“เฟรเซอร์ส” ใช้ SROI เครื่องมือประเมินโครงการเพื่อสังคม
SROI หรือ Social Return on Investment เป็นเครื่องมือประเมินความคุ้มค่าทางสังคม เพื่อวัดผล หรือประเมินความคุ้มค่าของโครงการเพื่อสังคมต่าง ๆ ที่สามารถนำไปใช้ในหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ทั้งที่เป็นองค์กรแสวงหากำไร และองค์กรไม่แสวงหากำไร
เครื่องมือนี้เกิดขึ้น เนื่องจากปัจจุบันการทำโครงการเพื่อสังคมส่วนใหญ่จะมองเพียงแค่ผลลัพธ์ในเรื่องของปริมาณ ทั้งจำนวนผู้มีส่วนร่วม หรือดูผลลัพธ์ว่ากิจกรรมที่ทำนั้นเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้มากน้อยเพียงใด โดยยังไม่ได้ติดตามการเปลี่ยนแปลง หรือดู Impact ที่เกิดขึ้นหลังจากโครงการจบลง หรือสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมอย่างไรบ้าง หรือทำให้โลกนี้ดีขึ้นหลังจากนั้นอย่างไร
“สกุลทิพย์ กีรติพันธวงศ์” กรรมการและเลขาธิการสมาคมผู้ประเมินมูลค่าทางสังคมไทย อธิบายถึงเครื่องมือ SROI ว่า หลายครั้งเรามีความตั้งใจอยากจะส่งมอบสิ่งดี ๆ เพื่อสังคม แต่น้อยมากที่จะวัดว่าพอทำไปแล้ว ชุมชน สังคม เกิดผลตอบแทนที่ดีอย่างไรบ้าง ? คุ้มค่ากับความตั้งใจที่เราทำไหม ? หรือคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่เราบริจาคไปหรือไม่ ?

“SROI จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทำให้คนที่เป็นสายพัฒนาสังคม นำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้เพื่อวัดว่าโครงการที่ทำมีประสิทธิผล หรือประสิทธิภาพหรือไม่ ซึ่งตัวเครื่องมือนี้ในต่างประเทศมีการใช้งานอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอังกฤษ เป็นประเทศแรกที่ลุกขึ้นมาขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวผ่านกฎหมาย SOCIAL VALUE ACT ในปี 2555 และหากมองภาพรวม ตอนนี้เรามีนักประเมินมูลค่าทางสังคมที่ตรวจสอบโครงการเพื่อสังคมต่าง ๆ เป็นเครือข่ายทั่วโลกอยู่ 60 ประเทศ ไม่เท่านั้น ยังมีเครือข่ายนักลงทุนที่สนใจเกี่ยวกับการทำเพื่อสังคมอยู่อีกจำนวนมาก”
สำหรับประเทศไทย SROI เริ่มขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2560 แต่เพิ่งจดทะเบียนก่อตั้งสมาคมผู้ประเมินมูลค่าทางสังคมไทยอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2566 บทบาทของเราคือสร้างผู้ประเมิน ซึ่งส่วนใหญ่จะทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยไทย เพื่อช่วยองค์กรต่าง ๆ ดูภาพรวมกรอบนโยบายมีความโปร่งใส และจะสร้างประโยชน์แก่สังคมอย่างไรบ้าง รวมถึงการวัดผลลัพธ์ต่าง ๆ ของโครงการสังคม
“ถึงแม้จะพยายามขับเคลื่อนการวัด SROI มากว่า 6 ปี แต่มีน้อยองค์กรที่ใช้เครื่องมือนี้ เพราะส่วนใหญ่จะมุ่งเป้าไปที่การทำ ESG Report ต่าง ๆ ซึ่ง SROI ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่เป็นตัวเลือก แต่ถ้าถามว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ อย่างแรกคือ เรากำลังอยู่ในยุคของโลกเดือด
อีกทั้งระบบเศรษฐกิจเริ่มไม่มั่นคง สังคมเริ่มอ่อนแอ สิ่งแวดล้อมเกิดวิกฤตต่าง ๆ วันนี้ ตั้งคำถามง่าย ๆ ว่ากิจกรรมที่เราขับเคลื่อนเพื่อสังคมไปตอบโจทย์ แก้ปัญหาสังคมหรือไม่ ไม่เช่นนั้นคนที่พยายามทำก็ทำไป แต่ปัญหาสังคมยังเกิดขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องนี้ต้องวัดผลได้”
ยกตัวอย่าง โครงการที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ อย่างการสร้างฝาย หรือปลูกป่า โครงการเหล่านี้เกิดจากความตั้งใจของทุกฝ่าย ทั้งการสร้างฝาย เพื่อช่วยเกษตรกรเก็บรักษาน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก หรือปลูกป่าเพื่อต้องการเพิ่มพื้นที่ป่า แต่ต้องยอมรับว่าบางองค์กรมองผลลัพธ์ไปที่จำนวนฝายที่สร้าง หรือจำนวนต้นไม้ที่ปลูกก่อนเป็นหลัก
แต่ยังมีปัญหาอื่น ๆ ที่ต้องศึกษาเพิ่ม เช่น แต่ละพื้นที่ต้องดูทิศทางของน้ำ ดูเรื่องผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพด้วยว่าทำแล้วดีต่อระบบนิเวศที่กล่าวมาไหม ไม่ใช่ทำแล้วถือว่าโครงการสำเร็จ
