เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

‘เซอร์’ บรรดาศักดิ์พระราชทานเหล่าตำนาน ‘ลูกหนังโลก’

15 มิ.ย. 2569 | 17:01น.

ในโลกของฟุตบอลแฟนบอลมักจะได้ยินคำนำหน้าชื่อของบุคลากรระดับตำนานหลายคนว่า “ท่านเซอร์” (Sir) ไม่ว่าจะเป็น เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, เซอร์บ็อบบี้ ชาร์ลตัน หรือกุนซือคนล่าสุดอย่าง เซอร์แกเร็ธ เซาท์เกต

แต่เคยสงสัยกันไหมว่า บรรดาศักดิ์พระราชทานนี้มีที่มาอย่างไร? ทำไมคนในวงการฟุตบอลถึงได้ยศอัศวิน? และต้องสร้างผลงานระดับไหนถึงจะได้รับการแต่งตั้ง? บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกแง่มุมของ ท่านเซอร์ วงการฟุตบอล ที่คอลูกหนังไม่ควรพลาด

เครื่องราชอิสริยาภรณ์แห่งจักรวรรดิอังกฤษ

หากย้อนกลับไปในยุคกลาง บรรดาศักดิ์ อัศวิน คือเกียรติยศที่กษัตริย์จะพระราชทานให้แก่นักรบผู้กล้าที่จับดาบขี่ม้าออกปกป้องราชบัลลังก์

แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ในปี 1917 สมัยพระเจ้าจอร์จที่ 5 ประเพณีโบราณนี้ถูกปรับเปลี่ยนมาอยู่ในรูปแบบของ เครื่องราชอิสริยาภรณ์แห่งจักรวรรดิอังกฤษ (Order of the British Empire) เพื่อมอบให้แก่ผู้ทำความดีความชอบและสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติในสาขาต่างๆ กีฬาฟุตบอล คือหนึ่งในนั้น

โดยเครื่องราชอิสริยาภรณ์หลักจะแบ่งออกเป็น 5 ชั้น (เรียงจากระดับเริ่มต้นถึงสูงสุด) ดังนี้:

  1. MBE (Member)
  2. OBE (Officer)
  3. CBE (Commander)
  4. KBE (Knight Commander)
  5. GBE (Knight Grand Cross)

ตามกฎของราชสำนักอังกฤษ จะมีเพียงผู้ที่ได้รับเครื่องราชฯ ชั้น KBE และ GBE เท่านั้นที่จะได้ยศอัศวินและใช้คำว่า ‘เซอร์’ นำหน้าชื่อ แต่ในหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลแทบไม่มีใครได้รับเครื่องราชฯ สองชั้นนี้เลย เนื่องจากมักจะมอบให้ข้าราชการระดับสูงหรือนักการเมืองเป็นหลัก (มีเพียง เปเล่ ราชาลูกหนังโลกชาวบราซิลที่ได้รับชั้นอัศวินกิตติมศักดิ์ แต่เนื่องจากไม่ใช่ชาวอังกฤษ จึงไม่มีคำว่าเซอร์นำหน้าชื่อ)

Knight Bachelor ช่องทางที่ทำให้ได้เป็น ‘ท่านเซอร์’

บุคลากรในวงการฟุตบอลส่วนใหญ่จะไต่ระดับเครื่องราชฯ ขึ้นไปสูงสุดกันแค่ชั้น CBE หรือต่ำกว่านั้น แต่พวกเขาจะได้รับพระราชทานเกียรติยศเพิ่มเติมนอกทำเนียบเครื่องราชฯ เป็นกรณีพิเศษ ที่เรียกว่า ‘Knight Bachelor’ (อัศวินชั้นตรี) ซึ่งเป็นบรรดาศักดิ์อัศวินโบราณอย่างเป็นทางการที่ทำให้สามารถใช้คำว่า ‘เซอร์’ (Sir) นำหน้าชื่อได้เช่นเดียวกัน

ทำเนียบ ‘ท่านเซอร์’ วงการฟุตบอล

เซอร์ สแตนลีย์ แมตทิวส์ (Sir Stanley Matthews) – ได้รับปี 1965

ตำนานปีกขวาจอมเลื้อยของสโต๊ค ซิตี้ และแบล็คพูล เจ้าของฉายา “พ่อมดนักเลี้ยงบอล” (The Wizard of the Dribble) ผู้สร้างประวัติศาสตร์คว้ารางวัลบัลลงดอร์ (Ballon d’Or) คนแรกของโลกในปี 1956

ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ชั้นอัศวินเป็น ‘ท่านเซอร์’ จากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เนื่องในวาระต้อนรับปีใหม่ปี 1965 ส่งผลให้เขากลายเป็นนักฟุตบอลเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ ที่ได้รับยศอัศวินในขณะที่ยังค้าแข้งอยู่ ก่อนจะรูดม่านปิดฉากแขวนสตั๊ดด้วยการลงเล่นนัดสุดท้ายในวัย 50 ปี

