เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (23 ต.ค. 69) ร่วงลง 1,100 บาท ทองรูปพรรณ 65,050 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (23 ต.ค. 69) ร่วงลง 1,100 บาท ทองรูปพรรณ 65,050 บาท
Meta ขานรับ ดีอี เพิ่มตรวจสอบ สแกนหน้า ก่อนซื้อโฆษณา
Tech Meta ขานรับ ดีอี เพิ่มตรวจสอบ สแกนหน้า ก่อนซื้อโฆษณา
เปิดอินไซต์ผู้บริโภค เมื่อเวชสำอางและวิตามินดันตลาดบิวตี้โต 1.6 แสนล้าน
Uncategorized เปิดอินไซต์ผู้บริโภค เมื่อเวชสำอางและวิตามินดันตลาดบิวตี้โต 1.6 แสนล้าน
‘d-MRV’ ฝีมือไทย ถูกเลือกเป็นแกนหลักโครงการ ‘Low Carbon City’ ของ World Bank
SD ‘d-MRV’ ฝีมือไทย ถูกเลือกเป็นแกนหลักโครงการ ‘Low Carbon City’ ของ World Bank
เริ่มแล้ว! มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 วันนี้ถึง 1 พ.ย. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
Economic เริ่มแล้ว! มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 วันนี้ถึง 1 พ.ย. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
‘เพซ’ พรีเซ้นต์คอนโดวิวสวนลุม ‘นิมิต ลุมพินี’ ชูสถาปัตย์ผสานเวลเนส
Uncategorized ‘เพซ’ พรีเซ้นต์คอนโดวิวสวนลุม ‘นิมิต ลุมพินี’ ชูสถาปัตย์ผสานเวลเนส
เอกนิติ ชูโมเดล “AI นกกระซิบ”ธนาคารโลกเตรียมขยายผลใช้ทั่วโลก
Finance เอกนิติ ชูโมเดล “AI นกกระซิบ”ธนาคารโลกเตรียมขยายผลใช้ทั่วโลก
พลิกโฉมที่ดินบางซื่อ-ตลาดจตุจักร-ท่าเรือคลองเตย ปั้นย่านเศรษฐกิจ ศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่
Real Estate พลิกโฉมที่ดินบางซื่อ-ตลาดจตุจักร-ท่าเรือคลองเตย ปั้นย่านเศรษฐกิจ ศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่
MONEY EXPO 2026 ปลุกเศรษฐกิจเชียงใหม่ “แบงก์ – น็อนแบงก์” จัดโปรฯแรงส่งท้ายปี
Biz Movement MONEY EXPO 2026 ปลุกเศรษฐกิจเชียงใหม่ “แบงก์ – น็อนแบงก์” จัดโปรฯแรงส่งท้ายปี
ยังแฮปปี้ ผนึก สสส. – กทม. ปลดล็อคศักยภาพเศรษฐกิจสูงวัย Silver Economy
Business ยังแฮปปี้ ผนึก สสส. – กทม. ปลดล็อคศักยภาพเศรษฐกิจสูงวัย Silver Economy
ดูทั้งหมด

แอสเซทไวส์แข็งแกร่ง ปี’68-69 พอร์ตภูเก็ตอุ้มรายได้ Peak 2 ปีติดต่อกัน

01 ส.ค. 2568 | 08:12น.
กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์
สัมภาษณ์พิเศษ
ผู้เขียน : เมตตา ทับทิม

ไตรมาส 3/68 ส่งสัญญาณเข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลังอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางปัจจัยกดดันรอบด้าน ถึงแม้เศรษฐกิจจะถดถอยมากแค่ไหน แต่ชีวิตจริงก็ยังมีคนต้องการซื้อบ้านอยู่อาศัยตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นกำลังซื้อคนไทยในประเทศ และกำลังซื้อลูกค้าต่างชาติที่ให้ความนิยมช็อปซื้อโครงการอสังหาริมทรัพย์ในไทย

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW

ในโอกาสครบรอบก่อตั้งบริษัท 20 ปีในปีนี้ ไม่เพียงแต่ปี 2568 จะเป็นปีที่ดีของบริษัท แต่ต้องบอกว่าเป็นปีที่ดีต่อเนื่อง จากการมีแบ็กล็อก (ยอดขายรอโอน) โครงการอสังหาฯในภูเก็ต ช่วงรอยต่อปี 2568-2569 จำนวน 7,000+8,000 เท่ากับ 15,000 ล้านบาท เป็นแบ็กล็อกที่สุดแข็งแกร่ง เพราะตลาดภูเก็ต ลูกค้าเกิน 90-95% เป็นลูกค้าต่างชาติที่มีพฤติกรรมซื้อเงินสด และจ่ายเงินดาวน์ก้อนโต จนอาจกล่าวได้ว่าหมดโอกาสทิ้งดาวน์

