Skip to content

4 พรรคโชว์วิชั่นอนาคต “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” S-Curve  ของไทย  

26 ม.ค. 2569 | 18:01น.
4 พรรคโชว์วิชั่นอนาคต “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” S-Curve  ของไทย  

4 ขุนพลเศรษฐกิจ 4 พรรคการเมืองประชันวิสัยทัศน์ “เศรษฐกิจใหม่” เครื่องยนต์ใหม่สร้างรายได้ในอนาคตให้ประเทศ พท. ชูฮับการเงิน, ปชป. ชู EV, wellness ถึง ศก.อวกาศ, ภจท. ชูความเชื่อมั่น Trust คือ S-curve, ปชน. ชู ติดชิปให้อุตสาหกรรมเก่า ยุทธศาสตร์ส่วนประกอบชิป 

ประชาชาติธุรกิจ จัดเวทีประชันวิสัยทัศน์ : ECONOMIC LEADERSHIP “เลือกผู้นำ เลือกอนาคตเศรษฐกิจ” เพื่อร่วมกันค้นหาทางรอดของประเทศ จาก 4 ขุนพลเศรษฐกิจของ 4 พรรคการเมือง นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.), นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.), นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมถึง ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ผ่านโจทย์ 5 สมรภูมิเศรษฐกิจ

สำหรับประเด็น “เศรษฐกิจใหม่” โดยมีโจทย์ New S-Curve ตัวจริงคืออะไร ที่จะสร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศภายใน 4 ปี

พรรคเพื่อไทย เตรียมความพร้อม- ผูกมิตร เป็นศูนย์กลางการเงิน

“เผ่าภูมิ” เสนอว่าแนวทาง New S-Curve ของพรรคเพื่อไทยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การเลือกรายอุตสาหกรรม (จิ้มเลือก) แต่เน้นไปที่การ สร้างความพร้อมของประเทศ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่จะเข้ามา โดยมีหัวใจสำคัญคือการทำให้ประเทศไทยเป็น “ฟองน้ำ” ที่สามารถรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้

“การที่ภาครัฐ “จิ้ม” ว่าจะเอาอะไรแบบไหน ถ้าจิ้มถูกก็ถือว่าดี แต่ถ้าจิ้มไม่ถูกก็อาจเป็นอันตรายครับ
เพราะฉะนั้น สิ่งที่สำคัญกว่าการจิ้ม คือการทำให้ประเทศพร้อมสำหรับอุตสาหกรรมที่จะเข้ามา และเปิดให้กลไกตลาดเป็นตัวเลือกที่แท้จริง ซึ่งนี่คือสิ่งสำคัญที่สุดครับ”

ประการแรก คือ ความพร้อมของปัจจัยพื้นฐาน

เป็นฐานรากสำคัญ 4 ประการ พรรคเพื่อไทยมองว่าสิ่งที่สำคัญกว่าการระบุชื่ออุตสาหกรรม คือการพัฒนาศักยภาพพื้นฐาน 4 ด้าน เพื่อให้กลไกตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน

  1. เทคโนโลยี มุ่งเน้นการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยไทยไม่ควรเริ่มจากศูนย์ แต่ต้องใช้ทางลัดจากการเรียนรู้เทคโนโลยีที่เข้ามา
  2. ห่วงโซ่อุปทานของโลก ผลักดันให้ไทยเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนที่หลากหลายและตอบโจทย์ทุกขั้วอำนาจเศรษฐกิจ เพื่อให้ประเทศไม่ได้รับผลกระทบหากขั้วอำนาจใดอำนาจหนึ่งเกิดปัญหา
  3. การพัฒนาศักยภาพมนุษย์ ปรับปรุงการศึกษาและเตรียมความพร้อมของแรงงาน เพราะหากแรงงานไม่มีศักยภาพ ทุนต่างชาติก็จะไม่เข้ามาลงทุน
  4. Local Content ส่งเสริมให้มีการใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนภายในประเทศ เพื่อให้รายได้กระจายสู่คนไทยมากขึ้น

” เราต้องทำให้เทคโนโลยีของเรานั้นเจริญก้าวหน้าเพียงพอที่จะรองรับอุตสาหกรรมที่จะเข้ามาได้ ผมไม่ปฏิเสธว่าการลงทุนขนาดใหญ่ที่เข้ามาในรูปแบบ FDI และมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี ตรงนั้นคือหัวใจสำคัญประเทศไทยไม่ควรเริ่ม (สร้างเทคโนโลยี) จากศูนย์ เรามีทางลัดได้ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากการลงทุนเหล่านี้”

