รายงานพิเศษ
ศึกเขย่าบัลลังก์อภิปรายไม่ไว้วางใจ เริ่มต้นในวันที่ 19-22 กรกฎาคม และลงมติในวันที่ 23 กรกฎาคม อาจเป็นเกมที่เขย่าขวัญสั่นประสาทรุกฆาตรัฐบาล
เพราะการอภิปรายครั้งนี้เป็นศึกครั้งสุดท้ายที่จะซักฟอกนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรวม 11 คนประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์, นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม, นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง, นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย และนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน
ซึ่งพรรคร่วมฝ่ายค้าน 6 พรรคประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย ก้าวไกล เพื่อชาติ ประชาชาติ เสรีรวมไทย พลังปวงชนไทย แตะมือกับ 1 พรรคฝ่ายค้านอิสระ-เฉพาะกิจ คือ ไทยศรีวิไลย์ หมายมั่นปั้นมือจะเปิดแผลรัฐบาลให้มากที่สุด
เป้าหมายมิได้อยู่ที่การ “โค่นล้ม” รัฐบาลในสภา แต่หวังผลลัพธ์ในระยะยาวถึงการเลือกตั้ง 2566 ฉายหนังความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาลให้ประชาชนได้เห็น เป็นหนึ่งในแผนการเก็บแต้มแลนด์สไลด์ของฝ่ายค้าน
ดังนั้น พรรคร่วมฝ่ายค้านจึงเตรียมขุนพลกว่า 50 ชีวิตมาจัดหนักจัดเต็มฝ่ายรัฐบาลตลอด 4 วัน 4 คืน แบ่งเป็นพรรคเพื่อไทย 27 คน พรรคก้าวไกล 14 คน พรรคประชาชาติ 3 คน พรรคเสรีรวมไทย 2 คน พรรคพลังปวงชนไทย 1 คน พรรคเพื่อชาติ 2 คน และพรรคไทยศรีวิไลย์ 1 คน
ปฏิทินอภิปรายฝ่ายค้าน
วันแรกของการอภิปรายนั้นจะอภิปรายกลุ่มของรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย เปิดฉากเริ่มที่นายอนุทิน เน้นหนักไปที่ปม “กัญชาเสรี”
ตามด้วยนายศักดิ์สยามพุ่งเป้าไปที่การ “ทุจริต” หลายโครงการ การจัดงบฯเอื้อประโยชน์กับพวกพ้อง ข้ามฟากไปที่นายสุชาติ ผอ.พรรคพลังประชารัฐ ข้อหาทุจริตในหน้าที่ ใช้ตำแหน่งเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง ต่อด้วยนายจุรินทร์ จบที่นายจุติ 2 รัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพรรคฝ่ายค้านให้จับตาเรื่องการทุจริตเช่นกัน
วันต่อมา เริ่มจากนายนิพนธ์ ข้อหาทุจริตต่อหน้าที่ สนับสนุนให้มีการทุจริตและแสวงหาผลประโยชน์ภายใน นายสันติ ข้อกล่าวหาคือ ปล่อยให้มีการทุจริต เอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน จากนั้นเข้าสู่ซีรีส์ 3 ป. พล.อ.ประวิตร พล.อ.อนุพงษ์ และ พล.อ.ประยุทธ์ โยงถึงข้อกล่าวหาเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง รวมถึงทุจริตการจัดซื้ออาวุธในกองทัพ
วันที่ 3-4 จะอภิปรายรัฐมนตรีที่เหลือ พุ่งเป้าไปที่ประเด็นปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้อง พร้อมเน้นหนักไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ที่ฝ่ายค้านเจียดเวลาซักฟอกนายกฯคนเดียว 30 ชั่วโมง
เพื่อไทยตั้งวอร์รูมใน-นอกพรรค
สำหรับพรรคเพื่อไทยใช้ยุทธการ “เด็ดหัว สอยนั่งร้าน” จัดขุนพลอภิปรายไม่ไว้วางใจ 2 คน ต่อการซักฟอก 1 รัฐมนตรี
กองบัญชาการในสภา ฝ่ายค้านยุคที่มี “นพ.ชลน่าน” เป็นผู้นำ ขึ้นชื่อเรื่องแม่นข้อบังคับการประชุม เตรียมประสานงานกับประธานวิปฝ่ายค้าน สุทิน คลังแสง และแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านต่าง ๆ แก้ไขสถานการณ์ในสภา
ขณะที่ในวอร์รูมนอกสภา พรรคเพื่อไทยเตรียมขุนพล “ทีมวิชาการ” แกนนำระดับมือพระกาฬไว้วางแผนตอบโต้รัฐบาล ทั้งออนไลน์-ออฟไลน์
ชื่อที่ปรากฏมีทั้งภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค-ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จาตุรนต์ ฉายแสง นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช นพ.สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี ทำหน้าที่คอยมอนิเตอร์สถานการณ์