Q : 20 ปีแอสเซทไวส์

ทำอสังหาฯปีนี้ครบ 20 ปี ตอนแรกไม่คิดว่าจะมาไกลมาถึงวันนี้ ค่อย ๆ ทำมาเรื่อย ๆ และโฟกัสสิ่งที่เราถนัด ทำให้เราโตขึ้นเรื่อย ๆ แอสเซทไวส์โตมาจากบ้านแนวราบ ในรอบ 20 ปี เราหันมาทำคอนโดมิเนียมในปี 2556 ถึงวันนี้ (ปี 2568) เท่ากับ 12 ปี คอนโดฯตัวแรกชื่อ B Campus และมีหลากหลายแบรนด์ มี Wind, Atmoz, Modiz แต่ตอนนี้คนจำเราได้ แบรนด์คอนโดฯ Cave ตอนนี้พัฒนาไปแล้ว 16-17 Cave Projects ส่วนแอทโมซกับโมดิซ คนก็จำได้เหมือนกัน

ส่วนบ้านแนวราบ มีชื่อแบรนด์ The Honor, The Arbor, Estra และแบรนด์ Charn-ฌาณ ทำเลริมแม่น้ำ เราทำครบทั้งคอนโดฯ และบ้านแนวราบ

ในมุมเรียลเอสเตท เรามี M&A บริษัทที่ภูเก็ต ชื่อ บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ในเดือนกรกฎาคมปีนี้ครบรอบเราไปภูเก็ตครบ 2 ปี และพอร์ตภูเก็ตเติบโตมาก เราเลยแตกไลน์อีกโปรดักต์หนึ่ง ชื่อ Title-ไทเทิล ที่เป็นคอนโดฯในรูปแบบ Leisure Condominium คอนโดฯตากอากาศ ถือเป็นพอร์ตที่ช่วยเสริมรายได้กรุงเทพฯ อยู่เหมือนกัน

สำหรับครึ่งปีแรก ถึงแม้เจอแผ่นดินไหว เจอเรื่องรีเจ็กชันเรตออกมาต่อเนื่อง ไตรมาส 1/68 ผลประกอบการออกไปแล้ว ไตรมาส 2/68 น่าจะเติบโตจากไตรมาส 1 ได้เป็นอย่างดี ถ้าหากคิดว่าเจอสถานการณ์แผ่นดินไหวที่หนักหน่วง เราน่าจะรองรับสถานการณ์ได้ดี และคิดว่าไม่ได้ดรอปจากปีที่แล้วเท่าไหร่ โดยยอดขายครึ่งปีแรกเกินเป้า อยู่ที่ 66% ของเป้ารายได้ทั้งปี

ต้องยอมรับว่าตัวที่เกินเป้าได้ดีเพราะมีพอร์ตภูเก็ตมาช่วย ตลาดภูเก็ตเป็นซีซันนิ่ง ช่วงไฮซีซั่นของเขาคือไตรมาส 4 กับไตรมาส 1 ช่วงที่นักท่องเที่ยวเข้ามา ฝรั่งเข้ามาจับจองคอนโดฯค่อนข้างจะเยอะ ทำให้ครึ่งปีแรก 2568 ของเรามียอดพรีเซลได้ดี

Q : ผลประกอบการยังหล่ออยู่

ถือว่าต้องทำงานอย่างหนัก แก้ไขสถานการณ์ในกรุงเทพฯ ส่วนภูเก็ตก็ทำโปรดักต์ให้ถูกใจผู้ซื้อ

Q : อัพเดตแผนลงทุนครึ่งปีหลัง

เรามีโปรเจ็กต์ที่จะลอนช์ตามที่ประกาศแผนลงทุนไว้เมื่อต้นปี ทั้งในกรุงเทพฯและภูเก็ต โดยภูเก็ตน่าจะมีโปรเจ็กต์เปิดเพิ่มมากกว่าที่เราเตรียมไว้ ในมุมยอดขายเราคิดว่าภูเก็ตจะมาช่วยยอดขายในกรุงเทพฯได้เป็นอย่างดี ส่วนตลาดกรุงเทพฯมองว่าสถานการณ์ช่วงไตรมาส 2/68 ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว เรารู้แล้วว่าคลี่คลายลงแล้ว ไม่มีตึกไหน นอกจากตึก สตง.ตึกเดียวที่ถล่ม เพราะฉะนั้น เราเชื่อมั่นได้เลยว่า ตึกที่ออกแบบมาจาก Code ของ วสท. (วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์) และหน่วยงานกรมโยธาธิการและผังเมือง สามารถรองรับได้เป็นอย่างดี

