ก้าวไกล ในสูตร “เยอรมันโมเดล” ลบรอยร้าว ส.ส.เขต-ปาร์ตี้ลิสต์
แม้ว่าพรรคก้าวไกลจะไม่ร่วมเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 256 และร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเรื่องระบบเลือกตั้งร่วมกับพรรคเพื่อไทย
ที่เห็นคล้อยไปทางเดียวกับพรรคพลังประชารัฐ และพรรคขั้วรัฐบาล ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และชาติไทยพัฒนา
“พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกลเห็นแถลงเมื่อวันที่ 15 มิถุนายนว่า หากจะมีการแก้ไขระบบเลือกตั้ง ต้องมีเป้าหมายในการสร้างระบบเลือกตั้งที่ดี ไม่ใช่มีเป้าหมายเพียงแค่แสวงหาการเลือกตั้งที่พรรคการเมืองขนาดใหญ่ได้ประโยชน์มากที่สุด
“เราต้องการระบบเลือกตั้งที่ตอบโจทย์ใกล้เคียงกับเจตจำนงของประชาชนมากที่สุด ไม่ใช่เป็นเสียงตกน้ำ พรรคใหญ่ก็ใหญ่ไปเลย พรรคเล็กก็เล็กไปเลย เราวิเคราะห์แล้วระบบเลือกตั้งที่ไม่ทำให้เสียงประชาชนตกน้ำ คือระบบจัดสรรปันส่วนผสมแบบ MMP ของเยอรมัน”
ขณะที่ “ชัยธวัช ตุลาธน” เลขาธิการพรรคก้าวไกล ขยายความ “ไอเดีย” บัตรเลือกตั้ง MMP ที่ก้าวไกลพยายามผลักดันร่วมกับกลุ่ม Resolution ที่มี “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ-ปิยบุตร แสงกนกกุล” อดีตดูโอ้อนาคตใหม่ ร่วมเคลื่อนความคิด
ชัยธวัชบอกว่า บัตรหนึ่งเลือกเขต บัตรหนึ่งเลือกพรรค แล้วนำคะแนนบัตรที่เลือกพรรคมารวมกันทั้งประเทศ จากนั้นนำคะแนนที่เลือกพรรคมาคำนวณเป็น ส.ส.พึงมี พรรคไหนมี ส.ส.พึงมีเท่าไหร่ ก็ไปดูว่าได้เขตแล้วเท่าไหร่ ถ้าได้ ส.ส.เขตแต่จำนวนยังน้อยกว่า ส.ส.พึงมี ก็ใช้ปาร์ตี้ลิสต์ไปเติม คล้าย ๆ กับรัฐธรรมนูญ 2560 แต่จะใช้บัตร 2 ใบ
วิธีการนี้จะทำให้ความขัดแย้งระหว่าง ส.ส.เขต กับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ไม่มี การที่มีบัตรใบเดียวแล้วไปเอาคะแนนที่ ส.ส.เขตมาเป็นจำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ไม่สนับสนุนการต่อสู้เชิงนโยบาย ทำลายสถาบันทางการเมือง กลายเป็นเรื่องเขต เรื่องคนเรื่องอิทธิพลในเขตเลือกตั้ง แทนที่จะสู้ในเรื่องเชิงนโยบาย เรื่องที่เป็นภาพใหญ่มากขึ้น
“ชัยธวัช” ลองคำนวณแล้ว พบว่า ถ้าดูคะแนนเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540 แล้วเอาสูตรที่พรรคก้าวไกลเสนอมาคิด ทั้งประชาธิปัตย์และไทยรักไทย ได้ปาร์ตี้ลิสต์ทั้งหมด เพราะคะแนนเลือกพรรคจะเยอะกว่าคะแนน ส.ส.เขตอยู่แล้วโดยธรรมชาติ
ไม่เป็นการ “ตัดตอน” ปาร์ตี้ลิสต์ อย่างที่พรรคเพื่อไทยเคยเจอในสูตร “จัดสรรปันส่วนผสม” ในรัฐธรรมนูญ 2560
ขณะเดียวกันจำนวนที่นั่ง ส.ส. สะท้อนเสียงของประชาชนได้จริง ไม่มีคะแนนเสียงตกน้ำ และทุกคะแนนเสียงถูกนับ จึงไม่มีพรรคไหนได้ ส.ส.มากหรือน้อยเกินความจริง ไม่มีพรรคปัดเศษ เพราะมีระบบขั้นต่ำ
นอกจากนี้ “ก้าวไกล” พยายามขับเคลื่อนความคิดเรื่องระบบ MMP ว่า ระบบเลือกตั้งไม่ใช่แค่วิธีการคำนวณ ส.ส. แต่หมายถึงการออกแบบระบบการเมือง ดังนั้น ระบบเลือกตั้งไม่ใช่แค่การบอกว่าพรรคการเมืองไหนจะได้จำนวน ส.ส.เท่าไหร่ในสภา แต่หมายถึงการเมืองในอนาคตที่เราอยากเห็นด้วยว่าสภาพการเมืองของประเทศไทยเป็นแบบไหน
อีกทั้งยังลบรอยร้าวที่เคยเกิดขึ้นในพรรคสีส้ม เมื่อ “งูเห่า” ส.ส.เขตที่ตีจาก ไปซบตักพรรคอื่น มักแว้งมาโจมตีพรรคทำนองว่า เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่าง ส.ส.เขต กับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ทั้งที่เป็นผู้กำคะแนนตกน้ำ มาให้แกนนำพรรคเข้าสภา ได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ
อย่างไรก็ตาม ระบบเลือกตั้งแบบ MMP เคยเกือบได้ใช้ในการเลือกตั้งของประเทศไทย หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ปี 2558 ไม่ถูกคว่ำลงกลางคัน โดยน้ำมือของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อันเป็นเกมที่ “หักหลังกันเอง” ในหมู่แม่น้ำ 5 สาย ระบอบ คสช.
ในร่างรัฐธรรมนูญ 2558 กำหนดให้การเลือกตั้ง ส.ส.เป็นระบบสัดส่วนแบบผสม โดยให้มี ส.ส.จำนวนตั้งแต่ 450-470 คน มาจากแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 250 คน และมาจากแบบบัญชีรายชื่อ 200-220 คน ใช้ระบบเลือกตั้ง MMP แบบเยอรมัน
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวเมื่อ 24 ธันวาคม 2557 ว่า การเลือกใช้ระบบนี้เพราะให้มีความเหมาะสมกับสภาพสังคมไทย ที่ควรมีทั้งผู้แทนที่เป็นผู้แทนของประชาชนในเขตจังหวัดหรือการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ซึ่งคำนึงถึงเสียงสะท้อนของประชาชนอย่างแท้จริง ทุกคะแนนเสียงได้ถูกนับไปในการกำหนดบุคคลที่จะเป็น ส.ส. ทำให้คะแนนเสียงของประชาชนไม่สูญเปล่า
และในความเป็นจริง ระบบเลือกตั้ง MMP นับคะแนนตกน้ำ พรรคที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือ ก้าวไกล