทบจะเป็นเพียงรายเดียว และมติ ครม.วันที่ 5 มกราคม 2564 ไม่ได้ระบุถึงงบประมาณในการจ่ายเงินซื้อล่วงหน้าแบบเดียวกับมติ ครม.เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน จึงมีคำถามที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องตอบ ถ้าไม่จ่ายเงินล่วงหน้าอีก 35 ล้านโดสจะได้รับวัคซีนแน่หรือไม่ และได้เมื่อไหร่
“ถ้าพล.อ.ประยุทธ์และนายอนุทิน มั่นใจว่าจะได้รับวัคซีนจากแอสตร้าเซนเนก้าแน่ๆ ทั้งคู่คงไม่มีมติ ครม.วันที่ 5 มกราคม 2564 ให้จัดหาวัคซีนจากซิโนแวค 2 ล้านโดส ภายใต้งบประมาณ 1,228 ล้านบาท โดยจะเข้ามาในไตรมาสแรกของปี 2564 ทั้งนี้ การฝากความหวังวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้ายี่ห้อเดียวเป็นการกระทำที่เสี่ยงมากๆ แถมเอาชีวิตของคนทั้งประเทศไปเสี่ยงด้วย” นายวิโรจน์ กล่าว
จวกเสี่ยหนู เช้าช้อนเย็นช้อน
นายวิโรจน์ กล่าวว่า จากแผนการจัดหาวัคซีนโดยกรมควบคุมโรค แม้ว่าวัคซีนจะเริ่มเข้ามาในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 แต่จนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม ไทยจะมีวัคซีนแค่ 2.15 ล้านโดส มาจากซิโนแวค 2 ล้านโดส แอสตราเซเนกาแบบอิมพอร์ตอีก 1.5 แสนโดส เพราะสหภาพยุโรปจำกัดการส่งออก ประชาชนคนไทยต้องรอวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า แบบเมดอินไทยแลนด์ ทั้งที่สั่งมา 26 ล้านโดส สั่งเพิ่ม 35 ล้านโดส โดยส่งมอบในเดือนมิถุนายน 2564 แต่จะได้ตามแผนหรือไม่ใครจะกล้าการันตี และจากที่เคยบอกว่าสามารถฉีดวัคซีนได้เดือนละ 5 ล้านโดส และต่อมาเปลี่ยนเป็น 10 ล้านโดส จะทำได้จริงหรือไม่
นอกจากนี้ นายอนุทิน ไม่ได้ใส่ใจการจัดหาวัคซีนกับโคแวกส์ ทำงานเช้าช้อนเย็นช้อน ไม่บอกประชาชนในเรื่องจริงว่าได้แสดงเจตนารมณ์เข้าร่วมไปแล้วตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2563 ผ่านมาจนถึงวันนี้เพิ่งจะมาเจรจาใหม่ ส่วนที่บอกว่าการที่ประเทศไทยไม่เข้าร่วมเพราะเป็นประเทศฐานะปานกลาง
คำถามที่เกิดขึ้นทันทีว่าทำไมมาเลเซียที่มีรายได้ประชากรสูงกว่าประเทศไทยถึงเข้าร่วม และทำไมประเทศที่ร่ำรวย ประเทศแคนนาดา ออสเตรเลีย สวีเดน นอรเวย์ ประเทศในสหภาพยุโรปเกือบทั้งหมด จีน แม้แต่สหรัฐอเมริกา ก็เข้าร่วม ทั้งนนี้ ในเว็บไซต์องค์การอนามัยโลก ระบุชัดเจนว่า โคแวกส์ เป็นการจัดหาวัคซีนระดับโลก และไม่จำกัดรายได้ของประเทศ ปัจจุบันมีประเทศเข้าร่วม 172 ประเทศ และอาเซียนเข้าร่วมแล้ว 9 ประเทศ ยกเว้นประเทศไทย
ทำไมไม่ซื้อซิโนฟาร์ม
