รังสิมันต์ โรม เปิดตั๋วช้าง ภาค 2 ค่าโง่กองบินตำรวจ สังเวยงบฯ 937 ล้าน

รังสิมันต์ โรม อภิปรายไม่ไว้วางใจ

รังสิมันต์ โรม ชำแหละทุจริตงบฯกองบินตำรวจ ซ่อมซื้อ-จัดซ่อมเพิ่มเติมจนเกินงบฯ หวังเงินทอน สุดท้าย “ประยุทธ์” ต้องอนุมัติงบกลางมาใช้หนี้  

วันที่ 22 กรกฎาคม 2565 ที่รัฐสภาในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล วันที่ 4 ซึ่งที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่เป็นประธาน

นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของข้าราชการตำรวจ ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ กรณีปล่อยปละละเลยการทุจริตที่เกิดขึ้นในกองบินตำรวจ

ทั้งยังมีการยอมให้ใช้ “ตั๋วช้าง” อีกประเภทหนึ่งเป็นเกราะกำบังเพื่อไม่ให้ใครหรือหน่วยงานใดกล้าตรวจสอบได้

ทังนี้ คดีนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ พล.ต.ต.ก ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองบินตำรวจ (บ.ตร.) โดยระหว่างนั้นได้ดำเนินการเซ็นสัญญาโครงการซ่อมบำรุงอากาศยานกับ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ให้เป็นผู้ดำเนินการซ่อมและจัดหาอะไหล่ตามงบประมาณปี 2563 จำนวนกว่า 950 ล้านบาท แต่ต่อมาเมื่อเดือนกันยายน 2564 การบินไทยได้ยื่นหนังสือทวงหนี้มายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)

จึงทำให้พบว่ากองบินตำรวจโดย พล.ต.ต.ก ได้สั่งจ้างสั่งซื้อเพิ่มเติมเกินกว่างบประมาณที่วางไว้ รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดของโครงการเป็นจำนวนถึง 2,774 ล้านบาท ซึ่ง 2 ใน 3 ของทั้งหมดนี้กองบินตำรวจไม่สามารถเบิกจากคลังมาจ่ายได้ และกว่า 784 ล้านบาทไม่ได้เกี่ยวข้องกับการซ่อมเครื่องบินเลย เช่น ซื้อถังน้ำดับไฟป่า 8 ล้านบาท หรือซื้อตะขอเกี่ยวสินค้า 6.3 ล้านบาท ระบบไฟฟ้าไล่นก ติดตาข่ายกันนกธรรมดา แต่ใช้งบฯ 5 ล้านบาท รวม 7 โรง 35 ล้านบาท

นอกจากใช้เงินผิดประเภทแล้ว ยังน่าสงสัยมีเงินทอนกันหรือไม่ เพราะตาข่ายไล่นกราคาหลักหมื่นเท่านั้น พล.อ.ประยุทธ์เคยรู้บ้างหรือไม่ที่ใช้งบฯผิดวัตถุประสงค์และเกินแบบนี้

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบพบว่า เมื่อทำให้มีอะไหล่อากาศยานไม่สามารถใช้การได้อย่างน้อย 11 ลำ และทำให้การบินไทยไม่ต่อสัญญาตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา

เตะถ่วงสอบสวนความผิด

นายรังสิมันต์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบกลับถูกเตะถ่วงทำให้ล่าช้า และทำซ้ำไปมา ทั้งนี้ กระบวนการตรวจสอบครั้งแรกเริ่มต้นจากการเสนอเรื่องให้ ผบ.ตร. สั่งให้จเรตำรวจตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้ในเดือนมีนาคม 2564 แต่กลับใช้เวลากว่า 3 เดือนจึงจะสามารถตั้งคณะกรรมการตรวจสอบได้ และเสร็จสิ้นในเดือนตุลาคม 2564

Advertisement

ทว่า ภายหลังกระบวนการตรวจสอบโดยจเรตำรวจสิ้นสุด กลับมีคำสั่งให้ส่งเรื่องไปกองวินัยตำรวจเพื่อตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่อีก ขนาดว่าทางกองบินตำรวจทวงถามเรื่องการตั้งคณะกรรมการสอบสวนไปอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ก็มีคำตอบกลับมาว่ายังร่างคำสั่งไม่เสร็จ และกว่าจะได้ตั้งคณะกรรมการชุดใหม่กันจริง ๆ คือช่วงปลายเดือนเมษายน 2565 ที่ผ่านมา และถึงแม้ว่าตั้งมาแล้วผ่านไปอีกหนึ่งเดือนก็ยังวุ่นอยู่กับการเปลี่ยนตัวกรรมการไม่เลิก

ในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดของตำรวจ ได้ทราบเรื่องนี้ตั้งแต่ที่ สตช.ทำหนังสือขอความช่วยเหลือมายังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2564 และต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ได้ลงนามท้ายหนังสือรับทราบเรื่องนี้ด้วยตัวเอง แต่สุดท้ายก็ยังปล่อยปละละเลยไม่เร่งรัดกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง หน่วงเวลาจนกระทั่งกรมบังคับคดีซึ่งดูแลเรื่องการฟื้นฟูกิจการของการบินไทยส่งหนังสือทวงหนี้ 1,824 ล้านบาทมายัง สตช.