ประการที่สองอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก

แม้ “เผ่าภูมิ” จะกล่าวว่า ไม่ได้จิ้มเลือกอุตสาหกรรมใดเป็นพิเศษ แต่ส่วนที่ให้น้ำหนักอย่างเด่นชัด คือ ภาคการเงิน โดยต้องเน้นการเป็น “ศูนย์กลางทางการเงิน หรือ Financial Hub”

พรรคเพื่อไทยชูเรื่อง อุตสาหกรรมบริการทางการเงิน (Financial Services) เป็น New S-Curve ที่มีโอกาสเติบโตสูงและก้าวกระโดดได้มากกว่าการท่องเที่ยวหรือเกษตร โดย เสนอให้ รวมศูนย์การกำกับดูแล โดยให้มี พรบ. Financial Hub เพื่อแก้ไขปัญหาความกระจัดกระจายของการขอใบอนุญาต (ปัจจุบันต้องผ่านทั้ง ธปท., กลต. และ คปภ.) ให้กลายเป็นแบบ One Stop Service เพื่อความรวดเร็วและดึงดูดนักลงทุน

อีกส่วนคือ ยุทธศาสตร์การเชื่อมต่อ (Connectivity) พรรคไม่ได้มองฮ่องกงหรือสิงคโปร์เป็นคู่แข่งที่ต้องเอาชนะ แต่เน้นการ “เชื่อมต่อ” วางตัวเป็นเสาหลักที่เชื่อมบริการทางการเงินระหว่างฮ่องกงกับตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม) ที่มีเศรษฐกิจเติบโตสูงแต่บริการทางการเงินยังต่ำ

สุดท้าย คือ Green Finance มีแผนที่จะเชื่อมต่อกับศูนย์กลางการเงินระดับโลกอย่างลักเซมเบิร์กในมิติของ Green Financial Service เพื่อสร้างโอกาสใหม่ ๆ

ประการที่สาม รูปแบบการบริหารจัดการ

พรรคเพื่อไทยเน้นว่าการเติบโตสู่ New S-Curve ต้องอาศัย หลักนิติธรรม (Rule of Law) ที่ดี การกำกับดูแลที่เหมาะสม และการทำธุรกิจที่ง่าย (Ease of doing business) เพื่อสร้างความน่าดึงดูดใจให้กับทุนทั่วโลก แม้จะมีการวางยุทธศาสตร์โดยภาครัฐ แต่ต้องเปิดให้กลไกตลาดเป็นตัวเลือกอุตสาหกรรมที่เหมาะสมที่สุดด้วย

โจทย์ที่ว่า S-Curve คืออะไร ผมคิดว่าสำคัญอยู่ที่ “ฐานของประเทศ” ต้องมีความมั่นคง ซึ่งต่อไปแล้วจะมีอยู่ใน 4 กรณีครับ และโมเดลที่จะดึงดูดการลงทุน ต้องทำให้การทำธุรกิจเป็นเรื่องง่าย มี Rule of Law ที่ดี และมีการกำกับดูแลที่เหมาะสม ในลักษณะของ Financial Hub นั้น ถือว่าตอบโจทย์ครับ”

พรรคประชาชน อุตสาหกรรมเก่าไปต่อ อุตสาหกรรมใหม่เฉิดฉาย

“วีระยุทธ” กล่าวว่า พรรคประชาชนมีมุมมองต่อเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New S-Curve) ที่เน้นการทำให้ประเทศไทย “มีขาเป็นของตัวเอง” ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง แทนที่จะพึ่งพาเพียงการดึงดูดเทคโนโลยีจากต่างชาติเหมือนในอดีต

บทเรียนมาจากอุตสาหกรรมรถ EV ที่เห็นว่านโยบายอุตสาหกรรมในอดีต (เช่น EV) มีข้อผิดพลาดในการทุ่มงบประมาณอุดหนุนเฉพาะฝั่งอุปสงค์ (Demand) หรือผู้ซื้อและผู้ขายรถยนต์เกือบทั้งหมด แต่ไม่ได้ลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) หรือการพัฒนาแรงงานให้เปลี่ยนผ่านจากระบบสันดาปไปสู่ซอฟต์แวร์และแบตเตอรี่ได้อย่างแท้จริง