ส่วนตัวผมก็ไม่เคยเจอแผ่นดินไหวที่แรงขนาดนี้มาก่อน และก็ไม่ได้มีตึกไหนที่เสียหายไป ฉะนั้น คอนโดฯเราก็ไม่ได้เสียหาย ลูกค้าที่ซื้อไปก็มีความเชื่อมั่นในการอยู่อาศัยในคอนโดฯเหมือนเดิมแล้ว

นอกจากนี้ ไตรมาส 2/68 ในเดือนพฤษภาคมก็มีการผ่อนคลายมาตรการ LTV-Loan to Value (บังคับเงินดาวน์แพงในการซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 เป็นต้นไป) มีเรื่องมาตรการลดค่าโอนและจดจำนอง (จาก 3%) เหลือ 0.01% (จากล้านละ 30,000 บาท เหลือล้านละ 300 บาท) กับมีเรื่องการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมา 0.25%

มาตรการ 3 ตัวนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และมาเกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงไตรมาส 2/68 ฉะนั้น ทำให้ตัวเลขในไตรมาส 2/68 กระเตื้องขึ้นจาก 3 มาตรการนี้ และคิดว่าจะส่งผลต่อในไตรมาส 3/68-4/68 ได้

แต่ก็เข้าใจว่ามีผลกระทบจากมาตรการภาษีของทรัมป์มากดดันอยู่พอสมควร ผมมองว่าระยะกลางจนถึงสิ้นปี กลุ่มที่ได้รับผลกระทบยังไม่ได้ปรับตัว แต่เมื่อเขาได้ปรับตัวแล้ว บางตัวที่หายไปแล้ว มีตัวอื่นมาเสริม จะค่อย ๆ รีแลกซ์ขึ้น

และก็ยอมรับว่าอสังหาฯเป็นธุรกิจใหญ่ แต่ก็เป็นธุรกิจที่เป็นปัจจัย 4 แสดงว่าเป็นความจำเป็น เปรียบเทียบกับอาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม ยังไงอสังหาฯมีความต้องการอยู่แล้ว แต่ว่าช่วงนี้ เศรษฐกิจไม่ดีอาจชะลอการซื้อไปบ้าง แต่เมื่อกลับมามีเงินปุ๊บ ถ้าเรายังทำสินค้าบ้านหรือคอนโดฯในราคาที่เหมาะสม ก็ยังเป็นที่ต้องการอยู่ คิดว่าจะค่อย ๆ รีแลกซ์ไป อาจจะใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน

Q : ทราบมาว่าแอสเซทไวส์กำไรดีมาก

กำไรที่ดีมาจากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ซื้อที่ดินได้ในราคาที่เหมาะสม คุมต้นทุนค่าก่อสร้างได้ และขายในราคาที่ไม่ได้แพงเกินไป ลูกค้าชอบ เราตั้งเกณฑ์กำไรเน็ตโปรฟิตไม่ต่ำกว่า 15% เราก็ยังทำได้อยู่ในเกณฑ์นั้นอยู่ เราทำการตลาดให้แม่น หมายความว่าใช้งบฯการตลาดให้น้อยลง แล้วก็บริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่ดีขึ้น ๆ ผมว่ามาจากหลายปัจจัย เมื่อมาจากหลายปัจจัยปุ๊บ ก็ทำให้เน็ตโปรฟิตเราก็ยังเมนเทนเกิน 15% ได้

Q : มีเรื่องรีวิวภูเก็ต ปรับเพิ่ม ?

