รายงานพิเศษ
ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ครั้งที่ 4-สงครามครั้งสุดท้ายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี-รมว.กลาโหมกับพวก 10 รัฐมนตรี กลายเป็นพิธีกรรม-งานประจำปีของพรรคฝ่ายค้านให้ได้ออกอาวุธ-อิทธิฤทธิ์ หวังเก็บคะแนน-ตุนแต้มต่อในการเลือกตั้งครั้งหน้า
ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 บรรยายถึงพฤติการณ์-พฤติกรรมของหัวหน้ารัฐบาล-10 เสนาบดียาวเหยียด 4 หน้ากระดาษ A4 ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2565 เป็นต้นไป 4 วันเป็นอย่างน้อย
สูตรหาร 500-จั่วไพ่หัวหน้าพปชร.
เสนาธิการระดับมันสมอง-วอร์รูม พล.อ.ประยุทธ์ ยืนตระหง่านรับพายุซักฟอกมาแล้ว 3 ครั้ง 3 ครา เซตอัพลงตัว ครั้งที่ 4-ครั้งสุดท้ายประเมินไม่ต้องตั้งการ์ดสูง-ตั้งรับกระบวนท่าฝ่ายค้านเป็นพิเศษ เพราะ “ไม่มีอะไรใหม่” และ “รัฐบาลลอยลำ”
“ไม่มีอะไรใหม่ เป็นเรื่องเดิม ๆ โต้ในบางเรื่องที่บิดเบือนจากข้อเท็จจริงมากเกินไป ส่วนเรื่องรุกล้ำอธิปไตยถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะเรื่องใดเป็นภัยคุกคามต้องประกอบด้วย 2 ประการ คือ ขีดความสามารถและความตั้งใจ”
กุนซือตึกทำการประเทศไทย วิเคราะห์เป้าประสงค์ของพรรคฝ่ายค้านในการอภิปรายครั้งสุดท้ายถึงความเป็นไปได้มากที่สุด คือ เขย่ารัฐบาล โดยการแจกกล้วยให้น้อยหวีที่สุดเพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ “เสียหน้า-เสียฟอร์ม” และเก็บ “กระสุน” ไว้ใช้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า
“เสียงของพรรคฝ่ายค้านตอนนี้ไม่พอที่จะคว่ำรัฐบาลได้อยู่แล้ว ตัวแปรอย่างพรรคเศรษฐกิจไทยของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทยตัดออกไปแล้ว นำเสียงมารวมกับฝ่ายค้านก็ยังสู้ไม่ได้”
“คนที่จะล้มรัฐบาลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ คือ การใช้เงินซื้อฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลไปอยู่พรรคฝ่ายค้าน (แปรพักตร์) ถึงจะชนะ ต้องใช้เงินเท่าไหร่ โดยที่ยังไม่รู้ว่าใครจะได้เป็นนายกฯ และเหลือเวลาอีกเพียง 8 เดือน คุ้มไหม เก็บเงินไว้คอยเลือกตั้งดีกว่าไหม”
ส่วนการ “ซื้อใจ” พรรคเล็กนอกจากโครงการ-งบประมาณในพื้นที่แล้ว คือ การคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ โดยหาร 500 เพื่อไม่ให้ “พรรคเล็ก” ตายเรียบ พรรคใหญ่ได้เปรียบ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย
เมื่อกระแสของ พล.อ.ประยุทธ์อยู่ในช่วงขาลง-อาถรรพ์ 8 ปี นโยบายใหม่ไม่เกิด เพราะต้องห่วงหน้าโควิด-19 ระบาด พะวงหลังวิกฤตพลังงาน-สินค้าราคาแพง “ทีมการเมือง” จึงขบคิด เพื่อหาเรื่อง จั่วไพ่ไฟ-ทิ้งไพ่ใบสุดท้ายในการเลือกตั้งครั้งหน้า ดัน พล.อ.ประยุทธ์ไปต่อสมัยสาม
“การเลือกตั้งครั้งหน้าอาจจะได้เห็น พล.อ.ประยุทธ์ ยอมเปลืองตัวลงมาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เพื่อแสดงออกให้เห็นว่า มุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำงานการเมืองอย่างจริงจัง อาจจะทำให้กระแสของ พล.อ.ประยุทธ์กระเตื้องขึ้นมาได้” ทีมการเมืองที่เชื่อมได้ทั้งตึกไทยคู่ฟ้า-พรรคพลังประชารัฐระบุ