นายวิโรจน์ กล่าวว่า การสั่งซื้อวัคซีน ซิโนแวค ของรัฐบาลด้วยว่า เมื่อรัฐบาลเลือกที่จะเอาเงินภาษี 1,228 ล้านบาท ไปซื้อวัคซีนจากจีน มาแก้ขัดแล้วเหตุใดถึงไม่ตัดสินใจซื้อวัคซีนจาก ซิโนฟาร์ม ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีเดียวกัน และได้รับการขึ้นทะเบียนสำหรับใช้งานทั่วไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 63 และมีผลการทดสอบเฟส 3 ในคน สูงถึง 79.34% และมีผลการทดสอบที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรต มีประสิทธิภาพสูงถึง 86% และเป็นวัคซีนหลักที่ประเทศจีนใช้ฉีดให้กับประชาชน แต่ พล.อ.ประยุทธ์ กลับเลือกซื้อวัคซีน ซิโนแวค ที่ปรากฏเป็นข่าวว่า มีนายทุนรายหนึ่งเข้าไปลงทุนด้วยเม็ดเงิน 1.54 หมื่นล้านบาท เพื่อถือหุ้น 15% ซึ่ง ณ ขณะที่มีมติ ครม. ให้ซื้อวัคซีน ซิโนแวค ในวันที่ 5 ม.ค. 64 วัคซีน ซิโนแวค ยังไม่ได้มีผลการทดสอบในเฟส 3 แต่อย่างใด
ชวน เบรก ซักฟอกสยามไบโอไซเอนซ์
นายวิโรจน์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ทำไม พล.อ.ประยุทธ์ และนายอนุทิน หัวเด็ดตีนขาด ก็ต้องเอาชีวิต และปากท้อง ของประชาชนทั้งประเทศไป กระจุกความเสี่ยงและรอคอย วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ที่จะผลิตโดยบริษัทเอกชน ที่ชื่อว่า สยามไบโอไซเอนซ์ ชื่อของ สยามไบโอไซเอนซ์ ได้เริ่มปรากฎขึ้น เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2563 ในที่ประชุม ศบค. ครั้งที่ 10/2563 ศ.นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร ที่ปรึกษา ศบค. ได้กล่าวถึงบริษัทเอกชนรายหนึ่ง ที่มีศักยภาพในการผลิตวัคซีน และสามารถรับการ ถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เพื่อผลิตวัคซีนโควิด-19 ชนิด Viral Vector ได้ และขอให้รัฐบาลพิจารณาสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติม 600 ล้านบาท ที่จะถูกใช้เพื่อการพัฒนาศักยภาพในการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีวัคซีน ซึ่งนายอนุทิน ได้ยอมรับว่าเป็นงบที่ใช้ในการสนับสนุนในเรื่องวัคซีนจริง โดยมอบหมายให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติเป็นผู้ดูแล
“เหตุใด พล.อ.ประยุทธ์ และนายอนุทินเอาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนไปเสี่ยง กับบริษัทเอกชนที่เพิ่งรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี และน่าจะไม่เคยผลิตวัคซีนมาก่อน ประชาชนเขาหวังว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นเพราะวัคซีน”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดการประท้วงโดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ และนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ประท้วงว่าเป็นการกล่าวถึงบุคคลภายนอก ซึ่งนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ขอให้นายวิโรจน์ถอนประเด็นที่พาดพิงบริษัทสยามไบโอ ไซเอนซ์ เพราะเป็นบุคคลภายนอก โดยให้มุ่งไปที่นายกฯ และรองนายกฯ
