โบรกเกอร์ข้อมูล ธุรกิจแสนล้าน ที่ควรตรวจสอบ
คอลัมน์ : Tech Times ผู้เขียน : มัชฌิมา จันทร์สว่างภูวนะ
เวลาพูดถึงปัญหาข้อมูลผู้บริโภครั่วไหล เรามักจะนึกถึงแพลตฟอร์มขนาดใหญ่อย่าง Facebook, Twitter, TikTok, Google หรือ YouTube โดยลืมไปว่าความจริงแล้วยังมีอีกธุรกิจหนึ่งที่เกิดมาเพื่อทำมาหากินกับข้อมูลส่วนตัวของเราโดยเฉพาะ
ธุรกิจนั้นคือ ธุรกิจนายหน้าข้อมูล หรือ Data brokers ที่มีรายได้รวมกันทั่วโลกกว่า 2.4 แสนล้านเหรียญในปี 2021 ที่ผ่านมา
จากตัวเลขบนเว็บ transparencymarketresearch.com ระบุว่า อุตสาหกรรมนี้น่าจะมีอัตราเติบโตอยู่ที่ 6.8% ระหว่างปี 2022-2031 และคาดว่ารายได้รวมน่าจะเพิ่มเป็น 4.6 แสนล้านเหรียญในอีก 9 ปีข้างหน้า
ปัจจุบันมีบริษัทนายหน้าข้อมูลกว่า 4,000 แห่งทั่วโลก โดยรายใหญ่อย่าง Acxicom อ้างว่ามีข้อมูลของประชากรกว่า 2.5 พันล้านคนทั่วโลก
งานหลักของโบรกเกอร์ข้อมูลคือ การเก็บข้อมูลของผู้บริโภคจากหลายแหล่ง ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์ โดยมีทั้งข้อมูลที่ได้มาฟรีและข้อมูลที่ซื้อมาจากแหล่งอื่น เพื่อนำมาวิเคราะห์และจัดหมวดหมู่ก่อนขายต่อให้อุตสาหกรรมอื่นนำไปใช้ต่อไป
แหล่งข้อมูลหลัก ได้แก่ ประวัติการใช้งานอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะการใช้เสิร์ชเอนจิน เว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย เล่นเกม หรือตอบแบบสอบถามต่าง ๆซึ่งเว็บไซต์ส่วนใหญ่มีการติดตั้งโปรแกรมไว้เพื่อเก็บข้อมูลอยู่แล้ว นายหน้าข้อมูลเพียงใช้ซอฟต์แวร์ดึงข้อมูลเหล่านี้ออกมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากแหล่งอื่น เช่น ประวัติการใช้บัตรเครดิต ก็สามารถจัดกลุ่มข้อมูลที่มีความละเอียดซับซ้อนขึ้นได้ไม่ยาก
ข้อมูลพื้นฐาน ประกอบด้วย ชื่อ เพศ วัย ไปจนถึงการศึกษา ที่อยู่ สถานภาพ อาชีพ เบอร์โทร. อีเมล์ ความสนใจ และพฤติกรรมการช็อปปิ้ง โดยลูกค้าของโบรกเกอร์ข้อมูลมีอยู่ในเกือบทุกอุตสาหกรรม รวมถึงหน่วยงานของรัฐด้วย (Wired รายงานว่า กระทรวงความมั่นคงของสหรัฐ และสำนักงานสอบสวนกลาง เคยซื้อข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์และข้อมูลอื่น ๆ จากโบรกเกอร์ข้อมูลเช่นกัน)
ปัญหาคือ ข้อมูลบางอย่างอาจนำความเดือดร้อนมายังเจ้าของข้อมูลโดยไม่รู้ตัว
เช่น ในกรณีล่าสุดที่ คณะกรรมการด้านการค้าแห่งสหพันธรัฐของสหรัฐ (The Federal Trade Commission-FTC) ยื่นฟ้อง Kochava บริษัทนายหน้าข้อมูลแห่งหนึ่งเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ข้อหาขายข้อมูล “ส่วนตัว” ของผู้บริโภคที่สามารถระบุพิกัดการเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ เช่น คลินิกทำแท้ง หรือสถานประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อ อันจะทำให้เจ้าของข้อมูลมีความเสี่ยงต่อการถูกเลือกปฏิบัติ คุกคาม หรือ ถูกทำร้ายได้
FTC ยังระบุด้วยว่า Kochava มีการขายข้อมูลโดยไม่ปิดบังตัวตนของเจ้าของข้อมูล ทำให้บุคคลอื่นสามารถนำข้อมูลนั้นมาวิเคราะห์ เพื่อระบุตัวตนของเจ้าของข้อมูลได้โดยง่าย
เช่น จากการทดสอบของ FTC ที่นำข้อมูลตัวอย่างที่ Kochava โพสต์บน Amazon cloud service marketplace มาวิเคราะห์ ก็สามารถสืบสาวข้อมูลไปถึงเจ้าของโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งว่า เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีประวัติการเดินทางไปยังคลินิกวางแผนครอบครัวแห่งหนึ่งอย่างน้อย 3 ครั้งในหนึ่งสัปดาห์
FTC บอกว่าสามารถวิเคราะห์ข้อมูลตัวอย่างของ Kochava ที่ครอบคลุมการใช้งานโทรศัพท์มือถือทั้งหมด 60 ล้านเครื่องได้ในเวลาเพียงแค่1 สัปดาห์เท่านั้น
ด้าน Kochava ชี้แจงว่า บริษัทกำลังติดตั้ง Privacy Block เพื่อลบข้อมูลเซ็นซิทีฟอย่างโลเกชั่นของเจ้าของข้อมูลออก รวมทั้งได้พยายามอธิบายรูปแบบการทำงานของบริษัทให้ FTC เข้าใจ และยืนยันว่าบริษัททำตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด
แต่การขยับของ FTC ครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ต่อไปนี้บริษัทนายหน้าข้อมูล รวมทั้งเจ้าของแพลตฟอร์ม และบรรดาธุรกิจที่สามารถเข้าถึง location data บนสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์เคลื่อนที่ทั้งหลาย จะต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลของผู้บริโภคจะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่อาจก่อผลเสียต่อเจ้าของข้อมูลได้
ทั้งนี้ FTC และผู้คุมกฎในอุตสาหกรรมไอทีและเทคโนโลยี กำลังถูกกดดันอย่างหนักให้เพิ่มมาตรการคุ้มครองข้อมูล หลังจากที่นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิออกโรงเตือนหลายหนว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ประกาศให้การทำแท้งเป็นสิ่งผิดกฎหมาย อาจใช้ข้อมูลดังกล่าว เพื่อดำเนินคดีกับผู้หญิงที่ต้องการทำแท้ง หรือบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำแท้งได้
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยังมีคำสั่งให้ FTC ทำหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวของคนที่ต้องการทำแท้งในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้ FTC ต้องเร่งสนองนโยบายด้วยการประกาศว่า จะจัดการกับนายหน้าข้อมูลและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง หากมีการนำข้อมูลมาใช้ในทางที่ผิด รวมทั้งมีแผนจะออกระเบียบใหม่ เพื่อกำกับการเก็บ ใช้ และแชร์ข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึง location data ด้วย