ผู้ใช้ Apple กังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว หลัง Apple ถอดใจไม่เอา Apple Intelligence ใส่ให้ Siri แล้วหันไปดีล Google นำโมเดลพื้นฐาน Gemini ใส่แทน อาจทำให้ Google เข้าถึงข้อมูล การใช้งาน สถิติการค้นหาในระบบนิเวศของ Apple จากฐานผู้ใช้ iPhone
กว่า 2 ปี ที่ Apple พยายามพัฒนาโมเดลเอไอพื้นฐาน หรือ Foundation Model ในนาม Apple Intelligence เพื่อให้เป็นมันสมองของบริการต่าง ๆ โดยเฉพาะ “Siri” ผู้ช่วยเสียงตัวแรกอัจริยะบนสมาร์ทโฟนของโลก ที่มีการวาดฝันว่า Siri จะสามารถทำงานพื้นฐานแทนเราได้ด้วยการสั่งงานด้วยเสียง และต้องชาญฉลาดอย่างที่มันควรจะเป็น
แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมา Siri เผชิญวิบากกรรมมากมาย ทีมลาออก ลดงบฯ ลดคน จนที่สุดแล้วไม่สามารถเข็นออกมาโชว์ศักยภาพดังที่ประกาศได้
หนักสุด คือ มีผู้บริโภคไปฟ้องร้อง Apple อย่างจริงจัง เพราะในโฆษณา iPhone16e ที่บอกว่า Siri จะออกมาชาญฉลาด บนดีไวซ์ของเรา และทำงานเป็นผู้ช่วยได้อย่างเป็นส่วนตัว แต่พอเครื่องวางจำหน่ายแล้วมันทำงานไม่ได้จริง (Apple ถอดโฆษณาชิ้นนั้นออกไปแล้ว)
ในรายงานหลายชิ้นระบุว่า Apple เผชิญความลำบากในการพัฒนา Apple Intelligence (AI) เพราะมีทางสองแพร่งที่ต้องทำ คือ จุดยืนความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ ที่ AI ต้องประมวลผลบนชิปในดีไวซ์ของผู้ใช้เท่านั้น ทางที่สองคือการสร้างโมเดลพื้นฐานจำเป็นต้องใช้ฐานข้อมูลที่เปิดกว้าง ดังนั้นในความเป็นจริงลักษณะของงานใช้เอไอบางงานที่ต้องวิ่งกลับหาและประมวลจากคลาวด์แล้วค่อยมาสู่ดีไวซ์ ประสบการณ์ใช้ AI ผ่าน Siri จึงไม่สมูทลื่นไหลดังที่ควรเป็น
ประสบการณ์ไม่ดี ไม่ใช่งานของ Apple ดังนั้น Apple ก็ยังไม่สามารถฝ่าทางตันนี้ได้
ยกธงขาว
ล่าสุด มีรายงานว่า Apple ดีลกับ Google เจ้าของ Android คู่แข่งและศัตรูตลอดกาล เพื่อจะนำ Gemini ซึ่งเป็นโมเดลพื้นฐาน ที่เติบโตเร็ว ทั้งในแง่ความฉลาดและในแง่การใช้งานมาเป็นมันสมองให้กับ Siri
โดยบลูมเบิร์กมองว่า ดีลนี้อาจมีมูลค่าสูงถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ และจะเป็นสัญญาระยะยาวไปหลายปี ทำให้ Google แทรกซึมเข้าสู่ “ระบบปิด” ของ Apple ได้ผ่านร่างทรงของ Gemini-Siri
Apple ยอมแพ้การดื้อดึงจะใช้ Apple Intelligence มาเป็นมันสมองของดีไวซ์แล้ว ด้วยระยะเวลาการพัฒนาโมเดลพื้นฐานเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ไม่มีใครแข่ง Google ได้ แม้กระทั่ง Open AI ที่เปิดตัวมาก่อนหน้า
ด้วยฐานะราชันของโลกอินเทอร์เน็ต Google มีฐานข้อมูลมหาศาล มีดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกที่รองรับการใช้งานพร้อมกันหลายพันล้านคนทั่วโลก โครงสร้างและโมเดลพื้นฐานของ Google เหมือนอาหารสำเร็จรูปที่ “รอเสิร์ฟ” ดังนั้นก็เป็นทางเลือกที่ดีที่ Apple จะนำอาหารนั้นมาอุ่นร้อน ปรุ่งแต่งโรยหน้าด้วยอินเตอร์เฟซของ Siri เพื่อ “เสิร์ฟ” ให้กับผู้ใช้ โดยเฉพาะผู้ใช้ iPhone ซึ่งมีสัดส่วนสูงสุดในทุกดีไวซ์
และในโลกสมาร์ทโฟน ที่การพัฒนาฟีเจอร์เอไอแข่งกันรุนแรงและก้าวหน้าไม่หยุดยั้งอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน การที่ Apple รีรอ จะใช้ของที่ตัวเองพัฒนาเพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุดนั้น อาจไม่ทันท่วงที