ประยุทธ์ โต้ จัดซื้อวัคซีนโควิด-19 เชื่องช้า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ลุกขึ้นชี้แจงนายวิโรจน์ ว่า ตนตอบเท่าที่ควรจะตอบ ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด เพราะตนไม่ใช่นักโต้วาที การบริหารจัดการเรื่องเศรษฐกิจและโควิด-19 เรารู้ถึงความเดือดร้อนประชาชน ทั้งภาคเอกชน ธุรกิจ ผู้มีรายได้น้อย เรารู้ว่าเดือดร้อน ถ้าผมอยู่ตรงนี้แล้วไม่รู้เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ก็รู้เท่ากัน
“แต่ผมอาจจะรู้มากกว่าท่านเพราะมีข้อมูล และผมไม่ได้เปิดจาก Google อย่างเดียว ต้องหารือร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารในศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค. ไม่ใช่ผมมีอำนาจสั่งทั้งหมด อยู่ดี ๆ ผมจะไปสั่งเขาได้ยังไง ผมไม่ใช่หมอ แต่ผมฟังหมด ฟังผู้มีประสบการณ์ ฟังกระทรวงที่มีส่วนร่วม ฟังแพทย์อาวุโส แพทย์สภา ที่เป็นอยู่ในคณะทำงานทั้งหมด และนำข้อมูลมาจัดทำมาตาการและควบคุมการแพร่ระบาด ป้องกันกันแพร่กระจาย การรักษา การทำให้ได้รับวัคซีนโดยเร็วที่สุด ตนไม่ต้องการให้ได้วัคซีนช้าอยู่แล้ว”
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สถานการณ์โลก เราทำได้ดีกว่าหลายประเทศ แต่ยังเดือดร้อนอยู่ จึงต้องทำให้ดีขึ้น ๆ และเชื่อว่าเมื่อมีการร่วมมือจากทุกฝ่ายจะดีขึ้นในเร็ววัน ถ้าจะให้บอกว่าจะดีขึ้นปีนี้ ปีนั้น มันจะมากไปหรือไม่ ส่วนการฉีดวัคซีนจะได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ก็ต้องดูต่อไป
ขู่เอาเรื่อง ถ้าชวดวัคซีนเพราะการเมือง
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลก ไม่ได้ส่งผลกระทบกับประเทศไทยเท่านั้น ทำให้รายได้ลดลงเพราะเราพึ่งพาการท่องเที่ยวและส่งออก จึงต้องพัฒนาสินค้าให้มีมูลค่ามากขึ้น เพื่อให้สิ่งออกให้มากขึ้น เช่น การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ให้ได้ เช่น BCG ตนทำทั้งหมด รัฐบาลไม่ได้นั่งนอนเฉย ๆ ไม่ได้ทำงานเช้าชามเย็นชาม ไม่ได้ทำงานบนจอโทรศัพท์
“การพูดเรื่องวัคซีนมาก ๆ จะมีปัญหานะครับในการที่เขาจะส่งมาหรือไม่ส่งมา ผมไม่อยากให้เรื่องวัคซีนเป็นปัญหาทางการเมือง ระมัดระวังนะครับ รับผิดชอบด้วยนะครับ ที่จองไปแล้วอะไรไปแล้ว อย่าให้มีปัญหาก็แล้วกัน จำคำพูดของท่านไว้ด้วย รับผิดชอบ ที่จองเอาไปแล้ว อะไรไปแล้ว ถ้าเขาไม่ให้มาตามนี้ล่ะก็ ก็มีเรื่องกันล่ะ นะ”
