เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

น้ำมัน ธัญพืช หุ้น อะไรปรับตัวเพิ่ม-ลด หลังทรัมป์ประกาศ บรรลุดีลสันติภาพอิหร่าน

15 มิ.ย. 2569 | 13:50น.

สหรัฐและอิหร่านมีกำหนดลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) อย่างเป็นทางการ วันที่ 19 มิถุนายน 2026 ที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ โดยสาเหตุล่าช้าเนื่องจากต้องกำจัดทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซก่อน และจะเปิดช่องแคบทันทีที่ลงนาม หลังจากเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ โพสต์ทรูทโซเชียล ระบุว่า ข้อตกลงกับอิหร่านเสร็จสมบูรณ์แล้ว

ประชาชาติธุรกิจ เรียบเรียงข้อมูลราคาน้ำมัน-สินค้า-หุ้น ที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น-ลดลง ในวันที่ 15 มิ.ย. หลังการประกาศเตรียมลงนาม MOU สหรัฐ-อิหร่าน

ราคาน้ำมันลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบสามเดือน โดยราคาน้ำมันเบรนต์ร่วงลงเกือบ 5% สู่ระดับ 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลงจากจุดสูงสุดที่ 126.40 ดอลลาร์ เมื่อเดือน เม.ย.

ขณะที่ราคาน้ำมันเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) อยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากแตะระดับสูงสุดที่ 119 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในเดือน มี.ค. ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบ ซึ่งเป็นราคาน้ำมันมาตรฐานของเอเชีย อยู่ใกล้ระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากแตะระดับสูงสุดในเดือน มี.ค. ที่ประมาณ 170 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ราคาซื้อขายธัญพืชล่วงหน้าปรับตัวลดลง ในตลาดชิคาโก ซึ่งเป็นศูนย์กลางตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทางการเกษตรที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในโลก โดยราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าข้าวสาลีลดลงประมาณ 0.7% จากเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ขณะที่ข้าวโพด ถั่วเหลือง และน้ำมันถั่วเหลืองก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือน พ.ค. องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เตือนว่า วิกฤตราคาอาหารโลกรุนแรง อาจเกิดขึ้นภายใน 6-12 เดือน เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตาม ราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะสงคราม ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ราคาเริ่มลดลงบ้างแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปริมาณสินค้าคงคลังทั่วโลกมีมาก และราคาปุ๋ยลดลง 

โลหะอุตสาหกรรม (Industrial Metal) ปรับตัวสูงขึ้น 1.4% เนื่องจากข้อตกลงสันติภาพช่วยบรรเทากังวลเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกและกระตุ้นความเชื่อมั่นในดีมานด์โลหะ

ราคาทองแดงปรับตัวสูงขึ้น 1.2% สู่ระดับ 13,864 ดอลลาร์ต่อตัน ในตลาดโลหะลอนดอน ขณะที่อะลูมิเนียมปรับตัวสูงขึ้น 0.3% และสังกะสีเพิ่มขึ้น 0.7% ส่วนดีบุกพุ่งขึ้นมากกว่า 3% หลังจากที่เมื่อต้นเดือนนี้เกือบแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก่อนที่จะปรับตัวลง

อย่างไรก็ดี โลหะมีผลการดำเนินงานค่อนข้างดีอยู่แล้วแม้จะมีสงครามในตะวันออกกลาง โดยราคาทองแดงปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 4% นับตั้งแต่สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ขณะที่ราคาอะลูมิเนียมพุ่งขึ้น 13% หลังจากเส้นทางการขนส่งถูกตัดขาดและโรงถลุงในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียได้รับความเสียหาย

นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นในดีมานด์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความเชื่อมั่นในพลังงานสะอาด รวมถึงโอกาสในการเก็บภาษีนำเข้าโลหะของสหรัฐ กำลังผลักให้ราคาทองแดงพุ่งสูงขึ้น

หุ้นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ปรับตัวสูงขึ้น ดัชนี Nikkei 225 ซึ่งเป็นดัชนีหลักที่ใช้วัดความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นญี่ปุ่น พุ่งขึ้นสูงสุดถึง 5.4% สู่ระดับ 69,558.12 จุด นับเป็นการทำลายสถิติระดับ 69,000 จุดเป็นครั้งแรก ขณะที่ดัชนี Topix ที่ใช้วัดความเคลื่อนไหวของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ทั้งหมด ก็เพิ่มขึ้น 3.9% สู่ระดับ 4,032.39 จุด ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเช่นกัน ด้านดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 5.9% สู่ระดับ 8,603.48 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 4 มิ.ย.

จอช กิลเบิร์ต นักวิเคราะห์หลักประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลางของ eToro Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการลงทุนแบบหลายสินทรัพย์ กล่าวว่า ตลาดต่างรอคอยข่าวนี้มาหลายเดือนแล้ว และขณะนี้ความโล่งใจก็เริ่มปรากฏให้เห็น อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการมองในแง่ดี แต่ไม่ใช่ความแน่นอน โดยความกังวลจะยังไม่คลี่คลายจนกว่าจะมีการลงนามในข้อตกลง หมายความว่านักลงทุนควรระมัดระวังไว้ก่อน

ทั้งนี้ การเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขวิกฤตห่วงโซ่อุปทานที่ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตในเอเชียมาตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น โดยญี่ปุ่นพึ่งพาตะวันออกกลางในการนำเข้าน้ำมันมากกว่า 90% และการปิดล้อมส่งผลให้การผลิตลดลงและราคาในภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีสูงขึ้น

“ข้อตกลงกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเสร็จสมบูรณ์แล้ว ขอแสดงความยินดีกับทุกฝ่าย! ผมจึงเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม และในขณะเดียวกันก็อนุญาตให้ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐทันที เรือทั่วโลกสตาร์ตเครื่องยนต์ ปล่อยให้น้ำมันไหล!” ทรัมป์โพสต์ในทรูทโซเชียล

อย่างไรก็ดี ทาคาฮิโร อาซาโอกะ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากสถาบันวิจัยอิโตจู คาดการณ์ว่า เมื่อพิจารณาถึงเวลาที่ต้องใช้ในการเคลียร์เรือที่ติดค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ และการผลิตน้ำมันที่จะฟื้นตัว จะต้องใช้เวลาประมาณสามเดือนกว่าปริมาณการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซจะกลับสู่ระดับปกติก่อนเกิดความขัดแย้ง

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประเมินเมื่อเดือน พ.ค. ว่า หากความขัดแย้งยุติลงในต้นเดือนมิถุนายน อุปทานจะเริ่มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ตั้งแต่ไตรมาสกรกฎาคม-กันยายน แต่จะไม่ทันกับความต้องการจนกว่าจะถึงเดือนตุลาคม และปริมาณที่เพิ่มมานั้นแทบจะไม่สามารถชดเชยปริมาณสินค้าที่ขาดแคลนสะสมมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ได้เลย

อ้างอิง : Bloomberg, Nikkei