เรื่องหมา ๆ ของมนุษย์การเมือง ทักษิณ-แรมโบ้-สุชาติ-คุณปลื้ม

ทักษิณ แรมโบ้ สุชาติ

สัปดาห์ที่ผ่านมา การเมือง เรื่อง “หมา” เพิ่มดีกรีความเดือดยิ่งกว่าการอภิปรายทั่วไปไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ 152 ในสภา

วาทกรรม “หมา” โยงถึงความซื่อสัตย์กับเจ้าของ ถูกนำมาเปรียบเทียบกับมนุษย์พันธุ์การเมือง

คู่แรก “ทักษิณ ชินวัตร” กับ “เสกสกล อัตถาวงศ์” เจ้าของฉายา “แรมโบ้ อีสาน” มีชื่อเก่าคือ “สุภรณ์ อัตถาวงศ์”

ต้นเรื่องเกิดขึ้นใน “คลับเฮาส์” รายการ CARE Talk : คิดเคลื่อนไทย ในหัวข้อ “จุดสิ้นสุดรัฐบาลตู่ พลิกเกมสู้ของแพง” กับ Tony Woodsome เมื่อ 15 กุมภาพันธ์

โทนี่ – ทักษิณ คอบคำถามการตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ ของ “แรมโบ้ อีสาน” และมาหยุดอยู่ตรงที่ “เสกสกล” เป็นคนอย่างไร

ทักษิณ ไม่พูดถึงชื่อคน แต่ยกตัวอย่าง “เจ้าแม็กซ์” ที่เป็น “หมา”

“ผมไม่ขอพูดเรื่องคน แต่ผมจะเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง สมัยก่อนผมกับโอ๊ค (นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย) เลี้ยงหมาไว้ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า 50 ตัว โอ๊คชอบเลี้ยงหมาพันธุ์ต่าง ๆ ปรากฏว่า ทุกตัวเราไปเล่นก็ไม่มีปัญหา แต่มีตัวหนึ่งชื่อว่าแม็กซ์ มันชอบมากัดเจ้าของตลอด”

“ผมมีคนให้อาหารหมาคนหนึ่ง แม็กซ์มันก็ชอบมาเลียตีนประจบเขา ประจบเป็นพิเศษเพราะกลัวไม่ได้กิน แต่ตอนหลังผมเปลี่ยนคนให้อาหาร พอมีคนให้อาหารคนใหม่มา มันก็เลียตีนเขาอีก ประจบเขาอีกเพราะอยากกิน ประจบหมด แต่กลับชอบมาแว้งกัดเจ้าของ”

“ผมก็จะเล่าว่าเวลาเลี้ยงหมา 50 ตัว ไม่ใช่ว่าจะต้องรักเจ้าของทุกตัว เป็นเรื่องธรรมดา ผมพูดเรื่องหมา ไม่ได้พูดเรื่องคน”

Advertisement

วันรุ่งขึ้น “แรมโบ้” อัดคลิปลง youtube ช่อง “ดร.เสกสกล อัตถาวงศ์” ตอบโต้ “ทักษิณ” ทันที โดยย้อนไปถึงสมัยที่ “นายใหญ่” ลงเล่นการเมืองสมัยพรรคพลังธรรม เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วว่า โดยยกว่า “ไม่มีใครรู้จักทักษิณ เท่ากับแรมโบ้ก็แล้วกัน”

เพราะครั้งหนึ่งเมื่อมีการลงสมัครเลือกตั้ง ส.ส.เขต กทม.พรรคพลังธรรม ในคราวนั้นมีผู้สมัครที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร ลงสมัครด้วย และสิ่งหนึ่งก็คือให้คนโทรไปตามผมมาช่วยเลือกตั้ง 2538 จนชนะเลือกตั้ง ได้เป็น ส.ส.สมัยแรก แล้วจะมาเปรียบเทียบว่าเป็นสุนัขไม่รู้จักบุญคุณได้อย่างไร เพราะว่าผมนี่แหละครับเป็นคนที่ทำให้คุณทักษิณ เป็น ส.ส.กทม.เขตพระนคร ป้อมปราบฯ ปทุมวัน สัมพันธวงศ์ บางรัก ครั้งแรกในชีวิต”