ก้าวไกล เผาทั้งเป็น 7 รัฐมนตรี
ขณะที่พรรคก้าวไกลเตรียมขุนพล 14 คนมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดย “ชัยธวัช ตุลาธน” เลขาธิการพรรคก้าวไกล ขายของว่า ก้าวไกลจะอภิปราย 7 รัฐมนตรีประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ นายอนุทิน นายศักดิ์สยาม นายนิพนธ์ นายจุติ พล.อ.อนุพงษ์ พล.อ.ประวิตร ทั้งเรื่องภายในกองทัพ วงการตำรวจ ความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน และการเป็นภัยต่อความมั่นคงต่อประชาชน
ด้าน “รังสิมันต์ โรม” ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล กล่าวว่า การอภิปรายของพรรคก้าวไกลเนื้อหาสาระครอบคลุมหลายประเด็น ทั้ง GT200 นาฬิกาเพื่อน ทุจริตอนุสาวรีย์ นักรบไซเบอร์ที่มากยิ่งกว่าขบวนการ IO เบื้องหลังค่าไฟทำไมถึงแพง พรมแดนประเทศเพื่อนบ้าน บางเรื่องที่อาจเป็นบิ๊กเซอร์ไพรส์ของพรรคก้าวไกล ครอบคลุมทุกมิติทั้งปัญหาปากท้อง การทุจริต ไปจนถึงการเมือง
“การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้เป็นการอภิปรายครั้งสุดท้ายสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ในช่วง 4 ปี ก็จะเป็นการจัดเต็ม จัดใหญ่ที่สุดที่พรรคก้าวไกลเตรียมมา”
“ยืนยันว่าหลักฐานทั้งหมดเราเชื่อจริง ๆ ว่าสามารถใช้เอาผิดรัฐมนตรีได้ และกระบวนการทั้งหมดไม่ได้จบแค่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่จะมีการสานต่อเรื่องการดำเนินคดีกับรัฐมนตรีต่าง ๆ ตามพยานหลักฐานที่เรามี”
“ด้วยหลักฐานที่เราจะเปิดออกมา เรามีความหวังลึก ๆ ว่าจะมีรัฐมนตรีบางคนหลุดจากตำแหน่ง ถูกสอยได้จริง และถ้ารอให้สามารถปิดจ็อบในเกมนี้ได้ ด่านต่อไปก็เป็นการร้องเพื่อดำเนินคดียังมีอยู่”
“สุดท้ายการทำทั้งหมดของเราเป็นการประจานรัฐบาล และใน 4 ปีสุดท้ายจะเป็นเวลาที่ประชาชนจดจำว่ารัฐบาลชุดนี้ทำอะไรไปบ้าง ถ้าสุดท้ายสภาโหวตไม่ไว้วางใจไม่สำเร็จ ถอดถอนไม่ได้ หาก ป.ป.ช. องค์กรอิสระต่าง ๆ ไม่ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะทำ ประชาชนก็จะเป็นคนปิดเกม ดังนั้น พอเป็นการอภิปรายช่วง 4 ปีสุดท้ายของรัฐบาลนี้ และจะไม่ใช่เผาจริง แต่จะเป็นการเผาทั้งเป็นด้วย”
“อย่างต่ำที่สุดเลยปี 2566 จะมีการเลือกตั้ง คิดว่าตอนนี้คือโอกาสที่จะทำให้ประชาชนเห็นว่า แม้เราให้โอกาสรัฐบาลนี้จนครบเทอม แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ปรับปรุงตัว เขายังทำตัวเหมือนเดิม ยังคงใช้อำนาจหน้าที่นำไปสู่การเสียหายของประเทศ ดังนั้น การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้จะเป็นครั้งสำคัญที่จะทำให้ประชาชนมีข้อมูลก่อนการเลือกตั้งว่าเขาควรเลือกอย่างไรเพื่อไม่ให้ความเสียหายเหล่านี้กลับมาอีกแล้ว”
พรรคเล็ก จัดหนักศักดิ์สยาม
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าวว่า พรรคประชาชาติวางตัวผู้อภิปรายไว้อย่างน้อย 3 คน มุ่งอภิปรายไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ กับรัฐมนตรีอีก 2 คน ในประเด็นที่เกี่ยวกับนโยบาย ความประพฤติที่ทำให้เกิดความเสียหาย การทุจริตร้ายแรง ทุจริตงบประมาณแผ่นดิน
รายงานข่าวแจ้งว่า รัฐมนตรีที่พรรคประชาชาติเตรียมตัวซักฟอกเป็นพิเศษ คือ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รมว.คมนาคม เช่นเดียวกับพรรคก้าวไกล
เช็กเสียงฝ่ายรัฐบาลล่าสุดมี 17 พรรค รวม 253 เสียง หลังพรรคเศรษฐกิจไทย 16 เสียงของ ร.อ.ธรรมนัส