นายรังสิมันต์กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ก็ควรจะรู้ว่าความเสียหายจากการคอร์รัปชั่น รัฐบาลอาจเป็นผู้รับผิดชอบเต็ม 1.8 พันล้าน ควรจะตามติดการชำระหนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้รัฐต้องจ่ายหนี้ ติดตามผู้ทำผิดมารับผิดชอบให้ได้โดยเร็วที่สุด

แต่หลังจากการบินไทยแจ้งหนี้แล้ว 7 ธันวาคม 2564 กรมบังคับคดีส่งหนังสือมาที่ สตช. ซึ่ง สตช.สามารถปฏิเสธหนี้ภายใน 14 วัน ซึ่งผู้ช่วย ผบ.ตร.ท่านหนึ่งแจ้งปฏิเสธหนี้ก้อนดังกล่าวไปจริง

แต่เกิน 14 วันไปแล้ว ทำให้ สตช.เป็นเจ้าหนี้เด็ดขาด ซึ่งเหลือเชื่อที่สุด บ้งกันเป็นระบบ เหตุไฉน พล.อ.ประยุทธ์จึงหย่อนยานไม่น่าพลาดในเรื่องชี้เป็นชี้ตายที่ไม่ควรจะพลาดแบบนี้

ประยุทธ์ใช้งบฯกลางจ่ายหนี้

ดังนั้น รัฐต้องออกเงินเป็นผู้จ่ายหนี้ให้กับการบินไทย 937 ล้านบาท ซึ่งลดลงจาก 1,824 ล้าน เพราะก่อนหน้านี้ตำรวจไปขอต่อรองกับการบินไทยให้ยกเลิกรายการบางส่วน น่าจะมาจากการที่การบินไทยก็มีแผล เพราะเคยไปทำอะไหล่ของกองบินตำรวจหายไปบางส่วน

แต่ถึงกระนั้นงบฯ 937 ล้านบาท ไม่ใช่ตัวเลขน้อย ๆ หวยจึงมาลงที่งบฯกลางเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะนายกฯได้อนุมัติให้นำเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็นไปจ่ายหนี้ก้อนนี้ และต่อมา 12 เมษายน 2565 ก็ผ่านการอนุมัติโดย ครม.อีกครั้ง

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ฝ่ายหนึ่งก็โกงเงินจนไม่พอจ่าย อีกฝ่ายหนึ่งก็งานหยาบจนไปทำเครื่องยนต์เขาหาย แต่สุดท้ายเงินที่ต้องมาจ่ายให้กับความบ้าบอแบบนี้กลับเป็นภาษีของประชาชน เห็นงบฯกลางเป็นอะไร สำหรับงบฯกลางคือหนึ่งในงบฯที่ก้อนใหญ่ที่สุด และเราแทบไม่มีทางรู้เลยว่าจะนำไปใช้จริงได้อย่างไร พล.อ.ประยุทธ์คือผู้มีอำนาจคนสำคัญที่สุดในการตัดสินใจงบฯกลางก้อนนี้ ทำไมงบฯที่เราคิดว่าไปใช้หากเกิดภัยพิบัติถึงได้กลายเป็นเงินที่เผื่อว่ามีทุจริตคอร์รัปชั่น นี่ไม่ใช่ค่าโง่ แต่เป็นค่าแกล้งโง่ปล้นคนไทย” นายรังสิมันต์กล่าว

นายรังสิมันต์กล่าวว่า ตามหนังสือที่ สตช.ทำถึง ครม.เพื่อของบฯกลาง พบว่ายังมีการอนุมัติให้ สตช.สามารถก่อหนี้ผูกพันในส่วนที่เกินกว่างบประมาณปี 2563 ด้วย โดยอ้าง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณว่าเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการบริหารราชการแผ่นดิน ที่อ้างความจำเป็นเร่งด่วนก็เพราะไปทุจริตกันเป็นหนี้ก้อนโตจนโดนบังคับจ่าย จึงต้องมาบิดเบือนกฎหมายกันอย่างมั่ว ๆ

