สหรัฐฯ และอิหร่านเตรียมลงนามข้อตกลงหยุดยิงครั้งสำคัญ ท่ามกลางคำถามชวนคิดว่า เหตุใด ‘เจนีวา’ เมืองเล็กๆ ในสวิตเซอร์แลนด์ จึงยังคงทำหน้าที่เป็นเซฟเฮาส์ทางการทูต และเป็นจุดนัดพบสุดท้ายที่คู่ขัดแย้งระดับโลกเลือกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อยุติเสียงปืน พาย้อนรอยรากฐาน ‘ความเป็นกลาง’ และประวัติศาสตร์พลิกโลกของเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งสันติภาพ
อีกครั้งที่เมืองฉายา “Capital of Peace” หรือ “เมืองหลวงแห่งสันติภาพ” กำลังจะกลายเป็นฉากหลังของหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ หลังจากการประกาศบรรลุข้อตกลงหยุดยิงและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
อย่างเป็นทางการระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และรัฐบาลอิหร่าน โดยมีกำหนดการสะบัดหมึกลงนามร่วมกันในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ คำถามที่น่าสนใจในใจของหลายๆ คนทั่วโลกก็คือ
ทำไมเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ระดับโลก สันติภาพมักจะเดินทางมาจบลงที่เมือง ‘เจนีวา‘?
ในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นายเชห์บาซ ชารีฟ (Shehbaz Sharif) นายกรัฐมนตรีของสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน ระบุว่า ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นได้จากความพยายามทางการทูตอย่างกว้างขวาง โดยมีผู้ไกล่เกลี่ยในภูมิภาคหลายฝ่ายเข้าร่วม ซึ่งวอชิงตันและเตหะรานเห็นพ้องต้องกันที่จะหยุดปฏิบัติการทางทหารทันทีและเป็นการถาวร เขายังกล่าวอีกว่าข้อตกลงนี้อาจช่วยปูทางไปสู่ความพยายามในวงกว้างเพื่อลดความตึงเครียดทั่วตะวันออกกลาง
เชห์บาซได้ขอบคุณรัฐบาลทั้งสองฝ่ายที่เลือกใช้การทูตแทนการเผชิญหน้ากันอย่างต่อเนื่อง และแสดงความหวังว่าข้อตกลงนี้จะช่วยนำเสถียรภาพกลับคืนสู่ภูมิภาค
จุดเริ่มต้นของเมืองแห่งสันติภาพ ‘เจนีวา’
จุดเริ่มต้นของนโยบายความเป็นกลางของสวิตเซอร์แลนด์มักถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ย้อนไปหลังจากการพ่ายแพ้ใน ยุทธการมารินยาโน (Battle of Marignano) ในปี ค.ศ. 1515 และการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพถาวรกับฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1516 สมาพันธรัฐสวิสในยุคนั้นตระหนักว่าการขยายอำนาจทางทหารรังแต่จะทำให้รัฐภายในแตกแยก จึงเปลี่ยนทิศทางนโยบายต่างประเทศจากการรุกรานมาเป็นการป้องกันตนเองและการรักษาเสถียรภาพภายในแทน
จากเอกสารประวัติศาสตร์ของสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) ที่ชื่อ “A short history of Switzerland’s neutrality” มีการวิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจว่า ความเป็นกลางของสวิตเซอร์แลนด์ในยุโรปนั้นไม่ได้เกิดขึ้นมาเป็นแค่เพียงการคุ้มครองบนแผ่นกระดาษ แต่เกิดจากความเชี่ยวชาญและความสำเร็จของชาวสวิสเองที่ผลักดันให้หลักการความเป็นกลางนี้ กลายเป็นนโยบายต่างประเทศที่อยู่เหนือสิ่งอื่นใดอย่างแท้จริง
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โลกต้องหันมาฟังเสียงของประเทศเล็กๆ แห่งนี้ เกิดขึ้นในข้อตกลงทั่วไปของยุโรปปี ค.ศ. 1815 ในเอกสารยังระบุอีกว่า การทูตที่ชาญฉลาดของสวิสสามารถทำให้ชาติมหาอำนาจในยุคนาโปเลียนร่วมกันลงนามรับรอง ‘พระราชบัญญัติว่าด้วยความเป็นกลางถาวรและความไม่อาจละเมิดได้ของสวิตเซอร์แลนด์’ ซึ่งข้อตกลงครั้งนั้นระบุชัดเจนว่า ความเป็นกลางและความเป็นอิสระของสวิสจากอิทธิพลต่างชาติ คือผลประโยชน์ที่แท้จริงต่อระบบการเมืองของยุโรปทั้งหมด
นอกเหนือจากการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดในสงครามแล้ว ‘ประเพณีด้านมนุษยธรรม’ ก็เป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่สร้างชื่อให้เมืองแห่งนี้ รายงานจากเอกสารชี้ให้เห็นว่า นับตั้งแต่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 1848
สวิตเซอร์แลนด์ได้สถาปนาแนวคิดเรื่องการให้ที่ลี้ภัยแก่ผู้ลี้ภัยทางการเมือง ควบคู่ไปกับการวางมาตรการสากลในการควบคุมตัวและปลดอาวุธกองทัพต่างชาติที่ล่าถอยเข้ามาในดินแดน ซึ่งแนวคิดการกักกันเพื่อมนุษยธรรมนี้ ได้ทวีความสำคัญอย่างมหาศาลต่อคู่สงครามในเวลาต่อมา
การก่อตั้งคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ที่เจนีวา ก็ได้กลายเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยยกระดับความสำคัญของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งในเชิงศีลธรรมและเชิงปฏิบัติในเวทีโลกอย่างมาก
นอกจากงานบรรเทาทุกข์แล้ว สวิสยังทำหน้าที่เป็น ‘ประเทศผู้คุ้มครอง’ ที่ช่วยดูแลและเป็นตัวแทนผลประโยชน์ให้กับประเทศคู่สงครามหลักๆ เกือบทั้งหมด ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ความเป็นกลางของประเทศแห่งนี้ได้รับความยำเกรงและรอดพ้นจากภัยสงคราม
วิวัฒนาการของเจนีวาสู่ศูนย์กลางการทูตโลก
Genève internationale ระบุว่า เส้นทางการก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางการทูตโลกของเจนีวาเริ่มต้นขึ้นอย่างชัดเจนภายหลังจากการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสมาพันธรัฐสวิสในปี ค.ศ. 1815 ซึ่งเมืองแห่งนี้ได้ยกระดับและพัฒนาบทบาทของตนเองในเวทีสากลอย่างก้าวกระโดด
บทพิสูจน์สำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1872 เมื่อเจนีวาได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดการอนุญาโตตุลาการอลาบามา (Alabama Claims Arbitration) เพื่อเคลียร์ข้อพิพาทครั้งใหญ่ระหว่างสหรัฐอเมริกาและบริเตนใหญ่หลังยุคสงครามกลางเมืองอเมริกา เหตุการณ์ในครั้งนั้นนับเป็นหมุดหมายและเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่ชาติมหาอำนาจของโลกยอมวางอาวุธ แล้วหันมาใช้วิธีการทางกฎหมายรวมถึงกระบวนการทางการทูตส่วนกลางที่เจนีวาในการแก้ปัญหาแทนการประกาศสงครามระหว่างกัน
นอกเหนือจากมิติทางการเมืองแล้ว รากฐานสำคัญที่ตอกย้ำให้เจนีวากลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเมตตาและพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดในโลก คือ การกำเนิดขึ้นของงานด้านมนุษยธรรมระดับสากล โดยในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1863 คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้ถูกก่อตั้งขึ้น ณ เมืองเจนีวาแห่งนี้ อ้างอิงจากเว็บไซต์ของ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC)
จากการผลักดันของ อองรี ดูนองต์ (Henry Dunant) ชายชาวเจนีวาผู้สะเทือนใจต่อความโหดร้ายและไร้ความปรานีในสมรภูมิโซลเฟริโน ยิ่งไปกว่านั้น ในเวลาต่อมาเยี่ยงปี ค.ศ. 1864 กาชาดสากลยังสามารถผลักดันให้ประเทศต่างๆ ร่วมลงนามใน “อนุสัญญาเจนีวาฉบับแรก” (First Geneva Convention) เพื่อคุ้มครองผู้บาดเจ็บจากภัยสงครามโดยไม่แบ่งแยกพรมแดน
ภาพจำและคุณค่าเหล่านี้เองที่สอดรับกับรายงานประวัติศาสตร์ของ CIA ที่ระบุว่า ประเพณีด้านมนุษยธรรมของสวิสและการจัดตั้งองค์กรอย่างสภากาชาด ได้ช่วยยกระดับความสำคัญทั้งในเชิงศีลธรรมและเชิงปฏิบัติในฐานะ “ประเทศผู้คุ้มครอง” ที่ได้รับความเคารพยำเกรงจากทุกฝ่ายในยามศึกสงคราม
จุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดที่ส่งให้เจนีวากลายเป็น “เมืองหลวงแห่งการทูต” อย่างเต็มตัว เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1919 เมื่อประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ผลักดันให้ “สันนิบาตชาติ” (League of Nations) ซึ่งถือเป็นองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งแรกของโลก เลือกตั้งสำนักงานใหญ่ขึ้นที่เมืองเจนีวา