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เราปิดประเทศและเจ็บหนักที่สุด แต่ระยะที่ 1 ก็ผ่านมาได้อย่างสวยงาม ระยะที่สองเราก็คุมได้เอก ถ้าทุกคนร่วมมือกันอย่างนี้มันก็จะดีขึ้น เห็นใจคนทำงานสิครับ
“ผมไม่ได้ทำงานเช้าชามเย็นชาม ไม่ได้ทำงานบนจอโทรศัพท์ หรือข้อมูลต่าง ๆ อย่างเดียว ฟังคนพูด ฟังหมอพูด ฟังบุคลากรทางการพูด ประชาชนพูด รัฐบาลไม่ได้ชักช้า ไม่ใช่สั่งปั๊บแล้วได้ปุ๊บ ต้องเจรจามาต่อเนื่อง พูดง่าย ลองไปทำดูแล้วจะรู้ว่าเป็นอย่างไร”
ทำดีที่สุดเท่าที่ทำได้
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนตอบท่านด้วยความสบายใจ มันอาจจะไม่ดีที่สุดในสายตาท่าน แต่ทำดีที่สุดเท่าที่ทำได้ ผมอาจจะทำให้ดีกว่านี้อีก ถ้าสถานการณ์บางอย่างดีกว่านี้ ไม่ต้องเป็นภาระเรื่องโน้น เรื่องนี้มากมายข้างนอก จนกระทั่งบางงานมีปัญหา ไม่มีเวลาทำ เรื่องที่มันไม่ควรจะเกิดขึ้นในประเทศไทยในเวลานี้ โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19
“รัฐบาลไม่เคยชักช้าล่ะครับ ไม่ใช่ทำงานปั๊บและออกปุ๊บวันนี้ ไม่ได้หรอก การเจรจา การพูดคุย การลงนามสัญญา ต้องทยอยออกมา ถ้าไม่ทำอย่างนี้มันก็ไม่ออกมาอยู่ดี มันไม่ได้ทำเมื่อวานนี้แล้วเซ็นวันนี้เสียเมื่อไหร่ มันต้องเจรจามาต่อเนื่อง เราได้เริ่มมาตั้งแต่แรก ที่ได้มีการหารือกันในศบค. พูดน่ะมันง่าย ลองไปทำดูก็จะรู้ว่ามันเป็นยังไง พูดน่ะ ปึ๊บ ๆ ๆ ๆ มันก็ดูเร็วอ่ะนะ ดูดี ดีเก่ง”
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่เคยนิ่งนอนใจ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้ได้วัคซีนที่ปลอดภัยเหมาะสมกับประเทศไทย อะไรที่ทำให้เกิดความเชื่องช้า ขออย่าพูดอีกเลย
“ประเทศต่าง ๆ ที่ฉีดไปแล้ว มากบ้าง น้อยบ้าง วันนี้เราพยามทำอย่างเต็มที่ แผนการกระจายวัคซีนกำลังทำอยู่ หลายประเทศไม่ใช่จองหลายล้านโดส หลายพันโดสแล้วมาวันเดียว ไม่มีทางหรอกครับ เพราะมันจ่ายไปทั่วโลกและทยอยเข้ามา ของเราโชคดีที่มีการผลิตในประเทศ ได้พิเศษตรงนี้ด้วย เป็นสิ่งที่เราได้มา”
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ข้อมูลวันนี้ คนไทยพร้อมฉีดวัคซีนกว่า 80 % ไม่อยากฉีก 10 % ลังเล 10 % วันนี้วัคซีนผลิตจากหลายบริษัท หลายประเทศทั่วโลก ระยะนี้ราคาแกว่ง เพราะแข่งกัน แต่จะค่อย ๆ ดีขึ้น เมื่อมีการผลิตที่เพียงพอ
เสี่ยหนู โต้ ไม่ลอยชาย
