บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO ผูผลิต FMCG แห่งนวัตกรรมสัญชาติไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน ประกาศโรดแมปการเดินทางสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ. 2593 (Net Zero 2050)
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสคุยกับ กัสมา ธรฤทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาบรรจุภัณฑ์และพัฒนาองค์กรเพื่อความยั่งยืน บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) ถึงเส้นทางและจุดมุ่งหมายในครั้งนี้
กัสมาเล่าว่า การคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ชีวิตของทุกคนดีขึ้น คือความตั้งใจของชาว NEO เพราะนอกจากความสะดวกสบายแล้ว เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญไม่แพ้กัน

บริษัทจึงนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาขับเคลื่อนในทุกกระบวนการจากต้นทางสู่ปลายทาง เพื่อให้แนวคิดด้านความยั่งยืนกลายเป็นจริง ผลลัพธ์คือผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อทั้งผู้บริโภคและดีต่อโลก ซึ่งสะท้อนถึง DNA และวิถีปฏิบัติในการเดินทางสู่เป้าหมาย Net Zero
ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการการขยายโรงงานที่คลอง 13 ด้วยงบประมาณรวม 2,400 ล้านบาท ในปีนี้การดำเนินการเฟส 1 ใกล้แล้วเสร็จ ขณะที่เฟส 2 ยังคงต้องรอดูสถานการณ์ เนื่องจากปัจจุบันทุกอย่างผันผวนอย่างรวดเร็ว บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มระบบอัตโนมัติมากขึ้น เพื่อรองรับเป้าหมายในอนาคต
โดยส่วนที่ขยายเป็นพื้นที่โรงงาน ออกแบบเป็นพื้นที่สีเขียว มีการทำ Biodiversity โดยจัดสรรพื้นที่ 3 ไร่ เป็นสวนการเรียนรู้ ใช้เทคโนโลยี 3D Printed คาร์บอนต่ำและวัสดุเหลือใช้ ซึ่งช่วยลดขยะได้ 10% และจากการใช้วัสดุเหลือใช้สามารถลดคาร์บอนได้ถึง 80%
นอกจากนี้ ยังมี Waste Hub เพื่อจัดการขยะอย่างเป็นระบบ นีโอตั้งใจให้พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่เชื่อมโยงกับชุมชนโดยรอบ คาดว่าจะเปิดให้บริการภายในปี 2569 โดยมีแนวคิดในการสร้างพื้นที่ให้เป็นโคกหนองนาขนาดเล็ก
กัสมา กล่าวถึงด้านความยั่งยืน ต้องเริ่มจากต้นน้ำ ด้วยการให้ความสำคัญกับ ็น้ำิ เป็นหลัก เช่น การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ใช้น้ำน้อยในการซักล้าง กันแดดที่เป็นมิตรต่อปะการัง และ N-Capsule ที่ใช้วัสดุ Biodegradable เพื่อไม่ให้เกิดไมโครพลาสติก
ซึ่งนีโอสามารถบรรลุเป้าหมายปล่อยน้ำเสียจากโรงงานเป็นศูนย์ (ZERO Water Discharge) นำมารีไซเคิลหมุนเวียนใช้มาหลายปีแล้ว และปัจจุบันกำลังดำเนินการสู่เป้าหมาย Zero Waste to Landfill รวมไปถึงลดใช้ Virgin Plastic ได้แล้วถึง 22% หรือคิดเป็น 1,698 ล้านชิ้น เทียบเท่าขวดน้ำ 85 ล้านขวด ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายที่วางไว้
สำหรับผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของบริษัท ปัจจุบันมีการใช้สูตรที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติเฉลี่ย 78% และเป็นสูตรออร์แกนิก 26% โดยแบ่งเป็น 4 พอร์ตหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในบ้าน (ไฟน์ไลน์ สมาร์ท โทมิ) 44% ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล (บีไนซ์ ทรอส วีไวต์ เอเวอร์เซ้นส์) 28% ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กและทารก (ดีนี่) 28% และผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยง (เลิฟลี่เทล) ซึ่งเป็นพอร์ตใหม่ โดยให้เหตุผลว่าปัจจุบันผู้บริโภคหันมานิยมผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมากขึ้น
Net Zero 2050
เป้าหมาย Net Zero 2050 ของบริษัทมีคอมมิตเมนต์อย่างน้อย 20% ภายในปี 2030 พร้อมเพิ่มสัดส่วนรีไซเคิล (ประเภทขวดพลาสติก PP PE) ให้ได้ 10% ของพอร์ตทั้งหมด ปัจจุบันบริษัทใช้พลังงานทางเลือกจากโซลาร์เซลล์ 22% จากเป้าหมาย 40% โดยไม่ได้ซื้อพลังงานสะอาดจากภายนอก
กัสมาเล่าต่อว่า เรื่องที่ยากที่สุดคือการลดการปล่อย GHG โดยเฉพาะส่วนของผลิตภัณฑ์ที่รีไซเคิลยากที่สุดยังคงเป็นซองมัลติเลเยอร์
สำหรับ Scope 3 ปีแรกบริษัทสามารถลด GHG ได้ 1.9 ตันคาร์บอน หรือคิดเป็น 65% ซึ่งจุดที่ท้าทายที่สุดยังคงเป็นเรื่องน้ำมันปาล์ม RSPO และการเปลี่ยนน้ำมันเตาเป็น LNG เป็นตัวหลัก
ในฐานะที่นีโอเป็นบริษัทคนไทย จึงไม่อยากทอดทิ้งและดูบริบทเป็นหลัก โดยใช้เม็ดพลาสติกของไทยผลิตในไทยเพื่อลดการนำเข้าและลดการขนส่ง