“สกุลทิพย์” กล่าวต่อว่า SROI จึงเป็นเครื่องมือเพื่อช่วยประเมินโครงการ ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ ควรจะต้องมีการศึกษาอย่างรอบด้าน เช่น ถ้าจะสร้างฝาย ต้องศึกษาพื้นที่ก่อนว่าเหมาะสมกับการทำฝายหรือไม่ และเมื่อทำแล้วระบบนิเวศจะเป็นอย่างไร จะเกิดผลดี หรือผลเสียอะไรบ้าง ชุมชนได้ประโยชน์อย่างไร องค์กรที่ทำโครงการนี้ได้ผลลัพธ์อย่างไรบ้าง
“ดิฉันเชื่อว่าในอนาคต SROI จะเป็นเครื่องมือที่เข้ามามีบทบาทต่อภาคธุรกิจเพิ่มมากขึ้น เพราะสามารถต่อยอดไปถึงการประเมินผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับสินค้า และบริการอื่น ๆ ของภาคธุรกิจได้อีกในอนาคต จึงต้องขับเคลื่อนกันต่อไป ตอนนี้บริษัทใหญ่ ๆ ยังใช้เครื่องมือตัวนี้น้อย ส่วนใหญ่จะทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยเป็นหลัก ก็เลยคาดหวังว่าจะเป็นหนึ่งในทางเลือกของการพัฒนาสังคมต่อไป”
โดยบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในภาคเอกชนที่นำ SROI มาใช้วัดผลการขับเคลื่อนโครงการเพื่อสังคมของบริษัทตั้งแต่ปี 2563 ตัวอย่างโครงการล่าสุดที่นำมาวัด SROI คือ กิจกรรมรับบริจาคเลือด “มิตรให้โลหิต ต่อชีวิตให้กัน” ที่จัดขึ้นทุก ๆ 3 เดือน โดยใช้สามย่านมิตรทาวน์ เป็นศูนย์รับบริจาคโลหิตเพื่อสนับสนุนภารกิจสภากาชาดไทย
“สาริษฐ์ ไตรโรจน์” รองกรรมการผู้จัดการ สื่อสารองค์กรและแบรนดิ้ง บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การวัด SROI ทำให้มองภาพโครงการรอบด้านมากขึ้น อย่างโครงการบริจาคเลือด เราอาจจะมองว่าเป็นโครงการที่ดีไม่ส่งผลเสียกับใคร
แต่ถ้ามองถึงปัญหาคือจะมีผู้บริจาคหลายรายที่ไม่สามารถบริจาคได้ เพราะบางคนเลือดจาง หรือถ้าหากเตรียมตัวมาไม่ดี นอนไม่พอ อาจส่งผลต่อสุขภาพ หรือการติดเชื้อต่าง ๆ กลายเป็นว่าบริจาคแล้วป่วย

ขณะที่เลือดบางส่วนที่รับบริจาคมาอาจไม่ได้ตามมาตรฐาน ทำให้ไม่สามารถนำไปใช้ต่อได้ ฉะนั้น เฟรเซอร์สเองจึงต้องวางแผนการทำงานใหม่ ทั้งการสื่อสาร การให้ข้อมูลความรู้ การเตรียมตัวสำหรับผู้บริจาค หรือการคัดกรองต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนโครงการ
“สำหรับปีล่าสุด มีผู้ร่วมบริจาคมากกว่า 1.4 พันคน จากที่ผ่านมามีแค่หลักร้อยกว่าคน และผลจากการจัดกิจกรรมมาทั้งหมด 15 ครั้ง สามารถระดมโลหิตส่งต่อให้กับสภากาชาดไทย 5,543,350 ซีซี และเมื่อเข้าประเมินผลตอบแทนทางสังคม (SROI) พบว่าการลงทุนในโครงการนี้ ทุก ๆ 1 บาทก่อให้เกิดคุณค่าทางสังคมถึง 4.5 บาท หรือให้ผลตอบแทนจากการลงทุนถึง 4.5 เท่า
ทั้งยังสร้างคุณค่าทางสังคมที่หลากหลายให้กับหลายกลุ่ม ได้แก่ ผู้บริจาคโลหิต เพราะการบริจาคโลหิตมีการคัดกรอง จึงทำให้รับรู้สัญญาณของโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ อีกทั้งผู้บริจาคยังได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ”
นอกจากนี้ การบริจาคยังสร้างความพึงพอใจ และความสุขใจในการช่วยเหลือผู้อื่น รวมถึงอาสาสมัคร การร่วมมือและเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมบริจาคโลหิตส่งเสริมคุณค่า และความภาคภูมิใจในชีวิต และการทำงานของพนักงาน ตลอดจนร้านค้า หรือชุมชนรอบข้าง เพื่อสร้างคุณค่าทางสังคมผ่านการเพิ่มขึ้นของยอดขาย ซึ่งมาจากการเพิ่มขึ้นของการเยี่ยมชม และการใช้จ่ายในพื้นที่
“เฟรเซอร์สฯมองว่า SROI จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะนำมาใช้ในการขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ ของบริษัทมากขึ้น ซึ่งผ่านมามีการนำ 2 โครงการเข้าประเมินแล้ว คือ โครงการ Classrom Makeover เพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้พิการทางสายตา ในพื้นที่พัทยา และโครงการภายในอย่าง Run For Friends เพื่อชวนพนักงานมาวิ่ง และทุก ๆ ระยะทาง 1 กิโลเมตร บริษัทจะสมทบเงินเข้ากองทุนพิเศษเพื่อช่วยเหลือพนักงาน และครอบครัว ในส่วนที่สวัสดิการไม่ครอบคลุม”