SYNNEX เปิดบ้าน OPEN HOUSE 2026 โชว์เคส 5 โซลูชั่น บ้าน-ออฟฟิศ แปลงโฉมโกดังอัตโนมัติ เตรียมพร้อมแผนรุกปี 2569 ตอกย้ำบทบาท “Empowering the Future Together” รับคลื่นลงทุนยุค AI เป้าหมายรายได้แตะ 53,000 ล้านบาท
นางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ซินเน็ค (ประเทศไทย) หรือ SYNNEX กล่าวว่า ในปี 2569 ซินเน็คกำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในการขับเคลื่อนระบบนิเวศเทคโนโลยีไทย เปิดตัว Synnex Technology Showcase พื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยีให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และโซลูชันจากพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลก ครอบคลุมตั้งแต่ Smart Device, Consumer Tech, Gaming & Creator Economy ไปจนถึง Cloud, Data Center และ AI Infrastructure
ไฮไลท์ภายในงาน มี 5 โซนหลัก ประกอบด้วย
- โซน The Living Future บ้านอัจฉริยะที่เทคโนโลยีทำงานร่วมกันเป็นระบบเดียว และโซลูชั่นพลังงาน Solar & ESS เพื่อคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
- โซน Synnex Smart Town เมืองอัจฉริยะที่ใช้ AI วิเคราะห์ความปลอดภัย การจราจร และ Smart Parking เพื่อการบริหารจัดการบนข้อมูลจริง
- โซน Future Workplace ที่ทำงานอัจฉริยะรองรับ Hybrid Work ด้วย Data Center ที่พร้อมสำหรับ AI, Cybersecurity และ Collaboration Solution โซน Smart Learning Hub ห้องเรียนอัจฉริยะที่เชื่อมการเรียนออนไลน์-ออฟไลน์อย่างไร้รอยต่อ และ
- โซน Smart Wellness for Better Life โซลูชัน Smart Wellness ที่ผสาน AI, Medical IoT และ Telemedicine เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับระบบสาธารณสุข

นอกจากนี้ SYNNEX ยังเปิดตัวคลังสินค้าและระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ (Smart Warehouse) เพื่อยกระดับการบริหารจัดการสู่มาตรฐานอุตสาหกรรม รองรับการจัดการสินค้ากว่า 12.8 ล้านชิ้นต่อปี บนพื้นที่รวมประมาณ 9,000 ตารางเมตร
คลังสินค้าแห่งนี้ได้รับการออกแบบกระบวนการทำงานแบบอัตโนมัติผสานการทำงานร่วมกับบุคลากรอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว ความแม่นยำ และความปลอดภัย ครอบคลุมทุกขั้นตอนของการบริหารจัดการ โลจิสติกส์ ตั้งแต่การรับสินค้า การจัดเก็บ การเตรียมสินค้า ไปจนถึงการจัดส่งถึงปลายทาง รองรับยอดขายต่อเดือนเพิ่มขึ้น 62%

จุดเด่นสำคัญคือการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้จริง ไม่ว่าจะเป็นระบบจัดเก็บและเบิกสินค้าอัตโนมัติ (ASRS) และหุ่นยนต์หยิบสินค้าอัจฉริยะ HaiPick ซึ่งสามารถรองรับการทำงานได้สูงสุดถึง 10,000 ชิ้นต่อชั่วโมง พร้อมเชื่อมต่อข้อมูลแบบ Real-time กับระบบ ERP สะท้อนศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาวอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ตั้งเป้าปี 2569 ยอดขายโต 5.3 หมื่นล้านบาท
นางสาวสุธิดา ยังได้เปิดเผยทิศทางการเติบโตในปี 2569 โดยเดินหน้ายกระดับบทบาทองค์กรภายใต้แนวคิด “Empowering the Future Together” พร้อมวางกลยุทธ์เชิงรุกรับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไทยในยุค AI ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นแกนหลักของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ส่งผลให้เกิดคลื่นการลงทุนและการอัปเกรดเทคโนโลยีในทุกระดับ ทั้งจากภาคเอกชนและภาครัฐ รวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก
สำหรับปัจจัยหนุนการเติบโตในปี 2569 SYNNEX มองว่าคลื่นการอัปเกรดอุปกรณ์จากการมาของ AI PC และ AI Smartphone การเติบโตของ Cloud, Data Center และ Wearables ตลอดจนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของภาครัฐ และการไหลเข้าของเงินลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยขยายขนาดตลาดไอทีโดยรวม และยกระดับการเติบโตจากเชิงปริมาณสู่ การเติบโตเชิงมูลค่า จากการใช้โซลูชันที่ซับซ้อนและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนโอกาสการเติบโตของ SYNNEX ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มยอดขายอุปกรณ์ แต่ขยายไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากโซลูชั่นและบริการเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การลงทุนในยุค AI อย่างครบวงจร
นางสาวสุธิดา กล่าวทิ้งท้ายว่า ปี 2569 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากการยกระดับสู่ยุค AI อย่างเต็มรูปแบบทั้งในฝั่งผู้บริโภคและองค์กร
คาดหวังว่าการทำตลาดในฝั่งโซลูชั่นจะเริ่มเห็นได้ชัดในปีนี้ และรักษาการเติบโตของสินค้าคอมซูเมอร์ไว้ จะมุ่งสู่เป้าหมายรายได้ 5.3 หมื่นล้านบาท ในปี 2569
วิกฤตคอมพ์-สมาร์ทโฟนแพง
นางสาวสุธิดา กล่าวด้วยว่า ในฝั่งสินค้าผู้บริโภค กลุ่มสินค้ามือถือ ยังคงครองสัดส่วนรายได้จำนวนมาก และมีความต้องการที่สูง ซึ่งจะยังคงรักษาการเติบโตในระดับเดิมต่อไป
เมื่อถามถึง สถานการณ์ที่ชิปหน่วยความจำขาดแคลนที่ลากยาวมาตั้งแต่ปีที่แล้ว จนฝั่งเวนเดอร์หรือผู้ผลิตต้องปรับขึ้นราคา กระทบกับราคาสินค้าไอทีประกอบเสร็จอย่างไร
นางสาวสุธิดากล่าวว่าในเบื้องต้นยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงนัก และสินค้าในกลุ่มโฟน (มือถือ) หรือสินค้าคอมซูเมอร์ยังหวังโต 10% จากประสบการณ์ชิปขาดตลาดช่วงโควิด-19 เราเห็นแล้วว่า ถึงที่สุดคนก็ต้องซื้ออยู่ดี เพราะสินค้าไอทีโดยเฉพาะกลุ่มมือถือ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ต้องใช้ในการทำงาน”
ดังนั้นเมื่อเวนเดอร์ปรับขึ้นราคา ผู้ค้าส่งอย่าง Synnex ก็ต้องปรับตาม และพาร์ตเนอร์ค้าปลีกก็ต้องปรับขึ้นด้วย
ขณะที่สินค้าฝั่งคอมเมอร์เชียล หรือเอ็นเตอร์ไพรส์ ไม่ว่าคอมพิวเตอร์ หรืออื่น ๆ ล้วนมีสเป็กเฉพาะ ที่องค์กรมีการสั่งซื้อล่วงหน้าไว้หมดแล้ว จึงน่าจะยังไม่ได้รับผลจากการขาดแคลนชิป