ดังนั้น รูปแบบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น คือการใข้งานเอไอแบบไฮบริดจ์ Gemini จะเป็นมันสมองที่เปิดการใช้งาน Siri ให้เข้าถึงข้อมูลมหาศาลในโลกอินเทอร์เน็ต แต่อาจผ่านตะแกรง Data Center ของ Apple ก่อน ในขณะที่ข้อมูลเฉพาะทาง หรืองานส่วนตัวบางอย่าง อาจมีการสวิตซ์ไปยัง Apple Intelligence ที่ใช้การประมวลผลบนอุปกรณ์ หรือเมื่อต้องการใช้การประมวลจำเพาะเชิงลึกก็จะไปใช้ Open AI
จัดเสิร์ฟข้อมูลผู้ใช้ iPhone
นักวิพากษ์วิจารณ์เทคโนโลยีจำนวนมาก เพ่งเล็งดีลนี้ว่า นี่เป็นการ “จัดเสิร์ฟ” ข้อมูลผู้ใช้งาน iPhone ซึ่งถือเป็นเพชรเม็ดงามของ Apple เพราะแม้ว่า Apple จะบีบคั้นให้ Google กรองข้อมูล “ส่วนตัว” ของผู้ใช้ ผ่านดาต้าเซ็นเตอร์ของตัวและโปรโตคอลที่ซับซ้อนอีกมหาศาล เพื่อให้มั่นใจว่าเกราะของความเป็นส่วนตัวของลูกค้า ที่ Apple ยึดถือจะไม่ถูกทำลาย และไม่ให้ Google ครอบครองข้อมูลบนสมาร์ทโฟนทุกระบบ (Androind-iOS)
แต่นั่นไม่ทำให้ข้อเท็จจริงที่ว่า “ข้อมูลการใช้ iPhone อื่น ๆ” จะไม่ถูก Google เก็บไว้ เพราะความนิยมใช้ iPhone ในหมู่คนรุ่นอายุน้อยทั้งในอเมริกา ก็นับว่าเป็นสัดส่วนที่ใหญ่มาก การที่ Siri คอบตอบคำถาม และวิ่งไปประมวลผลคำตอบให้กลุ่มผู้ใช้ iPhone จะทำให้ Google รู้ว่า คนเหล่านี้กำลังมองหาอะไร อะไรเป็นเทรนด์ และอินไซต์ คือในสหรัฐ อะไร จากเดิมที่ Google เข้าถึงได้แค่คนใช้ระบบแอนดรอยด์ของ Google เอง เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม “ข้อมูลการใช้” ที่ Apple จัดเสิร์ฟให้ Google ในที่นี้ ไม่จำเป็นต้องเป็น “ข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้”
จึงต้องจับตาดูว่า ดีลนี้จะมีเงื่อนไขซับซ้อนพิลึกกึกกืออะไร เพื่อสกัดกั้น Google อีกหรือไม่
หนึ่งในคนที่ไม่ให้ใช้ Gemini บน Apple เลยคือ “วิลเลียม กัลลาเกอร์” จาก AppleInsider ที่เขียนอธิบายการทดสอบ “Personal Intelligence” ของ Gemini ซึ่งเป็นการออกแบบเพื่อให้เข้ากับความเป็นส่วนตัวตามนโยบายของ Apple
เขากล่าวว่า หลังมีการเชิญผู้ใช้ในสหรัฐ ได้ทดลอง Gemini ก็มีการขอให้อนุญาต Gemini ใช้ข้อมูลส่วนตัวจาก Gmail, Google Photos และ YouTube เพื่อช่วยทำงานประจำวัน เช่น จำขนาดยางรถหรือทะเบียนรถ เขาชี้ว่า แนวทางนี้ ละเลยความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ และจริง ๆ แล้วเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงโฆษณามากกว่า เช่น ใช้รูปทริปครอบครัวที่เห็นยางรถใช้มานั้น และทะเบียนรถ เพื่อแนะนำโฆษณายางรถ ถือว่าล่วงล้ำเกินไป
บทความของเขาบน AppleInsider แนะนำให้ผู้ใช้ ไม่เข้าร่วมการทดสอบของ Google Gemini และรอใช้ ผ่าน Apple Intelligence ที่มีมาตรการป้องกันข้อมูลเข้มงวดกว่า เน้นว่า Apple กำลังสร้าง AI ที่ปลอดภัย เป็นส่วนตัว มีจริยธรรม และยังสะท้อนเสียงจากชุมชนผู้ใช้ Apple หลายคนที่แสดงความสงสัยต่อเจตนาของ Google โดยชี้ว่าการเก็บข้อมูลส่วนตัว และนำไปใช้ยิงโฆษณาให้ผู้ลงโฆษณา เป็นวิธีทำเงินของ Google และ Meta มานานแม้ Gemini จะอ้างว่าใช้เทคนิคปกป้องข้อมูล แต่ผู้วิจารณ์ยังไม่เชื่อมั่น