บริษัท ลิฟ 24 จำกัด เปิดตัวระบบบริหารพลังงานและสิ่งแวดล้อมอัจริยะผสานเทคโนโลยี AI (Artificial Intelligent) และ IoT (Internet of Things) เข้าด้วยกัน จัดการการใช้ไฟฟ้าและคุณภาพอากาศในโรงงาน ตรวจสอบแบบเรียลไทม์ ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ปฏิบัติงาน ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย พร้อมรับมือมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป
ท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น พลังงานจึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของภาคอุตสาหกรรมไทย ทั้งในมิติของต้นทุนและความยั่งยืนในด้านการผลิต LIV-24 ผู้นำด้านสมาร์ทเทคโซลูชั่นเพื่อความปลอดภัยและเสริมประสิทธิภาพธุรกิจ ใช้ Smart Meter และระบบ IoT ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานความปลอดภัย TIS 62368-1
และมาตรฐานการจัดการพลังงาน NTC TS 5001-2550 ตรวจจับและรายงานการใช้ไฟฟ้าแต่ละจุดแบบเรียลไทม์ ให้เห็นภาพรวมการใช้พลังงานอย่างละเอียด ข้อมูลรวบรวมไว้สามารถนำมาประมวลด้วย AI เพื่อวิเคราะห์แนวโน้ม ค้นหาจุดที่ใช้พลังงานสูงผิดปกติ และคาดการณ์ช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด ช่วยให้สามารถวางแผนปรับเวลาการทำงานของเครื่องจักรได้อย่างเหมาะสม ลดการใช้พลังงานเกินจำเป็นโดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการผลิต ช่วยลดค่าไฟได้สูงสุดถึง 15%
นางสาวนิรมล ดิเรกมหามงคล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลิฟ-24 จำกัด เปิดเผยว่า ค่าไฟฟ้าเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักของโรงงานอุตสาหกรรม การบริหารพลังงานด้วยเทคโนโลยีจึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และลดความเสี่ยงด้านต้นทุนระยะยาว เพราะเมื่อสามารถควบคุมต้นทุนพลังงานได้ โรงงานจะมีต้นทุนการผลิตที่เสถียรกว่าคู่แข่งในตลาด ลดความผันผวนจากค่าไฟฟ้าที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ข้อมูลพลังงานเชิงลึกช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการผลิตล่วงหน้า และลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของเครื่องจักรหรือระบบไฟฟ้า นอกจากนี้ยังนำมาเคราะห์แนวโน้มการใช้พลังงาน และพัฒนาโมเดลคาดการณ์ (Predictive Model) เพื่อบริหารโหลดไฟฟ้าเชิงรุกได้อีกด้วย เช่น คาดการณ์ช่วงพีคและปรับการทำงานของเครื่องจักรโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่โรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory)
อีกหนึ่งฟังก์ชันสำคัญ คือ “Environmental Monitoring System” ตรวจวัดค่าฝุ่นละออง PM2.5, PM10 รวมถึงอุณหภูมิและความชื้นในพื้นที่ เพื่อช่วยโรงงานที่มีความเสี่ยงต่อฝุ่นหรือความร้อนสูง เช่น โรงงานผลิตยา อิเล็กทรอนิกส์ หรือคลังสินค้า โดยสามารถติดตามและปรับสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยตามมาตรฐานอุตสาหกรรมได้ทันที ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน และรักษาคุณภาพการผลิตให้สม่ำเสมอ
ซึ่งข้อมูลจากทั้ง 2 ระบบจะแสดงผลบนแดชบอร์ดเรียลไทม์ ทำให้การใช้พลังงานและคุณภาพอากาศในโรงงานได้ครบถ้วน พร้อมระบบแจ้งเตือนเมื่อพบค่าผิดปกติ เช่น ใช้ไฟฟ้าสูงเกินมาตรฐานหรืออุณหภูมิในบางจุดร้อนผิดปกติ ทำให้แก้ไขปัญหาได้ทันที ลดความเสี่ยงของการหยุดชะงักในธุรกิจ และเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญคอยตรวจสอบและประสานงานเพื่อแก้ไขเหตุผิดปกติได้ทันท่วงที
นอกจากนี้ ข้อมูลทั้งหมดยังนำไปจัดทำรายงานด้านสิ่งแวดล้อม (ESG Report) และเตรียมความพร้อมต่อมาตรการใหม่ ๆ เช่น มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป ที่จะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2026 ซึ่งจะส่งผลต่อผู้ส่งออกในหลายอุตสาหกรรม นวัตกรรมเหล่านี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของอุตสาหกรรมไทยให้พร้อมแข่งขันในเวทีสากล และก้าวสู่การผลิตอย่างยั่งยืนในอนาคต