ต่อมานายอนุทิน ชี้แจงว่า ขอยืนยันว่าภายในเดือนกุมภาพันธ์วัคซีนล็อตแรกจะเข้ามา 2 แสนโดส จะมาถึงเมืองไทย ภายในเดือนมีนาคมล็อตที่สองจะมาถึงเมืองไทย 8 แสนโดส และภายในปลายเดือนพฤษภาคม หรือต้นมิถุนายน จะมีวัคซีนที่ผลิตในประเทศไทยแต่ยี่ห้อแอสตร้าเซนเนก้า จะทำการส่งและฉีดประชาชนคนไทยจนครบถ้วน ที่อภิปรายว่ามีความล่าช้า ลอยชาย กับเรื่องวัคซีน พึงทราบไว้ว่าตั้งแต่มีคำว่าโควิด-19 เข้ามาในสมองตน คำต่อไปคือวัคซีน เป็นเหตุผลว่าเหตุใดของบประมาณ 3 พันล้านบาท ให้กับสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากคณะรัฐมนตรีเป็นอย่างดี
ขอนายกฯ สนับสนุนเต็มที่ ไม่เฉพาะเรื่องยา วัคซีน แต่ยังรวมถึงเวชภัณฑ์ รวมถึงการบรรจุราชการอีก 4.5 หมื่นคน ถามว่าวัคซีนแอสตราเซเนกา กล้าพูดไหมว่าฉีดแล้วอันตราย เขาต้องผ่านการทดสอบขั้นต้นแล้ว ส่วนกรณีที่ใช้ในประเทศไทย นั้น เพราะประเทศเรามีกลุ่มธุรกิจที่ใหญ่โตระดับโลก ทีมีคอนเนคชั่นกัน คือ SCG ซึ่งได้ประสานมาที่กระทรวงสาธารณสุข และ ครม.ว่ามีเทคโนโลยีผลิตวัคซีนซึ่งดูแล้วน่าจะเหมาะสมกับประเทศไทย และเชื่อว่าถ้าประเทศไทยได้เป็นฐานการผลิต วัคซีนนี้จะเป็นประโยชน์ในประเทศไทยและกลุ่มประเทศนี้ด้วย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล เพราะสุดท้ายเอกชนเขาก็ไปเจรจากัน และมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีกัน เป็นการตกลงระหว่างแอสตร้าเซเนกาและบริษัทในประเทศไทย
นายอนุทิน กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข และรัฐบาลไทยเห็นว่า เทคโนโลยีนี้มีโอกาสที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เราต้องเลือกทางนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ จะถ่ายทอดเทคโนโลยีกันอย่างไรรัฐบาลไม่รับทราบ แอสตร้าเซนเนก้า เขาไม่ได้มาเลือกบริษัทสยามไบโอไซอย่างเดียว ก่อนที่เขาจะเลือก เขาไปลอง ไปเยี่ยม ไปดูประสิทธิภาพผลิตยามามากมายสุดท้ายเขาเลือกบริษัทดังกล่าว เพราะสามารถผลิตชีวะวัตถุคงที่ได้ดีที่สุด
ไตรมาส 3 วัคซีนเต็มแขนคนไทย
ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องทำไมไม่ซื้อวัคซีนของ ซิโนฟาร์มนั้น นายอนุทิน ชี้แจงว่า เราต้องซื้อกับเจ้าที่ส่งให้เราได้ในเดือนกุมภาพันธ์ เจ้าที่เอ่ยขึ้นมาเขาส่งให้เราไม่ได้ สัปดาห์ก่อนมีบริษัทวัคซีนหลายแห่งมาพูดคุยกับตน และระบุว่าจะส่งให้ไทยได้ในไตรมาสสาม แต่ในไตรมาสสามวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าอยู่เต็มแขนของพี่น้องประชาชนคนไทยแล้ว เรามีวัคซีน 63 ล้านโดส มีจนไม่พอเก็บ เราได้บริหารจัดการวางแผนเป็นระบบ ไม่เที่ยวไปเสริช Google หาข่าวร้าย พูดสิ่งที่เป็นการบั่นทอนกำลังใจ ไม่ใช้วาจาสามหาว พูดในเรื่องไม่เกี่ยวข้องกับวาระอภิปราย
“กลิ่นหนูตาย ก็เน่าพอๆ กับกลิ่นปากเหม็นไม่ต่างกัน ผมเชื่อว่าผมยังทำประโยชน์ให้กับบ้านเมือง ประชาชน ให้กับประเทศได้มากกว่า เอาไว้มีโอกาสเข้ามาก่อนแล้วค่อยมาพิสูจน์กัน”