ในเรื่องบทบาทความยั่งยืนใน FMCG กัสมายกตัวอย่างว่า ทุกคนมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน เพียงแต่มีคอมมิตเมนต์ที่แตกต่างกัน
นีโอมองว่า Brand’s Owner เดินหน้าไปเร็ว เมื่อเทียบกับประเทศที่ประกาศ NDC โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปูน เหล็ก ยังค่อนข้างประสบปัญหาหนัก
นวัตกรรมความยั่งยืน
นวัตกรรมที่จับต้องได้ในผลิตภัณฑ์ของ NEO อาทิ ผลิตภัณฑ์ซักผ้า (ไฟน์ไลน์, ดีนี่) ที่มีสูตร Biodegradable และ Quick Rinse ช่วยประหยัดน้ำถึง 3 เท่า, ผลิตภัณฑ์กันแดด (บีไนซ์, วีไวต์) สูตร Coral Friendly, ผลิตภัณฑ์เพอร์ฟูมสเปรย์, ล้างจาน, ทำความสะอาด (ทรอส, สมาร์ท, โทมิ, เลิฟลี่เทล) ที่ผลิตด้วยเทคนิค Cold Process ช่วยลดการใช้พลังงานและลดคาร์บอนตั้งแต่ต้นทาง
ผลิตภัณฑ์น้ำหอม (เอเวอร์เซ้นส์) ที่พัฒนาสูตร Water Base และลดระยะเวลาการพักสินค้าในห้องเย็น (Aging Time Reduction) ช่วยประหยัดพลังงาน และผลิตภัณฑ์อาบน้ำ (บีไนซ์) ที่ออกแบบให้ทุกชิ้นส่วนของบรรจุภัณฑ์สามารถแยกเพื่อนำไปรีไซเคิลได้
สำหรับความก้าวหน้าในการขับเคลื่อน ESG ปัจจุบัน NEO บรรลุเป้าหมายการปล่อยน้ำเสียเป็นศูนย์ (ZERO Water Discharge) และลดการใช้ Virgin Plastic ได้แล้วถึง 22% ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายที่วางไว้ พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายลดการใช้ PVC 100% ภายในปี 2568 อย่างต่อเนื่อง
สำหรับเป้าหมายระยะต่อไปภายในปี 2573 บริษัทมุ่งเพิ่มการใช้วัสดุรีไซเคิลเป็น 10%, เพิ่มพลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์เป็น 40%, ลดก๊าซเรือนกระจกลงอย่างน้อย 20% และทำให้บรรจุภัณฑ์ทั้งหมดรีไซเคิลได้ 100%
ทั้งหมดนี้ดำเนินควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐาน Green Factory, การลดอุบัติเหตุ และการเคารพสิทธิมนุษยชน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายหลักคือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593
SustainNEOvation
เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน นีโอ ได้จัดงานเพื่อสื่อสารนวัตกรรมความยั่งยืนสู่คนรุ่นใหม่และสังคมในวงกว้างที่สามย่านมิตรทาวน์ โดยถอดรหัสแนวคิด “ทำจริง-ทำต่อเนื่อง-ครบทุกความใส่ใจ” พร้อมแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนหลักการ ESG ให้กลายเป็นแผนงาน (Roadmap) และตัวชี้วัด (KPI) ที่จับต้องได้ ผ่าน 6 โซนพิเศษที่ถอดรหัสเส้นทางความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ซึ่งคิดมาอย่างครบวงจร
ตั้งแต่สูตรผลิตภัณฑ์ถึงบรรจุภัณฑ์ช่วยให้การรักษ์โลกเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยและดูแลโลกเพื่อคนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน
โดยสนับสนุนอุปกรณ์ให้กับนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ ภายใต้แนวคิด “Innovation from Care to Care” ซึ่งเป็นแก่นสำคัญของธุรกิจ โดยเริ่มจากต้นน้ำด้วยการให้ความสำคัญกับ “น้ำ” เป็นหลัก เช่น การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ใช้น้ำน้อย กันแดดที่เป็นมิตรต่อปะการัง และ N-Capsule ที่ใช้วัสดุ Biodegradable เพื่อไม่ให้เกิดไมโครพลาสติก โดยมุ่งเน้นยกระดับคุณภาพชีวิต โดยการออกแบบหรือพัฒนาต้องคิดตั้งแต่ต้นทาง

กัสมากล่าวทิ้งท้ายว่า NEO มีเป้าหมายสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นว่า การรักษ์โลกสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน เพียงหันมาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตด้วยกระบวนการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และบรรจุภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิล (rHDPE)
และที่สำคัญไปกว่านั้น แนวทาง ESG ของ NEO ไม่ได้ทำแค่ในโรงงาน แต่มุ่งมั่นมอบองค์ความรู้ให้กับชุมชนอย่างครบวงจร ตั้งแต่การทำเกษตรในพื้นที่นีโอแคร์ ฟาร์มสุข ไปจนถึงการแปรรูปพลาสติกเหลือใช้เพื่อสร้างอาชีพและต่อยอดสู่การจำหน่ายออนไลน์ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืน
“หัวใจของเราคือการทำให้ความยั่งยืนจับต้องได้ในทุกผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นการซักผ้า อาบน้ำ หรือทำความสะอาดบ้าน ทุกการกระทำคือการดูแลโลกไปพร้อมกัน นี่คือความใส่ใจที่เราส่งมอบให้ในทุก ๆ วัน”


