ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ทางตัวแทนลูกบ้านในนามนิติบุคคลอาคารชุด โครงการ แอชตัน อโศก สุขุมวิท 21 ได้เข้ามายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมในการเร่งรัดการแก้ไขปัญหาทางเข้า-ออก ของโครงการอาคารชุด แอชตัน อโศกฯ
ยื่นถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี (ด้านกฎหมาย) และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
ในโอกาสเดียวกัน ได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม 3 ฉบับ ประกอบด้วย 1.หนังสือยื่นถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี 2.ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบด้านกฎหมายของรัฐบาล และ 3.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
โดยมีนางสาวสุวีรยา ทองพิทักษ์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ ส่วนประสานมวลชนศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรับหนังสือขอความเป็นธรรมดังกล่าว
นางสาวเยาวลักษณ์ สุลีสถิระ ผู้รับมอบอำนาจนิติบุคคลอาคารชุด แอชตัน อโศกฯ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา นับตั้งแต่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2566 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี 2 เดือนเศษ
พบว่าปัญหาทางเข้า-ออกของโครงการแอชตัน อโศกฯ ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก โดยเจ้าของห้องชุดซึ่งเป็นประชาชนผู้สุจริตที่รับโอนกรรมสิทธิ์และเข้าอยู่อาศัยแล้ว จำนวน 668 ห้องชุด เป็นผู้ได้รับผลกระทบทางตรง และได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินและการซื้อขายเปลี่ยนมือใด ๆ ได้
ในขณะที่ห้องชุดที่มีการกู้เงินมาซื้อจำเป็นต้องผ่อนชำระเงินกู้ตามปกติ ทำให้ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ที่สำคัญมีผลกระทบต่อจิตใจของเจ้าของห้องชุดทั้ง 668 ห้อง ที่สะสมความเครียด และรอคอยอย่างมีความหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรม
ซึ่งต่อมา กระทรวงคมนาคมก็ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาแนวทางในการแก้ไขปัญหาผู้ได้รับผลกระทบการอนุญาตใช้พื้นที่ของ รฟม.ขึ้นมาชุดหนึ่ง โดยมีรองปลัดกระทรวงคมนาคม ตำแหน่งในขณะนั้น (นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์) เป็นประธานคณะทำงาน เพื่อมาช่วยเร่งรัดและติดตามการแก้ปัญหา
ทั้งนี้ ในช่วง 2 ปีเศษที่ผ่านมา ทางนิติบุคคล และลูกบ้าน ได้ประสานงานไปยังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเคยยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมที่สำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2567
นอกจากนี้ ทางนิติบุคคลและลูกบ้านแอชตัน อโศกฯ ยังได้ยื่นหนังสือถึงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เร่งรัดขอให้ รฟม. มีหนังสือหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งปัจจุบันกฤษฎีกามีหนังสือแจ้งกลับมายัง รฟม.และนิติบุคคลอาคารชุดแล้วว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องปฎิบัติตามความเห็นดังกล่าว
โดยสาระสำคัญของความเห็นกฤษฎีกาในเรื่องทางเข้าออก โครงการแอชตัน อโศกฯ ซึ่งมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันกรณีข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป โดย รฟม.ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินเป็นทางเข้า-ออกลานจอดรถสถานีสุขุมวิท ซึ่งถือเป็นการดำเนินการตามวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืนของกิจการรถไฟฟ้าแล้ว
ดังนั้น การอนุญาตให้ประชาชนผู้สุจริตและอาศัยอยู่ในโครงการอาคารชุด แอชตัน อโศกฯ ใช้ทางดังกล่าวเพื่อเป็นทางเข้าออกสู่ถนนสุขุมวิท 21 หรือถนนอโศกมนตรีร่วมกับประชาชนผู้ใช้บริการสถานีรถไฟฟ้าสุขุมวิท จึงไม่กระทบต่อสาระสำคัญและวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืนในที่ดินของ รฟม.


ตัวแทนนิติบุคคล แอชตัน อโศกฯ กล่าวว่า สำหรับการยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมครั้งนี้ อยากให้ท่านนายกฯ อนุทิน, รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านกฎหมาย (ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ), นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
เข้ามาดูแลให้ความช่วยเหลือกับประชาชนผู้สุจริต ที่อาศัยอยู่ในอาคารชุดจำนวน 668 ครัวเรือน และได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาทางเข้าออก
“เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 เวลา 10.30 น. นิติบุคคลได้ไปยื่นหนังสือขออนุญาตใช้ทางต่อ รฟม.แล้ว จึงขอให้ รฟม.พิจารณาอนุญาตให้เป็นไปตามกฎระเบียบและข้อบังคับ เหมือนเช่นโครงการอื่น ๆ” ตัวแทนนิติบุคคล แอชตัน อโศกฯ กล่าวทิ้งท้าย