เป็นการรับรองให้ พล.ต.ต.ก และพวกเซ็นสั่งซื้อสั่งจ้างจนเกินงบประมาณที่เป็นการทุจริต กลายเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายงบประมาณใช่ไหม พล.อ.ประยุทธ์และรัฐบาลกำลังฟอกขาวให้ พล.ต.ต.ก และพวกแบบเนียน ๆ ไปพร้อมกับช่วยออกเงินแทนให้ด้วยใช่หรือไม่ และการที่ตั้งคณะกรรมการวินัยมาสอบสวนเตะถ่วงกันเนิ่นนาน ก็จะเคาะว่าบุคคลนี้ไม่ได้กระทำความผิดเพราะ ครม.รับรองให้ชอบใช่ไหม กลายเป็นปาหี่ช่วยเหลือกันแบบนี้

ฮั้วเอกชนแลกเปลี่ยนอะไหล่เฮลิคอปเตอร์

นายรังสิมันต์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ เดือนกันยายน 2563 ก่อน พล.ต.ต.ก จะย้ายออกจากกองบินตำรวจ มีการทำสัญญากับบริษัทหนึ่ง แลกเปลี่ยนอะไหล่อากาศยานด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง โดยรวบรวมอะไหล่ที่เสื่อมสภาพไปแล้วแลกกับใบพัดหางเฮลิคอปเตอร์ 2 ชุ

ซึ่งการจะสั่งจำหน่ายด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง คำสั่ง ตร.ระบุว่าตำแหน่งระดับผู้การกองบินสามารถอนุมัติได้ในวงเงิน ซึ่งหมายถึงราคาอะไหล่ที่จะเอาไปแลกมาแค่ 5 ล้านบาทเท่านั้น หรือระเบียบกระทรวงการคลังระบุวงเงินต้องไม่เกิน 5 แสนบาทเท่านั้น แต่ของที่ พล.ต.ต.ก เอาไปแลกนั้นทั้งหมด 6,622 ชิ้น ราคารวมกัน 1,157 ล้านบาท จะบอกว่าเสื่อมสภาพแล้ว แต่ถ้าว่าตามกฎหมายเรื่องนี้ผิดเต็ม ๆ

และใน 6 พันกว่าชิ้น ไม่ได้มีแค่เศษเหล็ก เพราะยังพบว่ามีคำสั่งให้เอาอะไหล่ของเครื่องบินสกายแวน 1 ลำ 4 ชิ้น เป็นเครื่องยนต์ 2 ชิ้น และอะไหล่เฮลิคอปเตอร์เบล 21 ชิ้นไปยำรวมกับเศษเหล็ก ซึ่งอะไหล่ที่ยำเข้าภายหลังใช้งานได้ทั้งหมด ซึ่งเมื่อไปสำรวจตลาดพบว่าเครื่องยนต์อะไหล่ดังกล่าวมีมูลค่ารวม 111 ล้านบาท แต่บริษัทคู่สัญญาตีราคาแค่ 2.5 ล้านเท่านั้น จึงแปรสภาพเป็นแลกกับใบพัด หางเฮลิคอปเตอร์ 2 ชุ เป็นการฮั้วกันยิ่งกว่าล้างสต๊อก ไปหากินทำกำไรต่อได้สบาย ๆ อย่างนั้นใช่หรือไม่

ตั๋วช้าง ภาค 2

นายรังสิมันต์กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์รู้ปัญหาดีมาตลอดเพราะเป็นผู้เซ็นรับทราบด้วยตัวเอง แต่กลับไม่ได้ดำเนินการอะไรต่อ พล.ต.ต.ก เลย ไม่มีแม้กระทั่งการถูกพักงาน จึงทำให้ตนเกิดความสงสัยและไปตรวจสอบต่อว่าเป็นเพราะเหตุใด บุคคลนี้ใหญ่มาจากไหน ทำไมจึงไม่มีใครแตะต้อง

จนได้ไปพบข้อมูลว่า พล.ต.ต.ก มีฐานะเป็น ผบ. ศปก.ถปภ.ขบวน ฮ.เดโชชัย 5 ที่ตั้งขึ้นตามแผนถวายความปลอดภัยในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

“ในช่วงที่ พล.ต.ต.ก จะต้องย้ายเพื่อเปลี่ยนตำแหน่ง ได้มีการทำหนังสือกราบบังคมทูลสมเด็จพระเทพฯ เนื้อหาระบุว่า ตนเคยเป็นผู้บังคับการกองบินตำรวจ ปฏิบัติหน้าที่นักบินเฮลิคอปเตอร์และผู้อำนวยการเดินทางถวาย แต่กำลังจะถูกย้ายไปอยู่หน่วยอื่น ถ้ามีพระประสงค์จะให้ปฏิบัติงานต่อ จะได้ดำเนินการต่อไป ต่อมาจึงมีหนังสือ รล.0010/5116 ตอบกลับจากสำนักพระราชวัง ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2563 ซึ่งตอนนั้น พล.ต.ต.ก ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองผู้บัญชาการ อยู่ที่สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

