Skip to content

ระเบิดเวลา ‘ประกันสังคม’ เดิมพัน 24.8 ล้านคน-เงินกองทุน 2.9 ล้านล้าน

30 ม.ค. 2569 | 14:12น.
ระเบิดเวลา ‘ประกันสังคม’ เดิมพัน 24.8 ล้านคน-เงินกองทุน 2.9 ล้านล้าน

ร้อนเดือดเลือดพล่าน เมื่อสำนักงานประกันสังคม (สปส.) สังกัดกระทรวงแรงงาน กำลังถูกตรวจสอบ ด้วยฐานข้อมูล ข้อเท็จจริง และอารมณ์ความรู้สึกของผู้ประกันตนที่มีส่วนได้เสียถึง 24.5 ล้านคน

รวมถึง “ความท้าทาย” จากทุกทิศถึงความเป็นมืออาชีพในการบริหารเงินกองทุนก้อนใหญ่ขนาด 2.9 ล้านล้านบาท

ทิศทางของ สปส.กำลังถึง “จุดเปลี่ยน” แต่จะจบในรูปแบบไหน ? อย่างไร ? เวลาจะบอกทุกคน

สปส.กับคะแนนเสียงเลือกตั้ง

นายธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ ที่ปรึกษาอิสระด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) ให้ความเห็นว่า สปส.ตกเป็นข่าวใหญ่ในทุกวัน ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ กำลังเป็นระเบิดเวลาที่น่าจับตา

ในแง่การเมือง คนวัยทำงานในฐานะ “ผู้ประกันตน” ที่มีส่วนได้เสียกับเงินกองทุนสะสมที่ถูกหักทุกเดือน เริ่มรู้สึกคล้อยตาม ทำให้หลายพรรคการเมืองหันมาชูนโยบายจะยกเครื่อง สปส.

ยิ่งวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ใกล้เข้ามา กระแสการหาเสียงจากจุดอ่อน สปส.กลับยิ่งร้อนแรง เพราะโจทย์ใหญ่ของพรรคการเมือง นอกเหนือจากการแก้รัฐธรรมนูญ แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ยังมีเรื่องของการแก้คอร์รัปชั่นอีกด้วย

เป็นจังหวะเดียวกับที่ “รักชนก ศรีนอก” นักการเมืองสังกัดพรรคประชาชน ได้ตอกย้ำบทบาทตัวเองที่เปิดประเด็นความไม่โปร่งใสของ สปส.มาตั้งแต่แรก โดยเฉพาะเรื่องการใช้งบประมาณที่ไม่เหมาะสม

จึงเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ของศึกการเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจาก “ฐานเสียง” ผู้ประกันตนมีจำนวนมหาศาล ทั้งเป็นคนรุ่นใหม่ สามารถชี้เป็นชี้ตายในทุกคะแนนเสียง

อัดอั้นใจจ่ายสมทบเพิ่ม

ขณะที่ สปส.ประกาศปรับขึ้นเงินสมทบประกันสังคมมาตรา 33 จาก 750 บาท เป็น 875 บาทต่อเดือน จากฐานเงินเดือน 17,500 บาทขึ้นไป ตามมติคณะรัฐมนตรีที่ให้ปรับเพดานค่าจ้างใหม่ เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 เป็นต้นไป

เป็นอีกประเด็นที่ผู้ประกันตน มีคำถามหยั่งเชิง อาทิ หาก สปส.บริหารเงินกองทุนได้ดีแล้ว ทำไมถึงเก็บเงินเพิ่ม เป็นต้น

ปมร้อนเกณฑ์ตั้งบอร์ดใหม่

ล่าสุดวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา มีประชุมบอร์ดใหญ่ สปส. หลายฝ่ายจับตาวาระสำคัญ เรื่องร่างระเบียบกระทรวงแรงงาน ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน เป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. … เพื่อแก้ไขระเบียบเดิมที่ใช้ในปี 2564 โดยเปิดให้แสดงความคิดเห็นตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม-14 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านระบบกลางทางกฎหมายและช่องทางของ สปส.ทั่วประเทศ

