Squid Game เล่นลุ้นตาย เพราะอะไรถึงปัง ? จ่อโค่นบัลลังก์ Bridgerton

ทำไม squid game ถึงปัง
REUTERS/Kim Hong-Ji/Illustration

ตอนนี้ใครต่อใครก็พากันพูดถึงซีรีส์ระทึกขวัญ Squid Game ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม หลังเปิดตัวบนเน็ตฟลิกซ์ เมื่อประมาณสองสัปดาห์ก่อน

วันที่ 1 ตุลาคม 2564 บีบีซี รายงานว่า Squid Game ซีรีส์จากเกาหลีใต้ที่ว่าด้วยการเอาชีวิตรอดจากเกมที่โหดเหี้ยม กำลังจะโค่นซีรีส์แนวย้อนยุคโรแมนติกอย่าง Bridgerton เพื่อขึ้นแท่นเป็นซีรีส์ต้นฉบับที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาลของเน็ตฟลิกซ์

แม้การนำเสนอจะไม่ค่อยแปลกใหม่ แต่องค์ประกอบหลายอย่าง ทั้งเรื่องภาพ ความสัมพันธ์ของตัวละคร และการตีแผ่ความเป็นมนุษย์ ล้วนเพิ่มความกลมกล่อมให้ซีรีส์เรื่องนี้จนโดนใจผู้ชมทั่วโลก

ฆาตกรรมในสนามเด็กเล่น

ใน Squid Game ผู้เข้าแข่งขันจำนวน 456 คน ซึ่งเป็นพวกที่มีหนี้สินและสิ้นหวัง ต่างถูกหลอกล่อให้เข้าสู่เกมเอาชีวิตรอด ซึ่งกติกามีอยู่ว่า หากพวกเขาชนะทั้ง 6 เกม ก็สามารถหอบเงินกว่า 1,300 ล้านบาท กลับบ้านไปได้เลย แต่หากแพ้ก็ต้องทิ้งชีวิตเอาไว้ในเกม

โดยทั้ง 6 เกมที่ผู้เข้าแข่งขันต้องเจอ ล้วนเป็นเกมง่าย ๆ ที่พวกเขาเคยเล่นมาแล้วในวัยเด็ก

เสน่ห์จากการประยุกต์การละเล่นของเด็กไร้เดียงสา มาสู่เกมที่มีจุดจบเป็นความตาย สามารถตรึงผู้ชมให้ดูซีรีส์เรื่องนี้รวดเดียวจบ 9 ตอน

ฮวังดงฮยอก ผู้กำกับซีรีส์ Squid Game ให้สัมภาษณ์ว่า ผู้ชมชอบประเด็นเสียดสีเรื่องการให้ผู้ใหญ่ที่สิ้นหวังเสี่ยงชีวิตเพื่อเอาชนะในเกมสำหรับเด็ก

“เกมพวกนี้มีกติกาง่าย ๆ ผู้ชมจึงสามารถโฟกัสไปที่ตัวละครแต่ละตัวได้ โดยไม่ต้องคร่ำเคร่งกับความซับซ้อนของเกม”

นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบเรื่องความรู้สึกโหยหา (nostalgia) เช่น เกมแกะ “แผ่นน้ำตาล” ที่เรียกว่า ทัลโกนา ในตอนที่ 3 ซึ่งเป็นสิ่งที่คนเกาหลีส่วนใหญ่จำได้ว่าเคยเล่นสมัยเป็นเด็ก

ระหว่างการเล่นเกม ผู้เล่นต้องค่อย ๆ ใช้เข็มแกะแผ่นน้ำตาลตามรูปทรงที่ได้ ซึ่งหากดวงไม่ดีได้รูปทรงที่ยากและทำแผ่นน้ำตาลแตกจะถือว่าแพ้

ผู้ใช้ทวิตเตอร์ชาวเกาหลีคนหนึ่งโพสต์ข้อความว่า “Squid Game ทำให้ฉันอยากกินทัลโกนาอีกครั้ง ผ่านไปตั้ง 20 ปีแล้ว มันยังมีอยู่ไหม ? ฉันคิดว่าหาไม่ได้แล้วนะ”

REUTERS/ Heo Ran

ตัวละครเป็นคนธรรมดา

กูรูหลายคนยังกล่าวถึงความสำเร็จของซีรีส์เรื่องนี้ว่าส่วนหนึ่งมาจากตัวละคร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนชายขอบในสังคม

แม้ว่าพวกเขาจะเชื่อมโยงกันด้วยปัญหาเรื่องการเงิน แต่พวกเขาล้วนมาจากทุกชนชั้นทางสังคม เศรษฐกิจ และเชื้อชาติ

เช่น คนตกงานที่มีปัญหาเรื่องการพนัน ซึ่งต้องการความเคารพจากคนในครอบครัว โดยในเกมดังกล่าวเขาได้พบกับผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือ ซึ่งมีภูมิหลังน่าสลดใจ รวมถึงแรงงานชาวปากีสถาน ซึ่งถูกนายจ้างทารุณข่มเหง

คิม พยอง-คัง อาจารย์ด้านเนื้อหาที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมระดับโลก มหาวิทยาลัยซังมยอง ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า ผู้คน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ซึ่งทนทุกข์กับความแปลกแยกและความไม่พอใจในชีวิต ดูจะเห็นอกเห็นใจตัวละครเหล่านี้

เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออก การแข่งขันที่สูงในสังคมเกาหลีใต้ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกท้อแท้ เพราะถึงแม้จะทำงานหนัก แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้เข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ หรือได้ทำงานดี ๆ

เกมต่าง ๆ ที่ปรากฏในซีรีส์เรื่องนี้ แม้จะอันตรายถึงชีวิต แต่ก็ได้นำเสนออีกโลกที่เป็นทางเลือก ซึ่งยึดจากการเล่นเกมที่ยุติธรรม

ตามที่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งของเกมกล่าวไว้ “ผู้เข้าร่วมทุกคนในเกมมีความเท่าเทียมกัน เรากำลังให้โอกาสสุดท้ายแก่ผู้ที่ได้รับการปฏิบัติอย่างอยุติธรรมและแบ่งแยกในโลกภายนอก เพื่อชนะในการแข่งขันที่ยุติธรรม

เกมเออีไอโอยู หยุด

สื่อตะวันตกเปรียบเทียบระว่าง Squid Game กับ Parasite ภาพยนตร์เกาหลีที่ได้รับรางวัลออสการ์ปี 2019 ซึ่งมีการสอดแทรกประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำและความอยุติธรรมในสังคมเช่นกัน

แต่ในเอเชียตะวันออก ผู้ชมมองว่าซีรีส์เรื่องนี้คล้ายกับภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง As The Gods Will เมื่อปี 2557 ซึ่งมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับเกมเอาชีวิตรอดเหมือนกัน แต่ฝั่งญี่ปุ่นใช้ตัวละครเป็นนักเรียนมัธยมปลาย บางคนถึงกับกล่าวหาว่า Squid Game ลอก As The Gods Will เลยทีเดียว

ตัวอย่างเช่น ในภาพยนตร์เรื่อง As The Gods Will ก็มีการพูดถึงเกมสำหรับเด็กที่ชื่อ เกมเออีไอโอยู หยุด ขณะที่ฉากที่โด่งดังใน Squid Game เป็นฉากที่หุ่นยนต์เด็กผู้หญิงขนาดใหญ่กวาดสายตาที่เป็นเลเซอร์ไปยังผู้เล่น เพื่อตรวจจับว่าใครขยับร่างกาย ก่อนที่ผู้แพ้จะถูกฆ่า

แต่ผู้กำกับ Squid Game ปฏิเสธว่าเขาไม่ได้ลอก โดยกล่าวว่า ไม่มีความเชื่อมโยงใด ๆ ระหว่างทั้งสองเรื่อง ทั้งยังบอกว่า มีการเปรียบเทียบเกิดขึ้นเพราะทั้งสองเรื่องเป็นแนวระทึกขวัญเหมือนกัน

เขายืนยันว่า เริ่มวางแผนผลิต Squid Game เมื่อปี 2551 และเริ่มเขียนบทในปี 2552 ความคล้ายคลึงที่ถูกนำมาเป็นประเด็นนั้นจึงเป็นเรื่องบังเอิญล้วน ๆ และไม่มีการลอกเนื้อหาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง


ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ความตื่นเต้นระทึกขวัญที่เกิดขึ้นในซีรีส์ของเขา ทำให้เกิดเสียงเรียกร้องถึงซีซั่นที่ 2 ซึ่งแฟน ๆ อาจจะต้องรอไปอีกนาน

“ผมไม่มีแผนที่เป็นรูปเป็นร่างสำหรับ Squid Game 2” เขาให้สัมภาษณ์กับวาไรตี้ พร้อมบอกด้วยว่า “มันค่อนข้างเหนื่อย แค่คิดถึงเรื่องนั้น”

 

 

 

 

 

 

 

 

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