ภูเก็ตเราทำได้ดีใน 2 ปีที่ผ่านมา (2566-2567) เราเปิดในไฮซีซั่นแรกก็มีแบ็กล็อก 7,000 ล้านบาท ช่วงรอยต่อปี 2567-2568 เราทำแบ็กล็อกได้ 8,000 ล้านบาท รวมแบ็กล็อกสองปีได้ 15,000 ล้านบาท ซึ่งในปี 2568 เริ่มมีการโอนโครงการลีเจนดารี่แล้วช่วงปลายไตรมาส 2/68 ต่อไตรมาส 3/68 ลีเจนดารี่เป็นโครงการที่แอสเซทไวส์เข้าไปร่วมทำงานกับไทเทิล มูลค่าโครงการ 4,500 ล้านบาท ซึ่งโครงการก่อสร้างเสร็จแล้ว ในช่วงไฮซีซั่นนี้หรือปลายปีนี้ก็จะเป็นโปรดักต์ที่รีดดี้ทูมูฟ (RTM-Ready to Move) จะดีกว่าปลายปีที่แล้วที่ฝรั่งมาซื้อแล้วเห็นของเลย ฉะนั้นน่าจะขายดีได้ต่อเนื่อง กับเรามีสต๊อกที่สามารถพัฒนาได้ดี

สำหรับภูเก็ตเป็นการขายผ่านเอเย่นต์ ต้องการความน่าเชื่อถือสูง เพราะการที่จะบอกว่า ใครดี-ไม่ดี ของเรามีแทร็กเร็กคอร์ดที่ดีที่โครงการสร้างเสร็จ เป็น Listed (บริษัทจดทะเบียน) ด้วย ฉะนั้นในปีหน้านี้เราคิดว่าจะเปิดเพิ่มที่ภูเก็ตได้ โตต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ได้ ซึ่งภูเก็ตเป็นตลาดเฉพาะ พึ่งพาตลาดนักท่องเที่ยว ถ้าไปทำกันเยอะต้องระวังด้วยเหมือนกันเพราะต้องมีคู่แข่งขันสูง

ถ้าไปต้องโฟกัสรู้ว่าการขายเป็นแบบไหน การก่อสร้างมีหน้าฝนแบบไหน ทำเลแบบไหน มีเรื่องกฎหมายที่ดินด้วย ที่ไหนเขตป่า เขต ส.ป.ก. ใกล้ทะเลด้วย เอกสารสิทธิก็เป็นอิสชูส์หลักของกฎหมายผังเมือง แต่คิดว่าภูเก็ตยังไปได้อีกไกล เป็นเมืองที่เติบโตได้ในระดับโลก เป็นเมืองที่ใคร ๆ ก็อยากมาอยู่ภูเก็ต

เทรนด์อสังหาฯภูเก็ตยังไปได้ แต่ต้องระมัดระวัง ถ้าเกิดไปแบบสุ่มสี่สุ่มห้า คิดว่าเหมือนอสังหาฯใน กทม. อาจจะไม่ได้ง่าย เหมือนผมไปแรก ๆ ที่ดินทำไมถูกจังเลย ใกล้ทะเล วาละ 70,000 กว่าบาท แต่ที่ดินเอียง (ลาดชัน) อย่างนี้ (หัวเราะ) เราดูจากข้างบนแปลงที่ดินมันแฟลชหมด แต่ของจริงมันเอียงอย่างนี้ ถ้าเกิดใกล้ทะเลมากมีเรื่องสร้างสูงได้ไม่เกินกี่เมตร ๆ มีเรื่องเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. ที่มาของโฉนดอีก มี 6-7 มิติ ถ้าเราเอาโนว์ฮาวของกรุงเทพฯไป ไม่ได้ง่าย ไปได้ในระยะยาว แต่ต้องระมัดระวัง

Q : แผนธุรกิจในกรุงเทพฯครึ่งปีหลัง

ตลาดกรุงเทพฯ เรามีอินเวนทอรี่ โปรดักต์ที่สร้างเสร็จแล้ว 9,000 กว่าล้านบาท ปีนี้รวมภูเก็ตด้วย เราจะมีของเสร็จ (พร้อมอยู่ พร้อมโอน) 14,000 ล้านบาท เราก็เปิดอีกแค่ 5 โครงการ คิดว่าปี 2569 ถ้าสถานการณ์ยังเป็นอย่างนี้อยู่ เราอาจจะเปิดอีก 5 โครงการ ถือว่าไม่ได้น้อยลง และมีของที่พร้อมจะเสร็จ ไม่ต้องสร้างใหม่เพิ่มเติมมากก็ได้ ถ้าสถานการณ์กลับมาดี เราจะเปิดเพิ่มมากขึ้น