มีการตั้งข้อสังเกต จุดนี้สำคัญ เพราะเกณฑ์เลือกตั้งบอร์ดใหม่เป็นนโยบายต้นทาง หวั่นลักลั่น จากเดิมผู้ประกันตน 1 คนเลือกผู้สมัครได้ 7 คน เปลี่ยนเป็นผู้ประกันตน 1 คนเลือกผู้สมัครได้คนเดียว ผลอาจทำให้คะแนนกระจาย และตัดโอกาสที่จะได้รับเลือกตั้งยกทีม

โครงสร้างบอร์ดประกันสังคมจะมีตัวแทน 3 ฝ่ายคือ ฝ่ายรัฐบาล 7 คน ฝ่ายนายจ้าง 7 คน และฝ่ายผู้ประกันตน 7 คน

ผู้ประกันตนจึงต้องเข้าใจและติดตามจุดเปลี่ยนในครั้งนี้เพราะกติกาการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในสัดส่วน “ผู้ประกันตน” ถือเป็นกลไกที่จะช่วยคุ้มครองและปกป้องสิทธิประโยชน์

โดยเฉพาะความโปร่งใสในการบริหารเงินกองทุน และการตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ๆ ที่มีผลต่อผู้ประกันตนทั่วประเทศ

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคมฝ่ายผู้ประกันตนย้ำว่า ประเด็นที่อยากสื่อสาร แม้เรื่องนี้จะไม่ได้บรรจุเป็นวาระ แต่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าทั้ง 6 ท่านยังคงยืนยันว่า “ไม่เห็นด้วยและไม่รับทราบวาระเรื่องดังกล่าว”

ขณะที่ตัวแทนสำนักงานประกันสังคมจะเร่งรัดให้ “ตรีนุช เทียนทอง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ลงนามในระเบียบเลือกตั้งใหม่ในช่วงรักษาการ ซึ่งตนเห็นว่าเป็นเรื่องน่าตั้งข้อสงสัย เพราะการออกระเบียบต้องเริ่มจากรัฐมนตรีโดยตรง สปส.ไม่สามารถเข้าไปเร่งรัดได้

ปมเดือด บริหารกองทุนไม่มืออาชีพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สปส.ถูกวิพากษ์มากขึ้นในเชิงลึก โดยเฉพาะการบริหารเงินกองทุนประกันสังคมที่มีมูลค่ามหาศาล 2.9 ล้านล้านบาท ที่ถูกเปรียบเทียบกับกองทุนทั่วโลกที่ได้รับผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจ อาทิ มาเลเซีย นอร์เวย์ ฯลฯ

ยิ่งทำให้โลกโซเชียลร้อนแรงรายวัน เมื่อนักการเงิน นักเศรษฐศาสตร์ทยอยออกมาให้ความเห็น พร้อม “ดาต้า” ที่น่าเชื่อถือ ไม่นับรวมกับแรงปะทะของสื่อที่ติดตามข่าว สปส. จนกลายเป็น “วาทะ” และดราม่าที่เรียกเสียงฮือฮา เพราะมีแชตหลุดเป็นถ้อยคำรุนแรง อย่างจำใส่กะโหลก หรือสื่อเฮงซวย ทำนองนี้

ทำให้สถานการณ์ร้อนถึงขั้นเดือด แบบยอมกันไม่ได้ ทุกฝ่าย
ต่างงัดข้อมูล กลายเป็น “ยิ่งขุดยิ่งเจอ ยิ่งพูดยิ่งฉาว”