“เพราะครั้งนั้น ผมทุ่มเทลงไปช่วยให้คุณทักษิณ อย่างนี้หรือครับที่ว่าผมไม่ได้ช่วยคุณทักษิณให้มีโอกาสเติบโตทางการเมือง”

1 วันจากนั้น “แรมโบ้” ให้สัมภาษณ์นักข่าวอีกครั้งถึงพี่โทนี่ “ยอมรับว่าเป็น ส.ส.บ้านจันทร์สองหล้า แต่ไม่เคยเห็นนายพานทองแท้ เลี้ยงหมา 50 ตัว เจ้าแม็กซ์ อะไรก็ไม่มี และเรื่องนี้ท่านทักษิณ ชอบพูดในพรรคสมัยไทยรักไทยเวลามีส.ส.ออกจากพรรค”

“และจะเปรียบเทียวว่าคนที่ออกไปเป็นหมาตัวหนึ่งที่ไม่ซื่อสัตย์ทรยศแล้วไปเลียเท้าคนอื่น แต่ไม่เคยหลุดออกมาที่สื่อ แต่ครั้งนี้พลาดไปพูดออกสื่อทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นอดีตนายกฯมาด้วยค่าส.ส.มันสมควรหรือไม่ ตนอยากจะบอกว่าท่านเป็นผู้ใหญ่ที่หมาเลียก้นไม่ถึงแล้วไม่ควรใช้ภาษาอย่างนี้ จะด่า แรมโบ้ ก็ด่าตรงๆ”

ย้อนความสัมพันธ์อันชื่นมื่น ระหว่าง “แรมโบ้-ทักษิณ” ให้กระชับขึ้นอีกนิดหนึ่ง

ช่วงรักใคร่กันดีกับ โทนี่-ทักษิณ “แรมโบ้” กลายเป็นขามวลชนให้กับพรรคเพื่อไทย ในนามแกนนำ นปช. และเป็นประธานกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ (อพปช.)

สิ่งที่ทำให้ “แรมโบ้” เป็นที่โจษขาน คือการขึ้นเวที นปช.ร้องเพลง “แรมโบ้ กตัญญูทักษิณ”

เนื้อในท่อนฮุกของเพลง ร้องว่า….

“แรมโบ้อีสาน ไม่ลืมพระคุณท่านคนที่ชื่อทักษิณ ถึงใครประณาม เหยียดหยาม หมิ่น ชื่อทักษิณ ก็ยังตรึงใจ”

“ผมเล่นการเมือง ชื่อแรมโบ้ฟูเฟื้องหลายสมัย ท่านคอยส่งเสริม ต่อเติมให้ ก้าวถึงเส้นชัย เหมือนใจจำนอง”

“ท่านคอยพร่ำสอน ชื่อแรมโบ้กระฉ่อน สุพร อัตถาวงศ์ เส้นทางการเมือง รุ่งเรืองโด่ง ท่านคอยผลักดัน บรรจงปั้นมา”

แต่แล้วความสัมพันธ์ก็ขาดสะบั้น หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจ 22 พฤษภาคม 2557 “แรมโบ้อีสาน” ถูกเรียกไปรายงานตัวกับกองทัพภาพที่ 2

29 พฤษภาคม 2557 “แรมโบ้” ได้รับการปล่อยตัว พร้อมกับคำประกาศ “ขอยุติบทบาททางการเมือง” ยุบ อพปช.จากนั้น “แรมโบ้” ก็เข้าร่วมขบวนปรองดองของรัฐบาล คสช. แล้วก็กลับเข้าสู่การเมือง มีตำแหน่งเป็น ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี

ในวันที่เขาเปลี่ยนชื่อจาก “สุภรณ์” เป็น “เสกสกล” ก็มี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นผู้ติดป้ายชื่อให้ใหม่