ทีมปราบมารขึงข้อบังคับเตะสกัด
ฟากการเมือง-พรรครัฐบาล นำโดยพรรคพลังประชารัฐ เตรียมองครักษ์พิทักษ์ 3 ป. ภายใต้รีแบรนดิ้งว่า “ทีมปราบมาร” ประกอบด้วย 11 ขุนพล
“จักรพันธ์ พรนิมิตร” ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ 1 ใน 11 ขุนพลปราบมาร บอกว่า “จ็อบเดสคริปชั่น” คือ “มอนิเตอร์” การอภิปรายให้อยู่ใน “ข้อบังคับ” การประชุมสภา หากไม่เป็นอยู่ในข้อบังคับก็จะ “ลุกขึ้นประท้วง”
“เป็นทีมที่คอยดูการอภิปรายให้อยู่ในข้อบังคับ ถ้าเกิดอภิปรายออกนอกเหนือข้อบังคับเราก็ประท้วง แต่การชี้แจงเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรี เราจะไปชี้แจงแทนไม่ได้” และไม่มีการกำหนดประเด็นให้ลุกขึ้นประท้วงฝ่ายค้านอภิปราย-ไม่ได้มาร์กตัวรัฐมนตรีที่ลุกขึ้นชี้แจง “ด้นสด” กันหน้างาน
“ใครสะดวกก็ว่ากันไปเลย ตามธรรมชาติ (ไม่มีส่งซิก) ใครยกมือได้เลย ใครอยู่ตรงนั้นก็ยกมือขึ้นได้เลย เพราะเวลาอภิปรายไม่ได้อยู่พร้อมกันทั้งหมด บางคนอยู่ข้างใน บางคนอยู่ข้างนอก ก็สลับกันไป เพราะเป็นธรรมชาติไม่มีใครอยู่ในห้องตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว และอภิปรายหลายวัน มีทั้งกลางวัน กลางคืน”
“หัวหน้าภาค กทม.” กางข้อบังคับที่คั่นไว้เพื่องัดออกมาใช้ โดยเฉพาะข้อบังคับที่ 69 การอภิปรายต้องอยู่ในประเด็นไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ำซาก ใส่ร้าย-เสียดสี “มีข้อบังคับอยู่ 2-3 ข้อ วกวนซ้ำซาก เสียดสีทำให้เสียหาย พาดพิงบุคคลที่ 3 เราก็สามารถลุกขึ้นบอกได้ เพราะบุคคลที่ 3 ไม่มีสิทธิที่จะมาชี้แจง”
ทีมปราบมาร ถูกปรามาสจากพรรคฝ่ายค้านว่า เป็น ส.ส.สมัยแรก-ส.ส.หน้าใหม่ ไม่เจนจัด-โชกโชนเวทีใหญ่ โดยเฉพาะศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อเทียบกับองครักษ์พิทักษ์พล.อ.ประยุทธ์ก่อนหน้านี้ ที่มีมือพระกาฬ-ฝีปากกล้า-จัดจ้าน เช่น ไพบูลย์ นิติตะวัน-สิระ เจนจาคะ และเอ๋-ปารีณา ไกรคุปต์
“ไม่ได้ซีเรียส ทุกคนก็ใหม่กันหมด แต่ไม่ได้ใหม่เหมือนตอนเป็น ส.ส.ปีแรก เพียงเราไม่ได้ลุกขึ้นมาเอง ทุกคนไม่ใหม่แล้ว ทุกคนแม่นข้อบังคับกันแล้ว ใครสะดวกก็ขึ้นได้เลย ไม่ได้หนักใจอะไร”
“ไม่เกี่ยวกับการเป็น ส.ส.กี่สมัย เกี่ยวกับแคแร็กเตอร์ของ ส.ส.แต่ละคน ถ้ากล้าก็ขึ้นเลย เพราะข้อบังคับก็คือข้อบังคับ ถ้ามั่นใจว่าผู้อภิปรายผิดข้อบังคับ ลุกขึ้นได้เลย ความกล้าเท่านั้น เพราะบางคนอาจจะเขิน ๆ”
“จักรพันธ์” มองอีกมุมว่า การปล่อยให้ผู้อภิปรายได้แสดงหลักฐานและรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายได้ชี้แจงอย่างต่อเนื่อง-ไม่มีการลุกขึ้นประท้วงขัดจังหวะ จะทำให้ประชาชนที่ติดตามการอภิปรายได้อย่างราบรื่นไม่ติดขัด
“ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามข้อบังคับ ไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นประท้วง ดีกว่าด้วยซ้ำ จะได้สมูท คนฟังจะได้เปรียบเทียบกัน รัฐมนตรีที่เป็นคนชี้แจงก็จะสบายใจ อธิบายทีเดียว เนื้อหาไม่สะดุด ฝ่ายค้านถามหรือแสดงหลักฐานหนักแน่น ฝ่ายรัฐบาลก็ให้รัฐมนตรีตอบจะดีกว่า”
“เราไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะลุกขึ้นตลอดเวลา ถ้าฝ่ายค้านพูดอยู่ในข้อบังคับ เราก็ไม่มีสิทธิลุกขึ้นประท้วงอยู่แล้ว เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีที่ต้องชี้แจงไปตามเนื้อผ้า ถ้าเราประท้วงไม่เป็นไปตามข้อบังคับ ไปหยุด ไปเบรกตลอดเวลา คนที่ชี้แจงก็เสียจังหวะ คนประท้วงก็ต้องระมัดระวังด้วย ไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มห้า”
การอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่เวทีของพรรคฝ่ายค้าน-ฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังมี “ผู้ชม” ที่คอยตัดสินชี้ขาดข้างเวที-ไม่ค้านสายตากองเชียร์
แท็กติกทีมปราบมาร-เจ้ายุทธ
นอกจาก 11 อรหันต์ปราบมาร ที่เป็นผู้เล่น-ถูกวางตัวประจำตำแหน่งแล้ว แผนการเล่น-แท็กติกที่ถูกนำมาใช้ “นิโรธ สุนทรเลขา” ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ-ประธานวิปรัฐบาล บอกว่า จะผนึกกำลังร่วมกับพรรคภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์
โดยมี “ทัพหน้า” เป็น “กองหน้า” คอยทำประตู โดยวาง 11 ผู้เล่นจาก “ทีมปราบมาร” เป็นตัวหลัก
ขณะที่ “ทัพหลวง” คือ กองกลางวิ่งขึ้น-วิ่งลง คอยจ่ายให้กองหน้าทำประตู และมีกลางรุก-กลางรับ ไว้คอย “ตัดเกม” มีดีกรีด็อกเตอร์-อดีตรัฐมนตรี ส่วน “นิโรธ” จะเป็น “ตัวฟรี” วิ่งทั่วเวทีอภิปราย
ทัพหลัง 3 กองหลัง เป็นเซ็นเตอร์ 3 คน ครบเครื่องทั้งขาบุ๋น-ขาบู๊ ได้แก่ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช ประชาธิปัตย์-นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี ภูมิใจไทย และนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ภูมิใจไทย
“ทีมเจ้ายุทธ”-วางไว้ 3 คน ที่คอยมอนิเตอร์ เป็นหน่วยจู่โจม-เคลื่อนที่เร็ว ตอบโต้การ “เล่นนอกเกม” ของพรรคฝ่ายค้าน ลงไปแถลงข่าวนอกสนาม-หลังเวทีอภิปราย
ส่วนปีกซ้าย-ปีกขวาเหมือนตัวริมเส้น คอยวิ่ง-ตัวจี๊ด โดยปีกซ้าย-พรรคประชาธิปัตย์มี ขณะที่ปีกขวา-พรรคภูมิใจไทย ไว้คอยขึ้นเร็ว-ลงเร็ว
ชัยวุฒิเคลียร์ปมดอกไม้บานในใจ
“ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์” รมว.ดีอีเอส 1 ใน 11 รัฐมนตรีที่ถูกซักฟอก-ร.อ.ธรรมนัส ข่ม-ขู่รายวัน ได้เตรียม “เก็งข้อสอบ” ประเด็นที่จะถูกหยิบยกมาอภิปราย ทั้งเรื่องที่ปรากฏเป็นข่าว-ไม่เป็นข่าว
“พร้อมชี้แจงข้อกล่าวหาตามญัตติที่พรรคฝ่ายค้านยื่นมา ไม่ได้ทำอะไรที่ทุจริตหรือผิดกฎหมาย ไม่ได้มีโครงการขนาดใหญ่อะไรที่อนุมัติ ถ้าจะมีก็ในระดับเจ้าหน้าที่ การจัดซื้อจัดจ้างรายการเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐมนตรี”
โดยเฉพาะการ “ชกใต้เข็มขัด” ของพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งก่อนหน้าหนี้ โจ้-ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม เพื่อไทย ออกมาโหมโรงกรณี “ดอกไม้บานในหัวใจ” ถึงขั้นมี “หลักฐานเด็ด” เปิดออกมาอาจจะมี ส.ส.หญิงร้องไห้เดินออกจากสภา
