Skip to content

บาทอ่อนใกล้แตะ 37 บาทต่อดอลลาร์ จับตาแบงก์ชาติส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย

25 ก.ค. 2565 | 07:01น.
บาทอ่อนใกล้แตะ 37 บาทต่อดอลลาร์ จับตาแบงก์ชาติส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย

บาทอ่อนค่าใกล้ทะลุ 37 บาทต่อดอลลาร์  จะมีโอกาสอ่อนค่าลงไปอีกแค่ไหน พร้อมหุ้นเด่นน่าเก็บเข้าพอร์ต กับอาจารย์ปิง ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด

วันที่ 25 กรกฎาคม 2565   เงินบาทผันผวนอ่อนค่าในแดน 36 บาทต่อดอลลาร์ และเริ่มอ่อนใกล้เเตะ 37 บาทต่อดอลลาร์มากขึ้น  ระยะถัดไปจะมีการอ่อนค่าต่อหรือมีโอกาสแข็งค่าขึ้นมาได้บ้าง การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เป็นหนึ่งปัจจัยที่กำหนด ทั้งนี้ท่ามกลางบาทอ่อนหุ้นตัวไหนได้ประโยชน์สูงสุด โดย Prachachat Wealth เล่าเรื่องการลงทุน EP ที่ 26 นี้จะพาไปพูดคุยกับ “ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด”

Q : ค่าเงินบาทอ่อนลงมาค่อนข้างต่ำถึง 36 บาทแล้ว  แล้วก็เป็นการต่ำสุดในรอบเกือบ 16 -17 ปี  ในระยะถัดไปประเมินค่าเงินบาทอย่างไร  มีโอกาสที่จะอ่อนค่าลงไปมากกว่านี้ไหม จากปัจจัยอะไรบ้าง

“ประกิต สิริวัฒนเกตุ” กล่าวว่า คือจริง ๆ ตอนนี้บาทอยู่ที่ประมาณ 36.70 บาทต่อดอลลาร์ (ณ 21 ก.ค.65)  ก็ถือว่าอ่อนแบบเลวร้าย คือต้องเข้าใจก่อนว่าบาทอ่อนได้ไม่ผิดหรอก เพราะดอลลาร์มันแข็ง เพียงแต่ว่าปัญหาก็คือบาทมันอ่อนหนักมากไปหน่อย เมื่อเทียบกับสกุลเงินเพื่อนเราทั้งหลายในเอเชีย  เราถือว่าแย่ที่สุด

การอ่อนค่าของค่าเงินบาทมันเลยไม่ใช่สิ่งที่จะมองแค่ว่ามันเกิดจากการแข็งค่าของดอลลาร์ แต่นั่นหมายความว่ามันมีปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยที่ทำให้มันอ่อนผิดปกติแบบนี้ซึ่งสิ่งที่ผมมองว่าผิดปกติก็คือส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของประเทศไทยเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านเราแล้ว เราติดลบหนักที่สุด

ตอนนี้ประเทศไทยติดลบอยู่ประมาณ 6%  แต่ถ้าไปดูมาเลเซีย ฟิลิปปินส์  สิงคโปร์  มันอยู่แค่ 0 – 2%  การที่บาทอ่อนค่ารอบนี้มันไม่ได้เกิดจากปัญหาของกระแสเงินไหลออก  อันนี้เราไม่เห็นภาพนั้นเพราะว่ากระแสเงินในปีนี้ยังไหลเข้ามาในตลาดหุ้น  ในตลาดตราสารหนี้ รวม ๆ แล้ว 2 แสนล้านบาท  ก็จะเห็นได้ว่าบาทอ่อนไม่ได้เกิดจากกระแสเงินไหลเข้าออก แต่เกิดจากการที่ผู้ส่งออกกั๊กเงินดอลลาร์ไว้