เซอร์ อัลฟ์ แรมซีย์ (Sir Alf Ramsey) – ได้รับปี 1967

ยอดผู้จัดการทีมผู้จารึกชื่อเป็น กุนซือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ พาทีมฟุตบอลทีมชาติอังกฤษคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกปี 1966 ซึ่งเป็นแชมป์โลกครั้งแรกของประเทศ

จากความสำเร็จอันเป็นตำนานที่พลิกโฉมหน้าวงการลูกหนังเมืองผู้ดี ทำให้เขาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ชั้นอัศวินเป็น ‘ท่านเซอร์’ จากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ในปี 1967 เพื่อเป็นเกียรติยศแก่การสร้างชื่อเสียงอันประเมินค่าไม่ได้ให้แก่ชาติบ้านเมือง หลังจากจบทัวร์นาเมนต์ประวัติศาสตร์เพียงแค่ปีเดียว

เซอร์ แมตต์ บัสบี้ (Sir Matt Busby) – ได้รับปี 1968

พาสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สร้างประวัติศาสตร์ เป็นสโมสรจากอังกฤษทีมแรกที่คว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพ (European Cup) ได้สำเร็จในเดือนพฤษภาคม 1968 จากชัยชนะเบนฟิกา 4-1 ที่สนามเวมบลีย์

ก่อนหน้านี้ เซอร์ อัลฟ์ แรมซีย์ ได้รับบรรดาศักดิ์จากการพาทีมชาติอังกฤษคว้าแชมป์โลก แต่เซอร์ แมตต์ บัสบี้ คือผู้จัดการทีมฟุตบอลในระดับสโมสรคนแรกของสหราชอาณาจักรที่ได้รับเกียรติยศชั้นอัศวินนี้

นอกจากเรื่องน่าดีใจ ก็มีเรื่องน่าตกใจเช่นกัน เพราะเส้นทางชีวิตของบัสตี้เกือบไม่รอดจากโศกนาฏกรรมทางอากาศที่มิวนิกปี 1958 (เหตุการณ์เครื่องบินตกที่คร่าชีวิตลูกทีม Busby Babes ไปเกือบทั้งทีม) แต่เขารักษาตัวจนรอดชีวิตมาได้ และใช้เวลาเพียง 10 ปีในการสร้างทีมขึ้นมาใหม่จากศูนย์ จนก้าวไปสู่จุดสูงสุดของยุโรปได้ในปี 1968

เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน (Sir Bobby Charlton) – ได้รับปี 1994

นักฟุตบอลคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ของอังกฤษ ที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ ‘ท่านเซอร์’ ต่อจาก เซอร์ สแตนลีย์ แมตทิวส์ (Sir Stanley Matthews) ที่ได้รับในปี 1965

เขาคือหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินตกที่มิวนิกปี 1958 และเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สุดคนหนึ่งในการพาทีมชาติอังกฤษคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกปี 1966 ควบคู่กับรางวัลบัลลงดอร์ (Ballon d’Or) ในปีเดียวกัน

นอกเหนือจากความสำเร็จกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และทีมชาติแล้ว เหตุผลที่เขาได้รับตำแหน่งในปี 1994 เป็นเพราะบทบาทการเป็นทูตขับเคลื่อนวงการกีฬาอังกฤษ งานการกุศล และการผลักดันให้เมืองแมนเชสเตอร์ได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมกีฬาในระดับสากล

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (Sir Alex Ferguson) – ได้รับปี 1999

ได้รับการแต่งตั้งเป็นอัศวินชั้นตรี เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 1999 หลังจากสร้างประวัติศาสตร์พาสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้า ‘ทริเปิลแชมป์’ ทั้งพรีเมียร์ลีก, เอฟเอคัพ และยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ได้สำเร็จในฤดูกาล 1998–1999

สำหรับพิธีพระราชทานยศอัศวิน โดยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 จัดขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ พระราชวังบักกิงแฮม ในเดือนกรกฎาคม ปีเดียวกัน (20 กรกฎาคม 1999) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปีที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในอาชีพผู้จัดการทีมของเขา

เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน (Sir Bobby Robson) – ได้รับปี 2002

ผู้สร้างเกียรติประวัติยิ่งใหญ่ทั่วยุโรป ดคุมสโมสรยักษ์อย่าง พีเอสวี, ปอร์โต้, บาร์เซโลน่า และนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด มาแล้ว รวมถึงการพาทัพทีมชาติอังกฤษไปไกลถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 1990

ได้รับการแต่งตั้งเป็นอัศวินในปี 2002 โดยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ในรายการ Queen’s Birthday Honours

