ไม่ใช่แค่แรม แต่ CPU ก็ขาดตลาด ค้าปลีกไอทีจ่อขึ้นราคาสินค้าปลายทาง 2-5 พันบาท
วิกฤตชิปขาดแคลนลากยาวต่อในปี 2026 ผู้ผลิต-ค้าปลีกไอทีรายยักษ์ของไทย ชี้ ไม่ใช่แค่แรม-ชิปหน่วยความจำขาดตลาด ซีพียูก็ขาดแคลน และจ่อขึ้นราคาด้วย เตรียมปรับราคาสินค้าปลายทาง 10-20% หรือ 2-5 พันบาทต่อเครื่อง คราวนี้ไม่ใช่แค่คอมประกอบ แต่รวมถึงสินค้าสำเร็จรูป Notebook-สมาร์ทโฟน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดช่วงปี 2025 ที่ผ่านมาเกิดปัญหาชิปหน่วยความจำขาดแคลน เนื่องจากมีการจัดส่งให้ดาต้าเซ็นเตอร์เอไอขนาดใหญ่ และผู้ผลิตรายใหญ่ทยอยยกเลิก-ลดการผลิตชิปความจำสำหรับลูกค้าคอนซูเมอร์ โดยปัญหาที่พบเดิมทียังจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มคอมพิวเตอร์ประกอบเอง ที่ผู้บริโภคต้องซื้อชิ้นส่วนต่าง ๆ เอง
โดยล่าสุด รายงานจาก IDC และ Trendforce ระบุตรงกันว่า สินค้าปลายทางที่ประกอบสำเร็จรูปมาแล้วอย่าง “สมาร์ทโฟน” และ “โน้ตบุ๊ก” จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตชิปด้วย เพราะหน่วยความจำคิดเป็นต้นทุนผลิต 10-40% จึงคาดว่ามีการรีเซตโครงสร้างราคาใหม่ โดยไม่เพิ่มขึ้นมากแต่มาร์จิ้นแคบลง หรือกำหนดมาตรฐานสเป็กใหม่ใช้หน่วยความจำน้อยลง คาดว่า ราคาขายเฉลี่ยของสมาร์ทโฟนอาจเพิ่มขึ้น 3-5% ในสถานการณ์ปานกลาง หรือ 6-8% ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุด
โดยเฉพาะผู้ผลิต OEM กลุ่มสมาร์ทโฟนกลางถึงล่างที่มีการซื้อหน่วยความจำล่วงหน้าน้อยกว่าแบรนด์ไฮเอนด์ จะกดดันส่วนต่างกำไรหรือมาร์จิ้นต่อชิ้นให้แคบลง และผลักส่วนต่างนั้นถึงมือผู้ซื้อปลายทาง
ในฝั่งคอมพิวเตอร์ ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตลาดไอทีประกอบกับสอบถามแหล่งข่าวในวงการค้าส่งไอที เปิดเผยว่า สถานการณ์ตอนนี้ยังคงไม่ดีขึ้น ไม่ใช่แค่ “แรม” หรือชิปความจำที่ขาดตลาด แต่ตอนนี้ยังรวมถึงชิปประมวลผลหรือ CPU ยอดนิยม “สีฟ้า” ที่ขาดตลาดไป และ “สีแดง” ที่กำลังขึ้นราคา อีกทั้งสินค้าอื่น ๆ อย่างเมนบอร์ด จะทยอยปรับขึ้นราคาด้วย
นายวรพจน์ ถาวรวรรณ ผู้จัดการทั่วไปประจำไทย และภูมิภาคอินโดจีน ของ เลอโนโว (Lenovo) ซึ่งเป็นเวนเดอร์รายยักษ์ท็อป 3 ของโลก เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในเดือน ม.ค. 2569 นี้ ราคาสินค้าสำหรับผู้บริโภคปลายทางได้ปรับตัวสูงขึ้นแล้วประมาณ 10-20% ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากต้นทุนหน่วยความจำ (Memory/SSD) ที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 300% ตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งทางผู้ผลิตได้แบกรับมาต่อเนื่อง
“สินค้าที่ได้รับผลกระทบนั้นครอบคลุมทุกอุปกรณ์ที่ใช้หน่วยความจำ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์พีซี มือถือ แท็บเลต และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลอื่น ๆ ยังมีโอกาสที่จะปรับตัวสูงขึ้นอีกภายใน 3 เดือนข้างหน้า จะไม่ปรับตัวลดลงเป็นเวลาอย่างน้อย 9 เดือน”
“การตอบสนองต่อราคาในไตรมาสแรก ผู้บริโภคอาจชะลอการตัดสินใจซื้อจากภาวะ “ช็อกราคา” แต่หลังจากรับทราบว่าราคาจะยังไม่ลดลงในระยะเวลาอันใกล้ อย่างน้อย 1 ปี คาดว่ากำลังซื้อจะกลับมาฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป เพราะไม่มีทางเลือกอื่นสำหรับการใช้งาน โดยเฉพาะการสิ้นสุดซัพพอร์ตวินโดวส์ 10 ทำให้คนต้องเปลี่ยนไปใช้เครื่องรุ่นใหม่”
นางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซินเน็ค (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นผู้ค้าส่งรายใหญ่ กล่าวด้วยว่า เมื่อเวนเดอร์ปรับขึ้นราคา เรารับของมาก็ต้องปรับตาม และพาร์ตเนอร์ค้าปลีกก็ต้องปรับขึ้นด้วย
“แต่อย่างไรก็ตามสินค้าคอมซูเมอร์ยังหวังโต 10% จากประสบการณ์ชิปขาดตลาดช่วงโควิด-19 เราเห็นแล้วว่า เมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนเครื่อง คนก็ต้องซื้ออยู่ดี เพราะสินค้าไอทีโดยเฉพาะกลุ่มมือถือ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ต้องใช้ในการทำงาน”
ขณะที่สินค้าฝั่งคอมเมอร์เชียล หรือเอ็นเตอร์ไพรส์ ไม่ว่าคอมพิวเตอร์ หรืออื่น ๆ ล้วนมีสเป็กเฉพาะ ที่องค์กรมีการสั่งซื้อล่วงหน้าไว้หมดแล้วจึงน่าจะยังไม่ได้รับผลจากการขาดแคลนชิป
ด้านนายณัฏฐ์ ณัฐนิธิการัชต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด (มหาชน) หรือ ADVICE ค้าปลีกไอทีรายใหญ่ เปิดเผยว่า ในปีนี้คาดว่าราคาปลายทางของคอมพิวเตอร์ประกอบ และโน้ตบุ๊กพีซี (สินค้าประกอบเสร็จ) ปรับขึ้นประมาณ 2-5 พันบาทต่อเครื่อง ในสเป็กเดิม
สิ่งที่จะเกิดตามมามองว่า การจัดสเป็กจะลดขนาดหน่วยความจำ SSD, RAM แบบไม่อลังการ ราคาก็จะขึ้นไม่เยอะ
“ผลกระทบต่อค้าปลีกคืออาจไม่โตเท่าที่ควรจะเป็น แต่คาดว่า YOY ยังคงโต เพราะครบรอบเปลี่ยนจากสมัยโควิด และเครื่องที่ใช้วินโดวส์ 10 ต้องเปลี่ยน เพราะไมโครซอฟต์ไม่ซัพพอร์ตแล้ว ส่วน Advice เราจะยังเน้นโตจากมือถือ แต่อาจปรับเป้าโตจาก Oppday งบฯ Q3/68 เคยบอกว่าจะโต 30% ตอนนี้ปรับเป้าเหลือ 25%”