เราต้องเข้าใจก่อนนะครับว่าในประเทศในเรื่องของการค้ามันจะมีดีมานด์บาท กับดีมานด์ดอลลาร์  ก็คือความต้องการใช้บาท กับความต้องการใช้ดอลลาร์  ซึ่งตอนนี้มันเป็นเหตุการณ์ว่าฝั่งของผู้นำเข้าเขาเร่งนำเข้าสินค้าเพราะข้าวของมันแพง มันเลยมีความต้องการดอลลาร์เยอะจากผู้นำเข้า  ในขณะเดียวกันฝั่งผู้ส่งออกเขาได้ดอลลาร์มาจากการค้าแต่เขาไม่ต้องการเงินบาท เขาต้องการที่จะถือดอลลาร์ต่อไป เราถึงได้เห็นยอดเงินฝากในรูปดอลลาร์มันพีกขึ้นมาตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 1.1 – 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

ในเมื่อมันมีแต่คนต้องการดอลลาร์  มันไม่มีใครต้องการบาท  มันก็เลยเป็นเหตุให้บาทอ่อน  แล้วทีนี้ถามว่าทำไมผู้ส่งออกถึงกั๊กดอลลาร์ไม่ยอมไปแลกบาท  ก็เพราะว่าเขาเห็นว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยมันต่างกันเยอะ  อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงในประเทศมันต่ำมาก  แล้วที่สำคัญเขาอาจจะไม่ได้ดูลึกขนาดนั้น เขาก็ดูจากแบงก์ชาติบ้านเรา ก็ในเมื่อแบงก์ชาติบ้านเราไม่ได้ส่งสัญญาณอะไรเลย

ปีนี้ประชุมน้อยครั้งมากแค่ 6 ครั้ง ระยะห่างระหว่างแต่ละครั้งคือ 8 สัปดาห์  ในระหว่างที่เราไม่ขึ้นดอกเบี้ยหรือยังเฉย ๆ อยู่ ฟิลิปปินส์ขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว 0.75%  สิงคโปร์มีการปรับเป้าหมายค่าเงินลงมา  เฟดเองก็มีการขึ้นดอกเบี้ยรวมเมื่อ 15 มิ.ย.กับปลายเดือนนี้น่าจะเป็นประมาณ 1.5%   ปัญหาตอนนี้เอาสรุปเลยก็คือ ปัญหาของค่าเงินบาทมันเกิดจากท่าทีของแบงก์ชาติที่ชักช้าเกินไป ไม่ได้กล่าวโทษนะแต่ว่ามันเป็นข้อเท็จจริงจากทุก ๆ อย่างที่ประมวลออกมา

“แต่ว่าพอเราเข้าสู่เดือน ส.ค.ผมเชื่อว่าบาทจะเริ่มชะลอการอ่อนเพราะว่าแบงก์ชาติจะส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยที่แรงมากขึ้น แล้วปลายเดือน ก.ค.นี้ เฟดมีการขึ้นดอกเบี้ยได้ตามตลาดคาด แล้วก็ไม่ได้ส่งสัญญาณอะไรแรงออกมา  ก็ยังเชื่อว่าดอลลาร์ก็อาจจะมีโอกาสคว่ำลงมา แล้วบาทก็จะชะลอการอ่อนไม่น่าเกิน 37 บาทมากนัก ก็จะกลับมาแข็งค่าขึ้นได้บ้าง  น่าจะได้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นตอนเดือน ส.ค.” กล่าว

Q : อย่างที่บอกว่าฟันด์โฟลว์ไม่ได้ไหลออก ยังเห็นแนวโน้มที่มันยังไหลเข้าอยู่ แปลว่าเรื่องของตรงนี้มันไม่ได้กระทบต่อตลาดหุ้นเลยใช่ไหม

ประกิต กล่าวต่อว่า ก็ตอนนี้มันยัง แต่ถ้าในอนาคตน่ะไม่แน่ เพราะว่าถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยชักช้า การประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินหรือ กนง.ชักช้า มันจะเกิดเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น คนก็จะดูออกทันทีว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยแบบนี้ สุดท้ายแล้วหนีไม่พ้นต่อให้แบงก์ชาติขึ้นช้าแค่ไหน

