CEO บริษัทรายใหญ่ของโลกชี้ การเดินทางไปทำงานจะสูญพันธุ์ก่อนปี 2040
นโยบายกลับเข้าทำงานในออฟฟิศหลังโควิดอาจเป็นเพียงกระแสชั่วคราว เมื่อผลวิจัยและการคาดการณ์จากผู้นำอุตสาหกรรมชี้ตรงกันว่า การเดินทางไปทำงานอันแสนเหน็ดเหนื่อยกำลังจะหมดไปภายในปี 2040 โดยพลังของคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Alpha ผสานกับการผลักดันของเทคโนโลยี AI และการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารของคนรุ่นใหม่ จะเข้ามาพลิกโฉมให้การทำงานยืดหยุ่นจากทุกมุมโลกกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของสังคม
คำสั่งบังคับให้พนักงานกลับเข้าทำงานในออฟฟิศเป็นเพียงแค่กระแสชั่วคราวเท่านั้น การต้องตั้งนาฬิกาปลุกตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น แล้วไปยืนเบียดเสียดยัดเยียดบนรถไฟที่แน่นขนัด เพียงเพื่อจะไปนั่งทำงานที่โต๊ะเดิมเป็นเวลาแปดชั่วโมง กำลังจะกลายเป็นเรื่องแห่งอดีต และมันกำลังจะสูญหายไปเร็วกว่าที่คุณคิดไว้มาก
มาร์ค ไดซอน (Mark Dixon) CEO ของ IWG ซึ่งเป็นผู้ให้บริการพื้นที่ทำงาน (Workspace Provider) รายใหญ่ที่สุดในโลก ระบุกับ Fortune ว่า
การเดินทางไปกลับเพื่อทำงานอาจหายไปภายใน 15 ปีข้างหน้า เด็กยุค Gen Alpha จะคุ้นเคยกับการหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วเช็กอินเริ่มทำงานจากสถานที่ใดก็ได้ที่สะดวก จนพวกเขาจะมองว่าแนวคิดเรื่องการต้องเดินทางไปออฟฟิศนั้นเป็นเรื่องโบราณ พอๆ กับการขี่ม้าไปทำงาน หรือการนั่งเขียนหนังสือด้วยแสงเทียนก่อนที่จะมีไฟฟ้าใช้
“ในอนาคต คุณอาจจะต้องมานั่งอธิบายให้ลูกๆ ฟังว่า คุณเคยต้องเดินทางไปทำงาน”
ไดซอนอธิบายกับ Fortune พร้อมเสริมว่า
เด็กๆ ในอนาคตจะคิดว่ามันเป็นเรื่องหลุดโลกที่เจ้านายในยุคก่อนเคยสั่งให้พนักงาน ‘เดินทางไกลเป็นร้อยไมล์’ เพียงเพื่อไปนั่งลงและใช้คอมพิวเตอร์สักเครื่องทำงาน”
พวกเขาจะถามว่า พวกคุณทำแบบนั้นไปทำไม? เพราะพวกเขาจะไม่เข้าใจว่าทำไมคนเราต้องเดินทางไกลขนาดนั้นเพื่อไปใช้อุปกรณ์ที่ตั้งอยู่อีกที่หนึ่ง ยุคสมัยกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากแน่นอน เพราะอนาคตสถานที่ทำงานจะอยู่ทุกหนทุกแห่ง และคงจะมีประสิทธิภาพเอามากๆ ซะด้วย”
เขากล่าวเสริมว่า
ในยุคนั้นจะเป็นเรื่องปกติธรรมดามากที่คุณจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วเสิร์ชหาว่าสถานที่ทำงานที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ไหน จากนั้นก็แค่เดินไปที่นั่นแล้วลงมือทำงาน”
ซีอีโอยังกล่าวอีกว่า งานของกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ (White-collar) ส่วนใหญ่อยู่บนระบบออนไลน์และ “บนคลาวด์” เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น แนวคิดที่ว่าสถานที่ทำงานต้องเป็นสถานที่ทางกายภาพจึงเป็นเรื่องที่ล้าสมัยไปแล้ว และเด็กๆ เองก็คงจะเห็นด้วยกับเรื่องนี้
ผลการวิจัยจาก IWG ร่วมกับ Arup บริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมระดับโลก เผยว่า การเดินทางไปทำงานประจำวันที่ใช้เวลานานอาจสูญพันธุ์ภายในปี 2040
ในปัจจุบัน ชาวนิวยอร์กใช้เวลาเดินทางบนรถไฟเฉลี่ยประมาณ 53 นาทีเพื่อไปให้ถึงออฟฟิศ ซึ่งชาวลอนดอนก็ต้องเผชิญกับการเดินทางที่ยาวนานไม่แพ้กัน แต่เมื่อมองไปในอนาคต มีเด็ก Gen Alpha เพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่กล่าวว่าพวกเขายินดีจะใช้เวลาเดินทางไปทำงานมากกว่า 30 นาที คนส่วนใหญ่มองว่าแค่นั้นก็นานเกินไปแล้ว และคาดหวังที่จะมีความยืดหยุ่นในการทำงานใกล้บ้านมากขึ้น หรือหากเป็นไปไม่ได้ก็ควรทำจากที่บ้านได้เลย