ตลาดกรุงเทพฯ เราคิดว่าเป็น Wait & See ภาพโดยรวม แต่มีบางโครงการที่น่าจะเป็นภาวะซัพพลายหมดแล้ว เราก็เฝ้าระวังอยู่ ถ้าไม่ได้แย่ไปมาก ไม่ได้มีอะไรที่แบบว่า โอ้โห เป็นวิกฤตมาก เราอาจจะพิจารณาเข้าไปเจาะเป็นบางทำเล และต้นทุนน้ำมันไม่ได้ขึ้น แต่ค่าแรงปรับขึ้น สำหรับผมคิดว่าค่าแรงปรับขึ้น 400 บาท ค่าแรงไม่ได้เป็นอะไรสำหรับเรียลเอสเตท จริง ๆ ผมเชียร์ให้ปรับ แต่ว่าปรับเฉพาะเรียลเอสเตท ธุรกิจอื่นที่ใช้แรงงานเยอะก็อีกเรื่องหนึ่ง

แต่ธุรกิจเรียลเอสเตทในบาลานซ์ชีต 100% เป็นคอสต์หลักคือที่ดินกับสิ่งปลูกสร้างสัดส่วน 60% ถ้าเป็นสิ่งปลูกสร้างอาจจะ 40% และก่อสร้างอีก 20-25% สแกนในต้นทุนก่อสร้าง 40% ถ้าดูดีเทลจะเป็นค่าวัสดุ 70% ค่าแรงแค่ 30% คำนวณ 4×3=12% นั่นคือค่าแรงเป็น 12% ของราคาสินค้า การปรับค่าแรงขึ้นต่ำวันละ 400 บาท ต่อให้ปรับขึ้น 10% ก็เท่ากับต้นทุนเพิ่มขึ้น 1.2% คอนโดฯจะแพงขึ้นแค่ 1.2% เรากำไรน้อยลง 1.2% เราไปปรับต้นทุนอันอื่นให้ชดเชย 1.2% นี้ได้

ฉะนั้น ผมไม่ได้เชียร์การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แต่พอปรับขึ้นแล้ว ผมมองว่าผลกระทบกับอสังหาฯไม่ได้เยอะ แต่ธุรกิจอื่น ๆ อาจกระทบ แต่อสังหาฯไม่กระทบ ไม่ว่ากันเนาะ คิดว่าเดี๋ยวเราต้องปรับตัว นำเทคโนโลยีมาใช้ หรือปรับโปรดักติวิตี้ของแรงงาน

Q : ครึ่งปีหลังอะไรบริหารยากที่สุด

ในครึ่งปีหลัง แอสเซทไวส์มีโครงการที่กำลังก่อสร้างเยอะ ในเรื่องการเงินต้องระมัดระวัง ต้องใส่เงินก่อสร้างให้เรียบร้อย ก่อสร้างเสร็จส่งมอบให้ลูกค้าได้ อันนี้ถือเป็นสิ่งที่เป็นคอมมิตเมนต์ ซึ่งทุกดีเวลอปเปอร์ก็คงจะทำ และแอสเซทไวส์ก็โฟกัสในเรื่องการทำงานก่อสร้างโครงการที่เปิดแล้ว และขายแล้วให้เสร็จตามแผน ตามกำหนดที่คอมมิตไว้กับลูกค้า

โครงการที่เปิดขายใหม่ก็เริ่มงานก่อสร้าง ก็ต้องมีเงินใหม่ใส่เข้าไปอีก รวมถึงคอร์ปอเรตไฟแนนซ์ทั่วไป ต้องระมัดระวังแคชโฟลว์ ต้องระวังรีเจ็กต์เรตที่ลูกค้าซื้อแล้ว ต้องระมัดระวังว่ากู้ผ่านไหม อาจจะประมาณไว้เดิมเฉลี่ย 30-40% ตอนนี้อาจเฉลี่ยไปถึง 50% ในตลาดกลาง-ล่าง

แต่กู้ไม่ผ่าน 50% จริง ๆ เขาไม่ได้ยกเลิกหมดนะ แต่ว่าใช้เวลาในการแก้เคส เช่น หาผู้กู้ร่วม หารายได้เพิ่มมา หรือหาเงินส่วนต่างเพิ่มอีกหน่อยหนึ่ง ผมคิดว่าถ้าสถานการณ์รีแลกซ์ ในไตรมาส 3-4 นี้ ธปท.อาจจะลดดอกเบี้ยนโยบายอีกสัก 0.25% อาจช่วยทำให้การผ่อนมันคัฟเวอร์กัน เพราะฉะนั้น ในฝั่งลูกค้าเราก็ระมัดระวังเรื่องรีเจ็กต์เรต ฝั่งคอร์ปอเรตเราระมัดระวังเรื่องแคชโฟลว์เป็นหลักว่าบริหารจัดการให้ดี

