เปิดตารางสิทธิประโยชน์ใหม่ ผู้ประกันตนได้มากขึ้น หลังปรับเพดานค่าจ้างปี 2569
ประกันสังคม
สปส.เดินหน้าร่าง กม. ปรับ ‘เพดานค่าจ้าง’ เพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตน 3 ขั้นบันได ตั้งเป้าใช้ปี’69
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้าการปรับโครงสร้างเงินสมทบประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ประกาศเดินหน้าปรับโครงสร้าง เงินสมทบประกันสังคม 2569 ครั้งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “จ่ายตามจริง ได้ประโยชน์ตามจริง” จากเดิมที่ใช้เพดาน 15,000 บาท โดยสูตรใหม่จะปรับเป็น ระบบขั้นบันได 3 ระดับ เพื่อสอดรับกับเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป
นางนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการ สปส. เปิดเผยเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ว่า ขณะนี้การปรับโครงสร้างเงินสมทบอยู่ในขั้นตอนร่างกฎกระทรวง และยังต้องผ่านการพิจารณาทางกฎหมายก่อน โดยเป้าหมายหลักคือการเพิ่ม สิทธิประโยชน์ผู้ประกันตน ทั้ง 6 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย, คลอดบุตร, ทุพพลภาพ, เสียชีวิต, ว่างงาน และบำนาญชราภาพ
ตารางปรับเงินสมทบและสิทธิประโยชน์
ปัจจุบัน (ปี 2568) ฐานค่าจ้าง 15,000 บาท จะต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุด 750 บาทต่อเดือน โดยสิทธิประโยชน์เงินทดแทน และเงินบำนาญที่ได้รับ ประกอบด้วย
1.เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย 7,500 บาทต่อเดือน (250 บาทต่อวัน สูงสุด 180 วัน รวม 45,000 บาท)
2.เงินสงเคราะห์คลอดบุตร 22,500 บาทต่อครั้ง
3.เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ 7,500 บาทต่อเดือน
4.เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 90,000 บาท
5.เงินทดแทนกรณีว่างงาน 7,500 บาทต่อเดือน
6.เงินบำนาญ กรณีส่งเงินสมทบ 15 ปี 3,000 บาทต่อเดือน ส่วนกรณีส่งเงินสมทบ 25 ปี 5,250 บาทต่อเดือน
ปี 2569-2571 ที่จะมีการปรับเป็นค่าจ้าง 17,500 บาท จะต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน สิทธิประโยชน์เงินทดแทน และเงินบำนาญที่ได้รับเพิ่มขึ้น คือ
1.เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย 8,750 บาทต่อเดือน (291 บาทต่อวัน สูงสุด 180 วัน รวม 52,500 บาท)
2.เงินสงเคราะห์คลอดบุตร 26,250 บาทต่อครั้ง
3.เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ 8,750 บาทต่อเดือน
4.เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 105,000 บาท
5.เงินทดแทนกรณีว่างงาน 8,750 บาทต่อเดือน
6.เงินบำนาญ กรณีส่งเงินสมทบ 15 ปี 3,500 บาทต่อเดือน ส่วนกรณีส่งเงินสมทบ 25 ปี 6,125 บาทต่อเดือน
ปี 2572-2574 ที่จะมีการปรับเป็นค่าจ้าง 20,000 บาท จะต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน โดยสิทธิประโยชน์เงินทดแทน และเงินบำนาญที่ได้รับเพิ่มขึ้น คือ
1.เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย 10,000 บาทต่อเดือน (333 บาทต่อวัน สูงสุด 180 วัน รวม 60,000 บาท)
2.เงินสงเคราะห์คลอดบุตร 30,000 บาทต่อครั้ง
3.เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ 10,000 บาทต่อเดือน
4.เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 120,000 บาท
5.เงินทดแทนกรณีว่างงาน 10,000 บาทต่อเดือน
6.เงินบำนาญ กรณีส่งเงินสมทบ 15 ปี 4,000 บาทต่อเดือน ส่วนกรณีส่งเงินสมทบ 25 ปี 7,000 บาทต่อเดือน
ปี 2575 เป็นต้นไป ที่จะมีการปรับเป็นค่าจ้าง 23,000 บาท จะต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุด 1,150 บาทต่อเดือน โดยสิทธิประโยชน์ที่ได้รับเพิ่มขึ้น คือ
1.เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย 11,500 บาทต่อเดือน (383 บาทต่อวัน สูงสุด 180 วัน รวม 69,000 บาท)
2.เงินสงเคราะห์คลอดบุตร 34,500 บาทต่อครั้ง
3.เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ 11,500 บาทต่อเดือน
4.เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 138,000 บาท
5.เงินทดแทนกรณีว่างงาน 11,500 บาทต่อเดือน
6.เงินบำนาญ กรณีส่งเงินสมทบ 15 ปี 4,600 บาทต่อเดือน ส่วนกรณีส่งเงินสมทบ 25 ปี 8,050 บาทต่อเดือน


หลักการ “จ่ายตามจริง ได้ประโยชน์ตามจริง”
สปส. ยืนยันว่า การปรับโครงสร้างเงินสมทบใหม่ จะไม่กระทบต่อความเป็นธรรมของนายจ้างและผู้ประกันตน โดยผู้ที่มีรายได้สูงจะจ่ายสมทบเพิ่มขึ้น แต่ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์สูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน
ขั้นตอนทางกฎหมายและกำหนดการเริ่มใช้
สำหรับกำหนดการเริ่มบังคับใช้ในปี 2569 ยังไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัด เนื่องจากอยู่ระหว่างการพิจารณากฎหมาย และอาจต้องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างไรก็ตาม สปส.ตั้งเป้าจะให้ใช้จริงในปี 2569 พร้อมกับการปรับ สูตรบำนาญแบบใหม่ (สูตร CARE)
การมีส่วนร่วมของประชาชน
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนกว่า 200,000 คน โดยกว่า 95% เห็นด้วยกับการปรับโครงสร้างครั้งนี้ หลังบอร์ดเห็นชอบแล้ว กฎกระทรวงจะเข้าสู่กระบวนการของกระทรวงแรงงาน ก่อนเสนอ ครม. พิจารณาต่อไป
การปรับโครงสร้าง เงินสมทบประกันสังคม 2569 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่จะยกระดับ สิทธิประโยชน์ผู้ประกันตน ให้เหมาะสมกับค่าครองชีพยุคใหม่ โดยยึดหลัก “จ่ายตามจริง ได้ประโยชน์ตามจริง” เพื่อสร้างความมั่นคงทางสังคมและความเป็นธรรมทั้งต่อผู้ประกันตนและนายจ้าง