เซอร์ เคนนี่ ดัลกลิช (Sir Kenny Dalglish) – ได้รับปี 2018

คิง เคนนี่ คิงผู้เป็นที่รักยิ่งของลิเวอร์พูล ผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดด้วยการพาสโมสรคว้าแชมป์มากมายทั้งในฐานะนักเตะและผู้จัดการทีม

ได้รับแต่งตั้งเป็นอัศวินในปี 2018 เพราะมาจากความทุ่มเทและอุทิศตนเพื่อการกุศลอย่างยาวนาน

โดยเฉพาะการก่อตั้งมูลนิธิช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง และการยืนหยัดเคียงข้างต่อสู้เพื่อความยุติธรรมให้แก่ครอบครัวผู้สูญเสียในโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโรห์ จนกลายเป็นศูนย์รวมใจของคนทั้งเมืองลิเวอร์พูล

เซอร์ แกเร็ธ เซาท์เกต (Sir Gareth Southgate) – ได้รับปี 2025

อดีตผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ รับการประกาศแต่งตั้งเป็นอัศวิน ในรายการ King’s New Year Honours ประจำปี 2025 โดยสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 (King Charles III) เพื่อยกย่องคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่มีต่อวงการฟุตบอลอังกฤษ

ผลงานชิ้นโบแดงของเขาคือการพาทีมชาติอังกฤษเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยูโร (UEFA Euro) ได้ถึงสองสมัยติดต่อกัน (ปี 2020 และ 2024)

รวมถึงการพาทีมคว้าอันดับ 4 ในฟุตบอลโลก 2018 ซึ่งนับเป็นยุคที่ทีมชาติประสบความสำเร็จและมั่นคงที่สุดนับตั้งแต่ชุดแชมป์โลกปี 1966

โดยก่อนหน้านี้เขาเคยได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น OBE มาแล้วในปี 2019

สำหรับพิธีพระราชทานยศอัศวิน จัดขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ พระราชวังวินด์เซอร์ ในเดือนมิถุนายน 2025 โดยมี เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ (Prince of Wales) ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ในพิธีใช้พระแสงดาบแตะบ่าเชิดชูเกียรติในครั้งนี้

เซอร์ เดวิด เบ็คแฮม (Sir David Beckham) – ได้รับปี 2025

ได้รับการประกาศรายชื่อแต่งตั้งในรายการ King’s Birthday Honours เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2025 (หลังจากที่เขาเคยได้รับเครื่องราชฯ ชั้น OBE มาตั้งแต่ปี 2003 เป็นการรอคอยมานานกว่า 22 ปี) และได้เข้าพิธีรับพระราชทานยศอัศวิน ด้วยการใช้พระแสงดาบแตะบ่า ณ พระราชวังวินด์เซอร์ เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2025

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 (King Charles III) ทรงเป็นผู้โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศอัศวินให้ และทรงประกอบพิธีพระราชทานยศด้วยพระองค์เอง ณ พระราชวังวินด์เซอร์

เดวิด เบ็คแฮม ได้รับแต่งตั้งในฐานะอัศวินชั้นตรี จากคุณูปการอย่างใหญ่หลวงใน 2 ด้านหลักๆ คือ

  1. ด้านกีฬา: ในฐานะอดีตนักฟุตบอลระดับตำนานและอดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษผู้ลงเล่นให้ทัพสิงโตคำรามมากถึง 115 นัด
  2. ด้านการกุศล : จากการอุทิศตนทำงานร่วมกับองค์การกุศลระดับโลกอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการดำรงตำแหน่งทูตสันถวไมตรีของ UNICEF มานานกว่า 20 ปี การทำงานร่วมกับมูลนิธิ Malaria No More เพื่อขจัดโรคมาลาเรีย รวมถึงบทบาทการเป็นแอมบาสเดอร์ให้กับมูลนิธิ The King’s Foundation ของกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 อีกด้วย

ทำเนียบนักเตะชื่อดังกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นอื่นๆ

แม้จะยังไม่ได้คำนำหน้าว่าท่านเซอร์แต่การได้รับเครื่องราชฯ ชั้นอื่นๆ ก็ถือเป็นเกียรติประวัติสูงสุดแก่วงศ์ตระกูล โดยมีซูเปอร์สตาร์ชั้นนำที่พวกเราคุ้นชื่อได้รับพระราชทานมากมาย:

ชั้น MBE: สตีเวน เจอร์ราร์ด, แฮร์รี่ เคน, แกเร็ธ เบล, มาร์คัส แรชฟอร์ด (จากแคมเปญช่วยเหลืออาหารกลางวันเด็กช่วงโควิด-19)

ชั้น CBE: อลัน เชียเรอร์, เดนิส ลอว์, ปีเตอร์ ชิลตัน

ชั้น OBE: ไรอัน กิ๊กส์, แฟรงค์ แลมพาร์ด, เเควิน คีแกน, เจอร์เมน เดโฟ