แม้ว่าในเวลาต่อมาภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 องค์การสหประชาชาติ (UN) จะย้ายศูนย์กลางหลักไปที่นครนิวยอร์กก็ตาม แต่ด้วยยุทธศาสตร์และความเป็นกลางที่เป็นเอกลักษณ์ สหประชาชาติก็ยังคงเลือกที่จะจัดตั้ง “สำนักงานสหประชาชาติประจำเจนีวา” (UNOG) ขึ้น ณ วังแห่งสหประชาชาติ (Palais des Nations) ในช่วงปี ค.ศ. 1946 เพื่อให้เมืองนี้ทำหน้าที่เป็นเสมือนหัวใจและศูนย์กลางการทูตที่สำคัญที่สุดในฝั่งยุโรปในการคลี่คลายวิกฤตการณ์โลกเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
แค่เจรจา แต่ไม่ได้ลงนาม
อย่างไรก็ดี สิ่งที่คนทั่วไปอาจไม่ทันสังเกตคือ
“เจนีวาคือที่สำหรับเจรจาข้อตกลง แต่มักไม่ใช่จุดสุดท้ายของการลงนามเสมอไป”
ในทางปฏิบัติ ข้อตกลงที่พลิกโฉมโลกมักมีรายละเอียดทางเทคนิคที่ซับซ้อนมหาศาล เช่น ดีลล่าสุดที่ต้องเคลียร์ทั้งเรื่องระบบมอนิเตอร์ในช่องแคบฮอร์มุซ และการหยุดยิงในเลบานอน คณะทำงานจึงต้องฝังตัวร่างเอกสารอยู่ที่เจนีวาเป็นสัปดาห์ๆ
แต่เมื่อถึงเวลาประกาศชัยชนะทางการทูต พิธีลงนามฉบับสมบูรณ์มักจะถูกส่งต่อไปยังเมืองยุทธศาสตร์อื่น ยกตัวอย่างเช่น
- ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านปี 2015 (JCPOA) ที่เคี่ยวข้อตกลงกันที่เจนีวา แต่บินไปลงนามที่ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เพื่อเชื่อมโยงและประสานงานร่วมกับหน่วยงานตรวจนิวเคลียร์สากล (IAEA)
- ข้อตกลงอัฟกานิสถานปี 2020 ที่กระบวนการทั้งหมดเริ่มต้นในสวิตเซอร์แลนด์แต่ไปปิดดีลกันที่ กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ประวัติศาสตร์ก็บันทึกไว้เช่นกันว่า มีสงครามและวิกฤตโลกครั้งสำคัญที่เลือกใช้เจนีวาเป็นทั้ง “สนามเจรจา” และ “เวทีลงนามปิดฉาก” อย่างเป็นทางการด้วยเช่นกัน
หมุดหมายที่ชัดเจนที่สุดคือ “ข้อตกลงเจนีวา ค.ศ. 1954” (Geneva Accords of 1954) ข้อตกลงหยุดยิงครั้งประวัติศาสตร์ที่ลงนามกัน ณ วังแห่งสหประชาชาติ (Palais des Nations) เพื่อยุติสงครามอินโดจีนครั้งที่ 1 ระหว่างฝรั่งเศสและเวียดนาม ซึ่งผลของการลงนามที่เจนีวาในครั้งนั้นได้เปลี่ยนแผนที่โลกด้วยการสั่งให้ฝรั่งเศสถอนทหารและแบ่งเวียดนามออกเป็นสองส่วนที่เส้นขนานที่ 17 รวมถึงการรับรองเอกราชของลาวและกัมพูชาอย่างเป็นทางการ
ถัดมาในช่วงปลายสงครามเย็น “ข้อตกลงเจนีวา ค.ศ. 1988” (Geneva Accords of 1988) ก็เป็นสัญญาหย่าศึกสำคัญที่ลงนามโดยปากีสถานและอัฟกานิสถาน โดยมีสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตร่วมลงนามค้ำประกัน ส่งผลให้กองทัพโซเวียตต้องยอมถอนกำลังทหารทั้งหมดออกจากอัฟกานิสถาน ยุติสมรภูมิอันยืดเยื้อลงที่เมืองแห่งนี้
นอกจากนี้ เจนีวายังเป็นสถานที่ลงนามข้อตกลงควบคุมอาวุธร้ายแรงที่ทั่วโลกเกรงกลัวอย่าง “พิธีสารเจนีวา ค.ศ. 1925” (Geneva Protocol of 1925) ข้อตกลงระหว่างประเทศที่ลงนามเพื่อสั่งห้ามการใช้แก๊สพิษ อาวุธเคมี และอาวุธชีวภาพในสงคราม ซึ่งถูกผลักดันขึ้นมาหลังความโหดร้ายในสงครามโลกครั้งที่ 1
ที่ขาดไม่ได้คือ “อนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949” (The 1949 Geneva Conventions) กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่เป็นแกนหลักของโลกในการคุ้มครองเชลยศึก พลเรือน และผู้บาดเจ็บ ซึ่งตัวแทนจากนานาประเทศได้เดินทางมาลงนามสถาปนากฎแห่งสงครามร่วมกันที่นครแห่งนี้หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2
จะเห็นได้ว่าสุดท้ายแล้วไม่ว่าปลายทางของการลงนามน้ำหมึกจะเกิดขึ้นที่เมืองใด แต่จุดเริ่มต้นที่เปลี่ยน “เสียงปืนและระเบิด” ให้เป็น “บทสนทนา” มักจะเกิดขึ้นภายใต้ร่มเงาของเมืองหลวงแห่งสันติภาพแห่งนี้เสมอ