บัดนี้ “เสกสกล” สวมบทมือบู๊ “พล.อ.ประยุทธ์” ปะ ฉะ ดะ การเมือง ไม่เว้นแม้กระทั่ง “ทักษิณ ชินวัตร”

“หมา” ต่อมาเกิดขึ้นในสังเวียนการเมือง “ชลบุรี” เมื่อบ้านใหญ่ “คุณปลื้ม” ปะทะกับ ผู้สร้างอณาจักรใหม่ “บ้านใหม่” ชมกลิ่น

เป็นเรื่องดุเดือดสะเทือนเมืองชล ตั้งแต่ในโลกเฟซบุ๊ก จนถึงเปิดหน้าท้าชน ระหว่าง คนในตระกูล “คุณปลื้ม” กับ สุชาติ ขมกลิ่น รมว.แรงงาน ผู้อำนวยการพรรคพลังประชารัฐ

จู่ๆ “สนธยา คุณปลื้ม” ลูกชายคนโตของ “กำนันเป๊าะ” ในฐานะนายกเมืองพัทยา โพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อ 17 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาว่า วันหยุดที่ผ่านมามีใครต่อใครเป็นห่วงเป็นใยโทรมาถามกันมากเรื่องเลือกตั้งทั่วไปว่า กลุ่มเรารักชลบุรี จะต้องสลายตัว

เพราะพลังประชารัฐ จะเลือกผู้สมัครมาลงเอง หลังจากผมไปคุยกับผู้ใหญ่มาแล้ว ก็ได้เวลาที่ผมพอจะมาเล่าสู่กันฟัง ผมไม่เคยคิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้มาก่อน เพราะหลายปีก่อนก็ได้รับคำร้องขอให้ไปร่วมก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ ในสถานการณ์พิเศษในขณะนั้น เพื่อให้ประเทศเดินต่อไปได้ จนจู่ ๆ ก็มีคนของพรรคประกาศว่าจะหาคนมาลง ส.ส.ทุกเขต

ในฐานะผู้ก่อตั้งพรรคจึงไม่ยากที่ผมจะสอบถามผู้ใหญ่ ที่ร่วมงานกันมาตั้งแต่ต้น ผมได้รับคำตอบสั้น ๆ ว่า “มันก็อยากจะสร้างอาณาจักร อย่าไปสนใจ” เรื่องน่าจะจบแค่นั้น แต่ไม่ใช่ เพราะยังมีหลายอย่างที่น่าคิด โดยเฉพาะประโยคที่ว่า “อย่าไปสนใจ”

จริงๆ ผมก็พยายามไม่สนใจมานาน เพราะคอยแต่คิดว่าการที่คน ๆ หนึ่งจะพูดเท็จหลายเรื่องในที่ต่าง ๆ เพื่อให้ตัวเองดูดีนั้นก็เห็นอยู่ดาดดื่น มีเพิ่มมาอีกคนก็ไม่แปลก

“คล้ายกับเวลาหมาเห่า ถ้าไม่สร้างปัญหาร้ายอะไร เราก็ไม่ควรไปดุ เพราะหมาก็ทำตามสัญชาติญานของหมา แต่คราวนี้ต่างไป เพราะผมเริ่มรู้สึกว่าหมาเริ่มก้าวร้าว ทั้งที่อุ้มชูมายาวนาน คนชลบุรีรักใครรักจริง คบใครคบจริง เราเป็นแบบนี้กันมาตลอด นับญาติกันมาตั้งแต่เกิด แต่กับการทรยศ หักหลัง เราก็จะไม่นิ่งเฉย”

ไม่กี่อึดใจ “สุชาติ ชมกลิ่น” รมช.แรงงาน ผู้อำนวยการพรรคพลังประชารัฐ ออกมาตอบโต้ไม่ว่าผ่านโซเชียลเฟซบุ๊ก ในรายการโทรทัศน์ว่าด้วยเรื่องการเมือง หรือ เปิดอกกับ “นักข่าว” ไปทำนองเดียวกัน