เรื่องเงินเป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญสูงที่สุด เรื่องบอนด์ด้วย แอสเซทไวส์จะมีบอนด์ที่ครบกำหนดชำระในช่วงปลายปีอีก 600 กว่าล้านบาท ซึ่งเราก็ต้องเตรียมเงินของเราไม่ได้เยอะ ปี 2569 ทั้งปีเราก็มีบอนด์ครบอีกแค่ 1,600 กว่าล้านบาท ทั้งหมดของแอสเซทไวส์มีบอนด์แค่ 4,000 กว่าล้านบาท ไม่ได้เยอะ เราจะมีวินัยทางการเงินในการบริหารจัดการหนี้ตัวนี้ แต่ก็ไม่ได้ง่าย เพราะตัวอื่นอาจจะมีปัญหา ในภาพรวมอาจจะมีปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นก็มุ่งไป เราก็ต้องเตรียมเงินให้เพียงพออีกบล็อกหนึ่ง อีกกลุ่มหนึ่งไว้รองรับขณะช่วงเราออก (บอนด์) แล้วมีปัญหา

อัตราดอกเบี้ย 5% กว่า เกือบ 6% เครดิตเรตติ้งเราอินเวสต์เมนต์เกรด BBB-โพซิทีฟ แต่ก็มีแนวโน้มจะปรับเครดิตเรตติ้งสูงขึ้นได้ แต่ก็เข้าใจสถานการณ์แบบนี้ว่าจะระมัดระวังเรื่องอสังหาฯในภาพรวม เรื่องเรตติ้งเราอาจจะยังไม่ปรับในตอนนี้ แต่แค่นี้ก็ถือว่าดีมาก ๆ แล้ว

Q : เราออกหุ้นกู้มาละลายต้นทุนการเงิน

หุ้นกู้มาช่วยในบางครั้ง เช่น มีที่ดินเข้ามา เราก็ออกหุ้นกู้เสริม หรือช่วงที่มีรีเจ็กชันเรตก็จะเป็นเงินอีกก้อนหนึ่งที่จะมาผ่อนคลายให้ได้ แอสเซทไวส์ตอนนี้มีนโยบายที่ไม่ได้เพิ่มหุ้นกู้ ถ้าผลประกอบการออกมาเรื่อย ๆ อีควิตี้หรือเงินจะออกมาเรื่อย ๆ ทำให้อัตราส่วนหนี้ต่อทุน โดยเฉพาะหุ้นกู้มีสัดส่วนลดลง ถ้าเรายังแค็ปไว้ ไม่ออกหุ้นกู้เพิ่ม ซึ่งตอนนี้ Governance หนี้สินต่อทุนของแอสเซทไวส์จะแค็ปไว้ที่ 2.5 เป็นหนี้ที่มีดอกเบี้ย ปัจจุบันเราอยู่แค่ 1.4 ถ้าเทียบกับ 2.5 ถือว่าต่ำ ถ้ามีอะไรฉุกเฉิน เราออกหุ้นกู้เพิ่มก็ถือว่าไม่ได้ผิด Governance แต่ว่าคงไม่ได้ออกมา เพราะออกมาก็เป็นต้นทุนการเงิน เพราะฉะนั้น เราเน้นระบายสต๊อกดีกว่า ถ้าขายได้มาก็เป็นเงินสดกลับมา

สิ่งที่ต้องเตรียมไว้คือเตรียมเงินที่จะรองรับวงเงินธนาคาร แอสเซทไวส์ค่อนข้างมีวินัยทางการเงิน โปรเจ็กต์ที่เราสร้าง เราจะได้พรีไฟแนนซ์ (สินเชื่อผู้ประกอบการ) ทุกโปรเจ็กต์ ใช้สถาบันการเงินเป็นตัวไฟแนนซ์ ไม่ได้ออกหุ้นกู้มาเป็นตัวใช้จ่าย ก็เป็นหลักง่าย ๆ ของการลงทุนคือเงินยาว คือใช้ลงทุนในโปรเจ็กต์ที่ยาว เงินสั้นก็ใช้สถาบันการเงินที่สั้น

เพราะฉะนั้น การทำโครงการเป็นลองเทอม ก็จะใช้เงินแบงก์ เราจะแมตช์แบงก์ทุก ๆ โครงการ