แม้โปรฯวันเลขเบิล หรือ “ดับเบิลเดต” จะมีทุกเดือน แต่ “11.11” ที่เป็นต้นกำเนิดของแคมเปญประเภทนี้ยังไม่สิ้นมนต์ขลัง และเป็นมหกรรมช็อปออนไลน์สุดยิ่งใหญ่ ที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยังใส่งบฯการตลาดเข้าไป เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายช่วงโค้งสุดท้ายของปี
ขณะเดียวกันก็เป็น “เวลาทอง” ของแบรนด์ต่าง ๆ ในการทำโปรฯเพื่อโกยยอดขาย ระบายสต๊อกสินค้า และขยายฐานลูกค้าใหม่ด้วย
จากข้อมูลของ “ลาซาด้า” (Lazada) ระบุว่า แคมเปญ “ลาซาด้า 11.11 เซลใหญ่แห่งปี” ในปีนี้สร้างสถิติใหม่อีกครั้ง มูลค่าคำสั่งซื้อเฉลี่ยโดยรวมของแพลตฟอร์มเติบโตถึง 70% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยนักช็อปไทยยังคงให้ความนิยมสินค้าจากแบรนด์ดังและสินค้าพรีเมี่ยม ส่งผลให้ยอดคำสั่งซื้อบน LazMall พุ่งสูงขึ้นถึง 370% เมื่อเทียบกับวันปกติ
หมวดหมู่สินค้ายอดนิยม คือสินค้ากลุ่มบิวตี้ที่มียอดการจับจ่ายสูงสุด โดยเฉพาะสินค้าประเภทมาสก์ บาล์มบำรุงผิว และครีมกันแดดที่ติดอันดับสินค้าขายดี โดยแบรนด์ไทยในหมวดหมู่นี้ที่สร้างสถิติโดดเด่น เช่น Her Hyness, Dr.Pong และ Mizumi & Bomi เป็นต้น
ที่สำคัญ “Her Hyness” ยังทำยอดขายในหมวดสกินแคร์สูงสุดเป็นอันดับ 1 บน “ช้อปปี้” (Shopee) แซงกลุ่มแบรนด์จากต่างประเทศ เช่น La Roche-Posay, Isdin, Cerave และ Eucerin หลังเริ่มแคมเปญ 11.11 ไปได้ 24 ชั่วโมง

น่าสนใจว่า Her Hyness วางกลยุทธ์ให้เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ “Win” ช่วง 11.11 ได้อย่างไร ?
ในงาน Adman Awards & Symposium 2025 “กัญญฉัชฌ์ เลิศธนไพบูลย์” ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมซัน รอเยล จำกัด เจ้าของแบรนด์ Her Hyness กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ไฮไลต์ของแคมเปญ 11.11 ปีนี้ คือโปรโมชั่น “ซื้อ 1 แถม 2” ที่ตั้งใจทำมาเพื่อขอบคุณลูกค้า ที่ให้การสนับสนุนแบรนด์มาตลอด ถือเป็นเวลาที่แบรนด์ต้องส่งมอบความคุ้มค่ากลับคืนไปให้ลูกค้า
ปัจจัยที่ทำให้แคมเปญประสบความสำเร็จเกิดจากหลายส่วนประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา การจัดกิจกรรมสร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่อง พลังของแบรนด์ และการสนับสนุนของแพลตฟอร์มที่ทำให้เกิดการมองเห็น (Visibility) ที่ดี
นอกจากแคมเปญ 11.11 แล้ว Her Hyness ยังมีอีกหนึ่งแคมเปญใหญ่ที่ทำควบคู่กันด้วย คือการออกครีมกันแดด “Frozen Collection” เป็นการคอลแล็บส์กับดิสนีย์ และเซ็นทรัลเวิลด์ ในโปรเจ็กต์พิเศษ “Disney The Magical Stars 2026 at centralwOrld” ซึ่งสินค้าจะวางจำหน่ายถึงวันที่ 6 ม.ค. 2569 เท่านั้น
แม้โทนสีของเรื่อง Frozen จะเป็นสีฟ้า ต่างจาก CI ของแบรนด์ที่เป็นสีชมพู แต่ก็เลือกแคแร็กเตอร์นี้ เพราะคุณค่าของตัวละคร “เอลซ่า” ตรงกับ Core Value ของแบรนด์ที่ต้องการ Empower ผู้หญิงทุกคนให้เป็นตนเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด
“เป้าหมายหลักของความร่วมมือครั้งนี้ อาจไม่ใช่การกระตุ้นยอดขายจำนวนมากในระยะสั้น แต่เป็นการขยายการรับรู้ และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ที่ยังไม่รู้จักแบรนด์ เช่น กลุ่มแฟนคลับดิสนีย์ เป็นต้น”

“กัญญฉัชฌ์” พูดถึงภาพรวมของแบรนด์ด้วยว่า ปัจจุบันมีฐานลูกค้าหลักแสนคน ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นวัยทำงานอายุ 25-40 ปี มีกลุ่มวัยมหา’ลัยบ้าง แต่ยังเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก ๆ โดยปีนี้เริ่มทำระบบ CRM ของแบรนด์ เพื่อเก็บ 1st Party Data ของลูกค้าด้วย ขณะนี้อยู่ในช่วงสร้างการรับรู้ผ่านโบรชัวร์ที่ใส่ไปในกล่องพัสดุ และดึงลูกค้าให้มาสมัครสมาชิก
ในส่วนของช่องทางการขายเติบโตทั้งออฟไลน์และออนไลน์ แต่ออฟไลน์ยังมีสัดส่วนมากกว่า เพราะเป็นสิ่งที่แบรนด์เชี่ยวชาญตั้งแต่ต้น ส่วนออนไลน์แม้จะทำเพอร์ฟอร์แมนซ์บนมาร์เก็ตเพลซได้ดี แต่ก็ยังอยู่ในช่วงลองผิดลองถูกเกี่ยวกับ “ไลฟ์คอมเมิร์ซ” พยายามไลฟ์ทุกวันเพื่อเรียนรู้และปรับไปเรื่อย ๆ
สำหรับตลาดต่างประเทศมีเข้าไปที่ “ฟิลิปปินส์” ร่วมกับพาร์ตเนอร์แล้ว เบื้องต้นคาดว่าความนิยมในสินค้าน่าจะไม่ต่างกับไทย เพราะสภาพภูมิอากาศ ความชื้น และผิวพรรณใกล้เคียงกับคนไทยมาก ขณะที่การขยายตลาดผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซเริ่มเห็นโอกาสแล้ว เพราะมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่เข้ามาในเว็บไซต์ของแบรนด์ด้วย
“แบรนด์ยังมีพื้นที่ให้เติบโตอีกเยอะมาก เพราะเราทำธุรกิจแบบน้ำที่ไม่เคยเต็มแก้ว สนุกที่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ส่วนอะไรที่ไม่รู้ก็ทำจนกว่าจะรู้ และเก่งขึ้น”