ทว่า หลังจากได้หนังสือตอบจากสำนักราชวังให้ปฏิบัติงานต่อตามที่ขอได้ สตช.จึงออกเอกสารที่มีชื่อว่า “แผนถวายความปลอดภัยสำหรับขบวนเฮลิคอปเตอร์พระราชพาหนะ” เซ็นอนุมัติไว้ท้ายเอกสาร โดย พล.ต.ท.ส ผู้ช่วย ผบ.ตร. ปฏิบัติราชการแทน ผบ.ตร.

สาระสำคัญคือ ระบุถึงการจัดตั้ง ศปก.ถปภ.ขบวน ฮ.เดโชชัย 5 หรือศูนย์เดโชชัย 5 มีชื่อเต็ม ๆ ว่า “ศูนย์ปฏิบัติการถวายความปลอดภัยสำหรับขบวนเฮลิคอปเตอร์พระราชพาหนะ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” โดยให้มีอำนาจสั่งการทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องในการจัดเฮลิคอปเตอร์พระราชพาหนะถวายแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า และยังกำหนดให้กองบินตำรวจต้องคอยรับผิดชอบและปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายมาจาก ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการ ซึ่ง ผอ.ที่ว่านี้ก็คือ พล.ต.ต.ก

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างปัจจุบันมีเพียงกองบินตำรวจเท่านั้นที่ขึ้นตรงกับ สตช. ไม่มีชื่อศูนย์นี้ระบุไว้ว่าสังกัดหน่วยงานใด จึงเป็นคำถามว่าศูนย์นี้ตั้งขึ้นมาโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายอะไร และทำไมจึงสั่งการกองบินตำรวจได้

“กรณีนี้จึงเหมือนเป็นการเอาหนังสือจากสำนักพระราชวังมาอ้าง โดยบอกว่าเพื่อวางแผนถวายความปลอดภัยฯ แบบนี้จึงเท่ากับตั๋วช้างอีกประเภทหนึ่งใช่หรือไม่ และคนที่เซ็นออกแผนก็คือเพื่อนร่วมรุ่นกับ พล.ต.ต.ก เหมือนเพื่อนช่วยเพื่อนให้มีวิธีอยู่ในตำแหน่งที่สามารถสั่งการกองบินตำรวจเช่นเดิมได้”

นายรังสิมันต์กล่าวอีกว่า มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น พล.อ.ประยุทธ์หายไปไหน ทำไมจึงปล่อยให้ทำสิ่งต้องห้าม ไปนำสถาบันมาเป็นเกราะกำบังเพื่อสร้างวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด เพราะเมื่อได้ตั๋วมาแล้วคงไม่มีใครกล้าตรวจสอบแน่

โดยผลกระทบจากกรณีนี้อย่างน้อยมี 2 ประการ หนึ่ง พล.ต.ต.ก ที่ต้องขาดจากตำแหน่งเดิมตามข้อบังคับ สามารถเอาตำแหน่ง ผอ.กองบินเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์และผู้อำนวยการเดินทางถวาย ซึ่งเป็นตำแหน่งของกองบินตำรวจมาเป็นตำแหน่งติดตัวโดยไม่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของตำรวจอย่างไรก็ได้ เพราะถ้ามีตั๋วก็ทำได้หมด

สอง ไม่มีความปลอดภัย เพราะเมื่อ พล.ต.ต.ก ถูกย้ายไปอยู่ในหน่วยที่ไม่ต้องทำการบินแล้วก็ไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพตามระเบียบ จึงเท่ากับขาดคุณสมบัติในการเป็นนักบิน และทำให้พระบรมวงศานุวงศ์ต้องตกอยู่ในอันตราย นั่นจึงหมายความว่า พล.อ.ประยุทธ์บกพร่องที่สุดในการถวายความปลอดภัย เพราะได้ถวายนักบินเถื่อน ไม่ตรวจสุขภาพทำการบินใช่หรือไม่

“หวังว่าการอภิปรายของตนรอบนี้จะทำให้ พล.อ.ประยุทธ์สำเหนียกว่าตัวเองไม่คู่ควรอีกแล้วที่จะได้รับความไว้วางใจให้บริหารประเทศจากนี้และตลอดไป แล้วจงพิจารณาตัวเอง…ของท่านออกไปเสีย” นายรังสิมันต์กล่าว