ชูแม่แบบ นอร์เวย์-มาเลย์

ที่น่าสนใจ จากเพจ Chayanon Rakkanjanan โดย @MrMessenger ได้โพสต์เรื่องการบริหารกองทุนขนาดใหญ่สุดในโลก ด้วยสินทรัพย์ 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ อย่าง Government Pension Fund Global (GPFG) หรือ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของนอร์เวย์ ถือเป็นโมเดลที่ดี เป็น “ต้นแบบ” การลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

มีกฎเหล็กชัด รัฐบาลนอร์เวย์จะดึงเงินกำไรจากกองทุนมาใช้พัฒนาประเทศได้ไม่เกินปีละ 3% ส่วนเงินต้นห้ามแตะ และต้องบริหารด้วยโครงสร้าง 3 หลัก คือ “มืออาชีพ + โปร่งใส + ปลอดการเมือง” เพื่อเก็บเงินที่ได้ให้ลูกหลานในอนาคต

โดยผลตอบแทน GPFG เริ่มปี 1998 อยู่ที่ 6.6% ต่อปี ย้อนหลัง 5 ปี เฉลี่ย 9.40% ย้อนหลัง 10 ปี เฉลี่ย 7.39% ต่อปี แม้ตัวเลขผลตอบแทน 6% อาจไม่หวือหวา เมื่อเทียบกับกำไรระยะสั้นกับกองทุนขนาดมหึมา ถือว่า “ไม่ธรรมดา”

ต่างจากกองทุนในบ้านเรา จึงอยากเห็น จุดเริ่มต้นการคิดถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ พร้อมปฏิรูปโครงสร้างกองทุนให้เป็นองค์กรอิสระ เปิดทางให้มืออาชีพบริหารอย่างจริงจัง

อีกหลายเพจกล่าวถึง “ประกันสังคมมาเลเซีย” KWSP/EPF ที่นับเป็นต้นแบบกองทุนเกษียณที่แข็งแกร่งสุดแห่งหนึ่งของโลกเช่นกัน

โดยแยกระบบประกันสังคม 2 เสาหลักคือ SOCSO (PERKESO) ดูแลอุบัติเหตุ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ ว่างงาน และ EPF (KWSP) กองทุนออมเงินเกษียณภาคบังคับของลูกจ้างเอกชน

จุดเด่นที่ทำให้ EPF ถูกยกเป็น “โมเดลต้นแบบ” เงินสมทบสูงมาก ลูกจ้าง ~11% นายจ้าง ~12-13% (รวมราว 24-25% ของเงินเดือน) เงินส่วนใหญ่เป็น “บัญชีส่วนบุคคล” ของลูกจ้าง ไม่ใช่เงินกองกลาง

กองทุนขนาดยักษ์ มูลค่ากว่า 10-11 ล้านล้านบาท โตปีละ ~12% ใหญ่กว่าไทยเกือบ 4 เท่า ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ปันผลเฉลี่ย 5-6% ต่อปี (ปี 2025 = 6.3%) สูงกว่าเงินเฟ้อ ลงทุนทั่วโลก เกือบ 40% ในต่างประเทศ กระจายความเสี่ยงได้ดี

ระบบ “บัญชีแยกส่วน” = เงินของใครก็ของใคร สมาชิกดูยอดเงิน + ปันผลได้ตลอดผ่านแอป และถอนเงินก่อนเกษียณได้บางส่วน เช่น ดาวน์บ้าน ค่าเรียน ค่ารักษาโรค

แต่กองทุนไทย กลับรวมทุกอย่างไว้ที่ประกันสังคม (สมทบรวม ~10%) ระบบยังเป็น “ถัวเฉลี่ย” และเน้นบำนาญรายเดือน ที่สำคัญเสี่ยงมากขึ้นในสังคมสูงวัย

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) โพสต์ว่า …ดีใจที่คนไทยตื่นตัวเรื่อง “เงินประกันสังคม” แต่ต้องรู้ก่อนว่า เรากำลังด่าถูกจุดหรือเปล่า ?