“สุชาติ” กล่าวว่า จะทำงานถวายหัวให้กับคนที่ดูแลและชุบเลี้ยงผม และผมเคยช่วยเหลือดูแลถวายชีวิต ซึ่งมันจบไปแล้ว แต่เราก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เหมือนน้อง ไม่มีความคิดที่จะอะไรกับเขา แต่ครั้งนี้ไม่ทราบว่าเกิดเหตุจากคนใกล้ตัวหรือไม่ ไปพูดต่างๆนานาจนเลยเถิดมาถึงขนาดนี้ เพราะผมไม่ได้ตั้งธงที่จะไปสู้รบกัน

“ผมคิดว่าทางการเมือง มันไม่ใช่ธุรกิจครอบครัวของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง มันเป็นเรื่องความศรัทธาของพี่น้องประชาชน ว่าจะเลือกใครเป็นผู้แทนของท่าน คือเสียงของประชาชน จะมาบอกว่า เราสร้างอาณาจักร อาณาจักรไม่ใช่ธุรกิจครอบครัว”

“ถามว่า ความหมายอาณาจักรไปสร้างเพื่ออาณาจักรธุรกิจหรือ ผมสร้างอุดมการณ์ร่วมกันกับผู้นำ ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง เรารวมตัวกันด้วยการรักประเทศชาติบ้านเมือง”

“ยืนยันว่าตนไม่ใช่หมา แต่ขอเป็นนักรบในนิทานแล้วกัน ขณะที่ผมก็เป็นคนเลี้ยงหมา หมานั้นรักเจ้าของ รักลูกเจ้าของ และไม่กัดเจ้าของ แต่พอเจ้าของได้จากไป ถามว่าลูกเจ้าของเลี้ยงหมาตัวนั้นอย่างไร อดอยาก ทุบตี ไม่ให้ความรัก อยู่ ๆ ไปปล่อยวัด จะมาบอกว่า มีคนเอาหมาไปเลี้ยง แล้วว่าหมาตัวนั้นเนรคุณ มันไม่ใช่อยู่แล้ว เพราะตนไม่ใช่หมา ย้ำว่านิทานยังมีอีกหลายตอน ส่วนจะมีภาค 2 หรือไม่ ตนหยุดแล้ว แต่ถ้าเขาไม่หยุดก็มี”

ความสัมพันธ์ระหว่าง “สุชาติ” กับบ้านใหญ่ “คุณปลื้ม” นั้น ลึกซึ้งยิ่งนัก เขาเคยเล่าให้ “ประชาชาติธุรกิจ” ฟังว่าในชีวิตเขามีคนที่ให้โอกาส 2 คน คนแรก “กำนันเป๊าะ” สมชาย คุณปลื้ม ผู้ที่มอบโอกาสทางการเมือง เพราะเขาเข้าไปเป็นลูกน้องกำนันเป๊าะตั้งแต่อายุ 25

คนที่สอง “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

สุชาติ หรือ เสี่ยเฮ้ง เล่าย้อนวันวานเคยเป็นคนจน แบกน้ำตาล-ข้าวสารอยู่ท่าเรืออ่าวไทย 7 ปี ชีวิตลำบาก รับเหมาเป็นกุลี ทำเรือสินค้าส่งออกข้าว น้ำตาลอยู่เกาะสีชัง

“ก่อนหน้านี้สมัยเรียนจบบัญชีใหม่ๆ เป็นเซลส์ขายบ้าน เงินเดือน 5,500 บาท อยู่ 1 ปี ทำงานธนาคาร 1 ปี ออกมารับเหมา 7 ปี หลังจากนั้นมาทำหมู่บ้านจัดสรรเอง จาก 2 ห้อง เป็น 4 ห้อง เป็น 8 ห้อง”

ตอนเป็น “เซลส์ขายบ้าน” หมู่บ้านแคลิฟอร์เนีย เจ้าของหมู่บ้านคือ “สนธยา คุณปลื้ม”