พรหมเผ่า ประกาศอำลา พล.อ.ประวิตร ขอไปเป็นฝ่ายค้าน 100% เบื้องต้น ร.อ.ธรรมนัส หารือกับแกนนำเพื่อไทยในทางลับ พร้อมยกมือไม่ไว้วางใจตามพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยกเว้นก็แแต่ พล.อ.ประวิตร ที่ยังยกมือไว้วางใจ
ขณะที่ฝ่ายค้านแท้ ๆ มี 6 พรรค บวกฝ่ายค้านเป็นครั้งคราวอย่าง พรรคไทยศรีวิไลย์ ที่ขอลงชื่อในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้กับพรรคฝ่ายค้าน) 208 เสียง แต่ในจำนวน 208 เสียงยังต้อง “ลบ” กับ ส.ส.งูเห่าที่ประกาศตัวอยู่ข้างรัฐบาลอย่างเป็นทางการ อย่างน้อยอีก 13 เสียงก็ทำให้ฝ่ายค้านเหลือ 195 เสียง
แต่เมื่อรวมเสียงของ พรรคเศรษฐกิจไทย 16 เสียง ก็จะขยับกลับมาที่ 211 เสียง จึงทำให้มีเสียงส่วนต่างฝ่ายค้าน-รัฐบาลถึง 42 เสียง ก่อนการลงมติในวันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม
รัฐบาลตั้งทีมเจ้ายุทธ ปราบมาร รับมือ
ส่วนความพร้อมของฝ่ายรัฐบาลนั้น พล.อ.ประยุทธ์มั่นใจว่า 10 รัฐมนตรีจะตอบชี้แจงได้เคลียร์แม้มีรัฐมนตรีบางรายหวั่นถูกน็อกคาสภา
ส่วนในแง่การแก้เกมในสภา นำโดยพรรคพลังประชารัฐเตรียมทีม “ปราบมาร-เจ้ายุทธ ไว้ข่มขวัญฝ่ายค้าน ผนึกกำลังร่วมกับพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาธิปัตย์
มี 4 ตัวเก๋า จาก 4 พรรค คอยคุมเกมประกอบด้วย นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ ประธานวิปรัฐบาล พรรคพลังประชารัฐ ประธานวิปรัฐบาล นายชินวรณ์ บุญยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์-นายชาดา ไทยเศรษฐ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย และ นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ “ทีมเจ้ายุทธ”
โดยมีมือทำเกมในสภา 11 อรหันต์ของพรรคพลังประชารัฐ ทำหน้าที่เป็น “ทีมปราบมาร” ตอบโต้การเล่นนอกเกมของฝ่ายค้าน
กลยุทธ์ทีมประท้วง
“จักรพันธ์ พรนิมิตร” ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ 1 ใน 11 ขุนพลปราบมาร บอกว่า “จ็อบเดสคริปชั่น” คือ “มอนิเตอร์” การอภิปรายให้อยู่ใน “ข้อบังคับ” การประชุมสภา หากไม่เป็นอยู่ในข้อบังคับก็จะ “ลุกขึ้นประท้วง”
“เป็นทีมที่คอยดูการอภิปรายให้อยู่ในข้อบังคับ ถ้าเกิดอภิปรายออกนอกเหนือข้อบังคับเราก็ประท้วง แต่การชี้แจงเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรี เราจะไปชี้แจงแทนไม่ได้” และไม่มีการกำหนดประเด็นให้ลุกขึ้นประท้วงฝ่ายค้านอภิปราย-ไม่ได้มาร์กตัวรัฐมนตรีที่ลุกขึ้นชี้แจง “ด้นสด” กันหน้างาน
“ใครสะดวกก็ว่ากันไปเลยตามธรรมชาติ (ไม่มีส่งซิก) ใครยกมือได้เลย ใครอยู่ตรงนั้นก็ยกมือขึ้นได้เลย เพราะเวลาอภิปรายไม่ได้อยู่พร้อมกันทั้งหมด บางคนอยู่ข้างใน บางคนอยู่ข้างนอก ก็สลับกันไป เพราะเป็นธรรมชาติไม่มีใครอยู่ในห้องตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว และอภิปรายหลายวัน มีทั้งกลางวัน กลางคืน”
“ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามข้อบังคับ ไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นประท้วง ดีกว่าด้วยซ้ำ จะได้สมูท คนฟังจะได้เปรียบเทียบกัน รัฐมนตรีที่เป็นคนชี้แจงก็จะสบายใจ อธิบายทีเดียวเนื้อหาไม่สะดุด ฝ่ายค้านถามหรือแสดงหลักฐานหนักแน่น ฝ่ายรัฐบาลก็ให้รัฐมนตรีตอบจะดีกว่า”
“เราไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะลุกขึ้นตลอดเวลา ถ้าฝ่ายค้านพูดอยู่ในข้อบังคับ เราก็ไม่มีสิทธิลุกขึ้นประท้วงอยู่แล้ว เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีที่ต้องชี้แจงไปตามเนื้อผ้า ถ้าเราประท้วงไม่เป็นไปตามข้อบังคับ ไปหยุด ไปเบรกตลอดเวลา คนที่ชี้แจงก็เสียจังหวะ คนประท้วงก็ต้องระมัดระวังด้วย ไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มห้า”
สงครามครั้งสุดท้ายดุเดือดทั้งนอกสภาในสภา