ที่น่าตกใจคือ เด็ก Gen Alpha ถึง 80% (ซึ่งเป็นกลุ่มที่โตที่สุดในปัจจุบันมีอายุเพียง 16 ปี) เชื่อว่าการทำงานแบบยืดหยุ่นจะเป็นเรื่องปกติทั่วไปภายในปี 2040
เมื่อ Boomer-Gen X เกษียณ WFH จะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง
ไดซอน ไม่ใช่คนแรกที่ออกมาบ่งชี้ว่า ยุคสมัยของการทำงานจากบ้าน (Work from Home) ในช่วงการแพร่ระบาดนั้น จะกลับมายิ่งใหญ่อย่างกึกก้องอีกครั้งในอีกทศวรรษหรือสองทศวรรษข้างหน้า
ผลการศึกษาจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติ (National Bureau of Economic Research) พบว่า ผู้บริหารที่เป็นคนกลุ่ม Gen Z และ Millennials มีแนวโน้มสูงกว่าผู้บริหารรุ่นก่อนอย่างมากที่จะอนุญาตให้พนักงานทำงานจากระยะไกล
ข้อมูลจากการวิเคราะห์คนทำงานชาวอเมริกันจำนวน 8,000 คน แสดงให้เห็นรูปแบบที่ชัดเจนว่า ยิ่งซีอีโอมีอายุน้อยลงเท่าไร จำนวนวันที่พวกเขาเรียกร้องให้พนักงานเข้ามาทำงานในออฟฟิศก็ยิ่งลดลงเท่านั้น โดยพนักงานที่ทำงานให้กับซีอีโอวัย 20 กว่าปี คือ กลุ่มคนที่ได้ทำงานจากบ้านมากที่สุด
และมันเป็นเพียงแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น ก่อนที่คนรุ่นใหม่เหล่านี้จะก้าวขึ้นมาสืบทอดตำแหน่ง พร้อมนำเอาความหลงใหลในความยืดหยุ่นมาใช้ นักวิจัยสรุปว่า เมื่อผู้นำรุ่นเก่าเกษียณอายุออกไป ยุคสมัยของการเดินทางไปทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ก็มีแนวโน้มที่จะลางหายไปพร้อมกับพวกเขาสู่นิรันดร์
เจ้านายที่ยังยึดติดกับออฟฟิศคือคนล้าสมัย-ไม่เอาจริงเอาจังกับ AI
ที่น่าสนใจคือ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติตรวจพบด้วยว่า ผู้นำที่เปิดรับการทำงานจากระยะไกล มีแนวโน้มที่จะเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ และใช้วิธีการบริหารทีมงานด้วยซอฟต์แวร์มากกว่าอีกด้วย
ไดซอน ชี้ให้เห็นในทำนองเดียวกันว่า บริษัทที่ให้ความสำคัญกับการปรากฏตัวทางกายภาพมากกว่าการทำงานจากระยะไกลที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะต้องพ่ายแพ้และตกยุคไป
ลืมเรื่องที่ว่าผู้คนกำลังนั่งทำงานอยู่ที่ไหนไปได้เลย บริษัทส่วนใหญ่จะล้มหายตายจากไปหากพวกเขาไม่ยอมรับการนำ AI เข้ามาร่วมใช้ทำงาน”
เขากล่าว
ถ้าคุณมองไปที่ผู้ชนะและผู้แพ้ ผู้ชนะคือกลุ่มคนที่เปิดรับเทคโนโลยี ซึ่งหมายถึงเทคโนโลยีทั้งหมด ได้แก่ การทำงานที่ยืดหยุ่น สถานที่ทำงานที่ยืดหยุ่น และการใช้เทคโนโลยีเพื่อดึงศักยภาพของผู้คนออกมาให้ได้มากที่สุด”
ไบรอัน โอ เคลลี่ (Brian O’Kelley) ผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีซึ่งเคยขายบริษัท AppNexus ให้กับ AT&T ในราคา 1.6 พันล้านดอลลาร์ หรือมูลค่าราว 5.27 หมื่นล้านบาท เมื่อปี 2018 ก่อนจะมาก่อตั้ง Scope3 ก็ได้กล่าวสนับสนุนแนวคิดนี้ว่า
ผู้นำที่ยังคงกอดรัดอยู่กับวิถีการทำงานแบบเดิมๆ นั้น ไม่ได้มีความตั้งใจจริงที่จะประยุกต์ใช้ AI
เพราะท้ายที่สุดแล้ว บริษัทที่ทำงานจากระยะไกลอย่างบริษัทของเขา สามารถเฟ้นหาผู้มีความสามารถระดับท็อปจากทั่วโลก และสามารถขับเคลื่อนการทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง
บริษัทที่ยอดเยี่ยมจะสามารถละทิ้งออฟฟิศได้ เพื่อเรียนรู้การทำงานร่วมกับพนักงานที่ไม่จำเป็นต้องปรากฏตัวทางกายภาพ”
ใครก็ตามที่มีวัฒนธรรมการบังคับคนกลับเข้าออฟฟิศ แท้จริงแล้วกำลังทำร้ายตัวเองอยู่”