เรื่องผลตอบแทนของกองทุนประกันสังคม ที่เป็น “เงินออมก้อนใหญ่ที่สุด” ของคนทำงานทุกคน จะบอกว่ากองทุนบริหารเก่ง-ไม่เก่ง จะดูแค่ตัวเลขผลตอบแทนบรรทัดสุดท้าย (Absolute Return) ปีต่อปี แล้วเอาไปเทียบกันตรง ๆ คงไม่ได้

ต้องกางข้อมูล “ผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี” ของกองทุนระดับโลกมาเทียบกัน จะเห็นภาพชัด

-Yale & Harvard Endowment : ~9.2-9.5% (ตัวท็อปของโลก)

– CPPIB (แคนาดา) : 9.2% (เน้นเชิงรุกสุด ๆ)

-Ontario Teachers’ Pension Plan : 7.4% (กองทุนต้นแบบอีกกอง)

-Norway GPFG : 7.3% (เน้นหุ้นทั่วโลก)

– NPS (เกาหลีใต้) : 5.8%

– ประกันสังคมไทย (Thai SSF): ~3.5%

เห็นตัวเลขแล้วหลายคนอาจสงสัย “ทำไมเราได้น้อยจัง ?” จึงอยากให้เข้าใจนโยบายการลงทุนที่เรียกว่า SAA (Strategic Asset Allocation) และกรอบความเสี่ยงของการลงทุน เพราะเป็นสิ่งที่กำหนดว่า กองทุนจะไปได้ไกลแค่ไหน

เราต้องเลิกดูแค่ “ตัวเลขกำไร” แล้วเปลี่ยนมาจี้ที่ “นโยบายการจัดสรรสินทรัพย์” “ผลตอบแทนสินทรัพย์แต่ละประเภท” และ “ความเป็นมืออาชีพและธรรมาภิบาล” ของผู้บริหารกองทุนจะดีกว่า เพื่อให้เงินของพวกเราทุกคน งอกเงยได้สมศักดิ์ศรีของกองทุนระดับประเทศ

กระทบเชื่อมั่น-จัดซื้อรั่ว

“ตรีนุช เทียนทอง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กังวลว่า ปัญหาสปส.จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกันตนกว่า 24.5 ล้านคน การจะใช้เงินใด ๆ ต้องคำนึงถึงความถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้

ประเด็นที่ถูกเปิดโปง อาทิ งบฯ 12 ล้านบาทปรับปรุงโรงอาหาร ทริปดูงานต่างประเทศ 2.2 ล้านบาท เบิกค่าบัตรโดยสารชั้นเฟิรสต์คลาส เบิกค่าที่พักระดับ 5 ดาว งบฯจัดทำปฏิทินประกันสังคมปีละ 50-70 ล้านบาท และการลงทุนในโครงการอสังหาฯ ตึกสกายไนน์ พระรามเก้า และลงทุนใน ที ยู โดม ถือเป็นเม็ดเงินระดับพันล้าน รวมถึงการลงทุนในระบบ IT ที่มีปัญหาระบบล่มจนน่าแปลกใจ ต้องได้รับการตรวจสอบ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังค้างชำระเงินสมทบเข้ากองทุนตั้งแต่ปี 2534 ระบุยอดค้างชำระสูงถึง 60,000 ล้าน และอาจถึง 1 แสนล้านบาท แม้กฎหมายประกันสังคมกำหนดให้รัฐบาลร่วมส่งเงินสมทบ แต่ที่ผ่านมาไม่ได้ตั้งงบประมาณมาชำระตามเวลาที่กำหนด ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของกองทุนระยะยาว และสะท้อนความเหลื่อมล้ำในการนำส่งเงินสมทบ

ยิ่งเกิดปัญหา การใช้งบฯไม่เหมาะสม สิทธิรักษาน้อย อาจเกิดภาวะเสี่ยงล้มละลายของกองทุนก็เป็นได้

เป็นระเบิดเวลาที่ทุกฝ่ายกำลังจับตาดู