วันที่ “สนธยา” ลูกชายกำนันเป๊าะได้เป็น รมช.อุตสาหกรรม ครั้งแรก ฉลองกันที่หมู่บ้านแคลิฟอร์เนีย เขาเป็นแค่เซลล์ขายบ้านในหมู่บ้านนั้น

แต่วันนี้ “สุชาติ” ได้เป็นรัฐมนตรีแรงงาน เป็นผู้อำนวยการพรรคพลังประชารัฐ ยืนข้างกาย พล.อ.ประยุทธ์ ส่วนตระกูล “คุณปลื้ม” อีกคนคือ “อิทธิพล คุณปลื้ม” รมว.วัฒนธรรม

สุชาติ บอกว่า ตัวเขาเรียนจบจาก “โรงเรียนวัด” เป็น “นักกีฬาฟุตบอล” สโมสรโอสถสภา ได้เบี้ยซ้อมวันละ 120 บาท เบี้ยเลี้ยงแข่งวันละ 240 บาท มีเงินเดือนหลักพันบาท

“คุณพ่อ” มีอาชีพรับจ้าง-จับกัง “คุณแม่” มีอาชีพเป็น “แม้ค้าขายขนมครก” อยู่หน้าตลาดหนองมน

“ชีวิตก็เหมือนละคร เหมือนนิยาย พ่อเป็นยาม แม่ขายขนมครก ใครจะคิดว่าจะมาเป็น ส.ส. มาถึงวันนี้ไม่คิดอะไร กำไรเท่าไหร่แล้ว ให้ชีวิตมีความสุขเข้าไว้ ทุกวันนี้แม่ผมเดินไปตลาด มีแต่คนยกมือไหว้หมด เพราะไม่เคยคดโกงใคร เป็นครอบครัวที่อบอุ่น ถึงจะจน แต่มีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ”

กระทั่งจับพลัดจับผลู “สุชาติ” กลายเป็นลูกน้อง กำนันเป๊าะ จึงได้สัมผัส ๆ การเมืองท้องถิ่น เนิ่มจากตั้งแต่ระดับเทศบาล อบจ. และการเมืองระดับชาติ

เป็น ส.ส.ครั้งแรก ที่พรรคพลังชล ของตระกูลคุณปลื้ม อีกด้านหนึ่งเขาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หลังการรัฐประหาร 2557 เขาคิดว่าจะหยุดเล่นการเมืองระดับชาติ พาบริษัท อรินสิริ แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ ARIN เข้าตลาดหลักทรัพย์

ทรัพย์สินก่อนคัมแบ็คกลับมาบนเวทีระดับชาติ เขาได้แจ้งต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีเข้ารับตำแหน่ง ส.ส. เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2562 ระบุว่า มีทรัพย์สินรวมคู่สมรสทั้งสิ้น 967,941,123 บาท มีหนี้สินทั้งสิ้น 106,835,305 บาท มีรายได้รวม 5,918,000 บาท มีรายจ่ายรวม 3,600,000 บาท

เขาสะสมกำลัง “มือ” (ส.ส.) ในสภา ไม่ว่าภาคตะวันตก ตะวันออก ลงมาถึงจังหวัดชายแดนใต้ ที่พร้อมยกมือหนุน เพียงพอที่จะสร้างอณาจักร เทียบรัศมีบ้านใหญ่ “คุณปลื้ม”

“สุชาติ” เคยเทียบตนเองว่า เขาเป็น “นักบริหาร” ทักษิณ ก็เป็น “นักบริหาร”

“ทักษิณคิดได้ เขาก็คิดได้เหมือนทักษิณ”

ทักษิณ – เสกสกล – สุชาติ – บ้านใหญ่คุณปลื้ม 2 เหตุการณ์เรื่องหมาๆ แม้ไม่เชื่อมโยงกัน

แต่ก็ทำให้การเมืองเรื่องหมา ๆ เกิดขึ้นห่างกันไม่นาน