พรรคเสนอให้เปลี่ยนวิธีคิดจากเดิมที่เน้นสร้าง “Product Champion” เช่น การพยายามผลิตรถยนต์ทั้งคัน มาเป็นการสร้าง “ชิ้นส่วนยุทธศาสตร์” (Strategic Component) แทน เพราะในโลกยุคปัจจุบันการจะผลิตสินค้าสำเร็จรูปแข่งกับมหาอำนาจอย่างจีนเป็นไปได้ยากมาก

-ยุทธศาสตร์ “ติดชิป” ให้กับอุตสาหกรรมเก่า พรรคให้ความสำคัญกับการไม่ทิ้งอุตสาหกรรมเดิมที่จ้างงานคนจำนวนมาก (เช่น เครื่องประดับ, เครื่องจักรกลเกษตร, สิ่งทอ, เฟอร์นิเจอร์) ซึ่งมักถูกละเลยในยุคเศรษฐกิจแบบ K-Shape, โดยมีแนวทางคือ

-การนำเทคโนโลยีไปยกระดับอุตสาหกรรมเก่า ตัวอย่างเช่น การผลิตเตียงไม้ราคา 5,000 บาท หากนำไป “ติดชิป” หรือใส่เซ็นเซอร์เพื่อวัดแผลกดทับหรืออุณหภูมิ จะสามารถเพิ่มมูลค่าได้เป็น 10 เท่า หรือ 50,000 บาท

-การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย พรรคเสนอให้เน้นการลงทุนใน 3 ด้าน ได้แก่ 1. เซ็นเซอร์ (Sensors): เพื่อยกระดับสินค้าเดิมและสร้างอุตสาหกรรมใหม่ 2. โฟโตนิกส์ (Photonics): สำหรับใช้ในระบบ AI และการพลังงานแสง 3. พาวเวอร์บอร์ด (Power Board) เช่น บอร์ดควบคุมในเครื่องปรับอากาศ ซึ่งปัจจุบันไทยนำเข้าจากจีนจำนวนมาก ทั้งที่มีศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาเอง

“เราเสนอว่า ควรเปลี่ยนจากวิธีคิดแบบการผลิตทั้งคัน ทั้ง Supply Chain ซึ่งไม่จำเป็นอีกต่อไป มาเป็นการเสนอ “ชิ้นส่วนยุทธศาสตร์” โดยเริ่มต้นจาก 3 ชิ้นส่วนหลัก ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมให้เดินหน้าต่อไปได้ และในขณะเดียวกันก็ทำให้อุตสาหกรรมใหม่ได้เฉิดฉายด้วย

ที่สำคัญ อย่าลืมเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เรามองว่าไทยจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์กับโลก โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียตะวันออก ในเชิงเทคโนโลยีให้มากขึ้น จึงมี ยุทธศาสตร์ Look North

– ยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ “Look North” เสนอแนวคิด “Look North for Choice Technology” โดยการดึงพันธมิตรจากเอเชียตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น, เกาหลี, ไต้หวัน และจีน เข้ามาร่วมในจุดที่ไทยยังขาด เช่น เน้นการร่วมมือในอุตสาหกรรมอนาคต เช่น พลังงานไฮโดรเจน และ ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Autonomous Driving) เน้นการเจรจาเรื่องการแบ่งปันสิทธิบัตร (Patent Sharing) ให้ชัดเจน เพื่อให้ไทยได้รับประโยชน์ทางเทคโนโลยีในระยะยาว

พรรคภูมิใจไทย ความเชื่อใจคือสินทรัพย์อนาคต

“สิริพงศ์” ได้แสดงให้เห็นว่า สำหรับพรรพรรคภูมิใจไทย ความเชื่อมั่นเป็น New S-Curve ใหม่ และต้องอาศัยความใช้ความสอดคล้องทางภูมิรัฐศาสตร์ รักษาความเป็นกลางในการค้าขาย เป็นแต้มต่อในการดึงดูดการลงทุนจากทุกขั้วอำนาจ