“ยังมีพฤติการณ์จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย มีความประพฤติเสื่อมเสียทางศีลธรรมอันดี ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ญัตติตามตัวอักษรระบุ
“ก็ต้องดูว่า ฝ่ายค้านจะพูดอย่างไร บางเรื่องเราก็ไม่รู้ ไม่ได้มีรายละเอียด คงจะเล่นเรื่องมีผู้หญิงมาทำประโยชน์ มาทำงานในกระทรวง แต่ดูแล้วไม่มีตามที่กล่าวหา ฝ่ายค้านคงโหมโรงให้ดูหวือหวา”
ชง ป.ป.ช.ดัดหลัง “ญัตติเถื่อน”
รวมถึง “สุชาติ ชมกลิ่น” รมว.แรงงาน ที่มองว่า ถูกเล่นสกปรก-ยัดไส้ “ญัตติเถื่อน” กันกลางสภา “เสี่ยเฮ้ง” ถามกลับทันควันว่า “ผมอาจจะมีใบเสร็จก็ได้นะ เรื่องญัตติเถื่อน”
แม้ว่าความไม่ชอบมาพากลของ “ญัตติเถื่อน” จะโชยกลิ่นมาแต่ไกล มีธง-พุ่งเป้าโค่น เก้าอี้ รมว.แรงงาน แต่สุชาติไม่ยี่หระ-ขู่โชว์ “ใบเสร็จ” ของ “ผู้มีอิทธิพลนอกพรรค” ให้กระทบไปถึง “ผู้นำฝ่ายค้าน” ถึงขั้นสะเทือน “ยุบพรรค”
“ถ้าผมโชว์ใบเสร็จขึ้นมา ถ้าผมมีใบเสร็จผู้มีอิทธิพลนอกพรรคฝ่ายค้านบ้าง ผู้นำฝ่ายค้านอาจจะมีปัญหาได้เลยนะ” เขาย้ำและบอกว่า “ก็ต้องยื่นไปที่ ป.ป.ช.อยู่แล้ว ผมไม่จำเป็นต้องโชว์ใบเสร็จ ผมอาจจะส่งไปที่ ป.ป.ช.เลยก็ได้”
ญัตติเถื่อน-ธงนำของ “ผู้มีอิทธิพลนอกพรรค” เลาะตะเข็บรัฐธรรมนูญมาตรา 151 วรรคสี่ ระบุว่า “มติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร” อาจส่งผลให้ “จับกัง 1” พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี
“ไม่ซีเรียส เรื่องคะแนนไม่ใช่ประเด็น ประเด็น คือ ชี้แจงได้หรือไม่ได้ ถ้าคะแนนของฝ่ายค้านเกินครึ่ง ก็ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ยังไม่ถึงวันนั้น วันที่โหวตก็จะเห็นเอง คะแนนจะมากหรือจะน้อยเป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส.แต่ละคน”
จุติ-นิพนธ์ ไม่เท่าศึกคนกันเอง
ขณะที่ 2 รัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ ดูเหมือนศึกนอก-ซักฟอก จะไม่หนักหนาเท่าศึกในพรรค-เลื่อยขาเก้าอี้เสนาบดี หลังจากยึด-โยง-อยู่บนตำแหน่งเกือบจะครบ 4 ปี โดยไม่แบ่งให้คนอื่นในพรรคได้ผลัดกันชม
โดยเฉพาะ “จุติ ไกรฤกษ์” รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่เคยถูกเขย่าเก้าอี้เสนาบดีมาแล้ว เพราะกลายเป็นอดีตเลขาธิการพรรค-ขาลอยในพรรคกว่า 3 ปี-เข้าสู่ปีสุดท้าย แต่ยังไม่ยอมลุกจากเก้าอี้ให้คลื่นลูกใหม่
ขณะที่นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ที่มีคดีอยู่ในศาลทุจริตฯ หลังจาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดกรณีถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดครั้งดำรงตำแหน่งนายก อบจ.สงขลา ละเว้นไม่เบิกจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ ชนิด 10 ล้อ จำนวน 2 คัน เป็นเงิน 50.85 ล้านบาท ให้แก่บริษัทคู่สัญญา เป็น 2 เก้าอี้รัฐมนตรีโควตาพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีคนคอยต่อคิว-รอเสียบอยู่