ในอนาคตก็ต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย  แล้วเมื่อนั้นปัญหามันจะเกิด เมื่อคุณไปเร่งขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตเศรษฐกิจมันจะรับไม่ได้  อยู่ดี ๆ สมมติปีนี้ไม่ขึ้นแล้วกันปีหน้าไปขึ้นทีเดียว 1% คือทีเดียว 1% มันไม่มีใครรับได้ไง  พอรับไม่ได้มันก็จะเกิด Recession ได้ คือเศรษฐกิจมันก็จะตกสะเก็ดรุนแรง เพราะฉะนั้นการกำหนดนโยบายที่ดีคือต้องส่งสัญญาณที่ชัดเจนออกมาแล้วค่อย ๆ ทำ  แต่ตอนนี้ปัญหาก็คือแบงก์ชาติชักช้ามาแล้วตั้งแต่ต้นปีคืออ่านเกมผิดแบบที่ผมบอก

ดังนั้นช่วงครึ่งหลังของปี ช่วงอีก 4-5 เดือนสุดท้าย เขาก็ต้องเริ่มที่จะเร่งขึ้นดอกเบี้ย แล้วถ้ายังชักช้าอีกก็ต้องไปเร่งในปีหน้าคนก็จะกลัวไง  ดังนั้นท่าทีของแบงก์ชาติจึงเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าแบงก์ชาติยังชักช้าอีกผมเชื่อว่ากระแสเงินทุนจะไหลออกเพราะตรงนี้  เพราะเขากลัวเศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะมีปัญหาจากการเร่งขึ้นดอกเบี้ย

Q : ท่ามกลางบาทที่อ่อนค่าขนาดนี้ หุ้นกลุ่มไหนที่จะได้ประโยชน์สูงสุดแล้วเป็นหุ้นที่น่าเก็บเข้าพอร์ต อาจารย์มองแนะตัวไหน

ประกิต กล่าวต่อไปว่า แน่นอนว่าบาทอ่อน เอากลุ่มที่เราควรต้องหลีกเลี่ยงก็คือกลุ่มที่มีหนี้สิ้นต่างประเทศเยอะ ๆ  พวกโรงไฟฟ้า พวกกลุ่มที่มีการกู้หนี้ยืมสินต่างประเทศเยอะ ๆ  อาจจะต้องหลีกเลี่ยงนิดนึง  แล้วก็กลุ่มที่ค่าเงินบาทที่อ่อนค่ามาตั้งแต่ต้นปีกว่า 10%  ที่จะได้ประโยชน์จริง ๆ  ต้องเป็นกลุ่มส่งออก  ส่งออกอาหารดูน่าสนใจที่สุดแล้ว เหตุผลว่าตอนนี้ราคาวัตถุดิบอาหารมันปรับลดลง

ฉะนั้นกลุ่มส่งออกอาหารต้นทุนเขาก็จะลดน้อยลง อีกกลุ่มหนึ่งก็คือพวกส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จริง ๆ เราก็ต้องเน้นไปที่พวกแผงคอนโทรล พวกแผ่น PCB  ที่เอาไว้เป็นหนึ่งในส่วนประกอบสำคัญของอุปกรณ์ในรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งตอนนี้ดีมานด์รถยนต์ไฟฟ้ามันยังดีมากอยู่

นอกจากนั้นเงินบาทอ่อนแล้วเราก็ต้องมองไปที่อันหนึ่งด้วยก็คือเงินบาทมีสิทธ์ที่จะชะลอการอ่อน แล้วมันจะเริ่มแข็งค่าบ้างเท่ากับว่าเงินเฟ้อในประเทศมีสิทธิ์พีก พอเงินเฟ้อในประเทศมีสิทธิ์พีก กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์เยอะแยะเลยนะ  เช่น กลุ่มพวกที่ Reopen  พวกกลุ่ม  Reopen จะได้ประโยชน์เพราะบาทอ่อนคนก็จะแลกบาทเพื่อเอาเข้ามาเที่ยวในประเทศ พวกโรงแรม พวกสนามบิน รวมไปถึงกลุ่มค้าปลีก ที่ได้จากกำลังซื้อในประเทศที่น่าจะเริ่มดีขึ้นบ้างเพราะเงินเฟ้อมันพีก  แล้วก็กลุ่มอื่น ๆ ที่อาจจะได้ประโยชน์ เช่น พวกกลุ่มร้านอาหาร