อุตสาหกรรมเป้าหมาย

  1. Green Energy & Carbon Sovereignty การมุ่งสู่การเป็น ASEAN Power Grid และการสร้างมาตรฐานคาร์บอนเครดิตที่เป็นสากล เพื่อเปลี่ยนกำแพงภาษีคาร์บอนให้กลายเป็นโอกาสทางการแข่งขัน
  2. EV Springboard การใช้ความแข็งแกร่งของฐานผลิตรถยนต์สันดาปเดิมเป็นฐานในการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นระบบ
  3. Trade Plus Model การยกระดับจาก “ผู้ขายสินค้า” เป็น “พาร์ทเนอร์ที่โลกขาดไม่ได้” (Indispensable Partner) ในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างหลักประกันด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
  4. Creative Economy (Thai IP): การให้แรงจูงใจ (Incentive) โดยมุ่งเน้นที่เจ้าของลิขสิทธิ์ (Intellectual Property) ชาวไทยโดยเฉพาะ เพื่อเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับจ้างผลิตเป็นเจ้าของมูลค่าทางเศรษฐกิจ
  5. Food Security Hub: การสร้างโมเดลการค้าที่ปรับแต่งตามบริบทเฉพาะของประเทศคู่ค้า เพื่อวางตำแหน่งไทยเป็นคลังอาหารที่มั่นคงของโลก

“วันนี้นโยบายของเรามีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า “Trade Plus” คือการเปลี่ยนจากแค่ผู้ขาย ไปเป็น Partner ของต่างประเทศ เราต้องพยายามทำให้ตัวเราเข้าไปอยู่ใน Supply Chain ของเขาในลักษณะที่เขาขาดไม่ได้ ปัจจุบันท่านจะได้เห็นนโยบายเกี่ยวกับการเป็น Food Security Hub การสร้างรูปแบบการค้ากับต่างประเทศที่หลากหลายและเหมาะสมกับแต่ละประเทศ ดังนั้น “Trust” จะเป็น New S-Curve ใหม่ของไทยครับ”

ประชาธิปัตย์ ฝ่าเศรษฐกิจเก่า-สังคมแก่

“การดี” กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มองว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับ “เครื่องยนต์เศรษฐกิจที่เก่าและสังคมที่แก่” จึงตั้งเป้าหมายสร้างการเติบโตของ GDP ให้ได้ 5% ภายใน 4 ปี โดยมุ่งเน้นการต่อยอดจากฐานเดิมไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่โลกต้องการ

1.การเกษตรและอาหารมูลค่าสูง

พรรคเน้นการเปลี่ยนรูปแบบจากการผลิตขนาดใหญ่ที่มีราคาถูก ไปสู่ การเกษตรและอาหารมูลค่าสูง เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ (Functional Food) หรือการผลิตอาหารที่มีสรรพคุณเป็นยา โดยจะใช้ความหลากหลายทางชีวภาพของไทยมาต่อยอดด้วยงานวิจัย วิทยาศาสตร์ และการสนับสนุนจาก อย. เพื่อเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่

2.Green Manufacturing และการยกระดับ EV

พรรคต้องการผลักดันให้ไทยก้าวข้ามอุตสาหกรรมยุค 3.0 ไปสู่การผลิตที่ยั่งยืน โดย พลังงานสะอาด ถูกมองว่าเป็นความมั่นคงอีกประเภทหนึ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญ ยังตั้งเป้าสนับสนุนให้อุตสาหกรรม EV เกิดการผลิตภายในประเทศและ เพิ่มสัดส่วน Local Content ให้มากขึ้น เพื่อให้คนไทยได้รับประโยชน์จากการเป็นฐานการผลิตอย่างแท้จริง

3.เศรษฐกิจดิจิทัลและข้อมูล (Data Economy) ให้มองไกลกว่าเพียงการดึงดูด Hyperscaler มาตั้ง Data Center แต่ต้องสร้าง เกมใหม่ เพื่อให้คนไทยได้ประโยชน์ เช่น การทำให้บริษัทใหญ่มาช่วยสร้างบุคลากรที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมใหม่ การเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของ Data Economy เช่น การทำความสะอาดข้อมูล (Data Cleansing), การบำรุงรักษา Data Center และระบบเคเบิลใต้น้ำ

“Digital Services วันนี้มีการลงทุนจากกลุ่ม Hyperscaler ทางด้าน Data Center เข้ามาจำนวนไม่น้อย ถือเป็นสิ่งที่น่าพอใจ แต่ก็ยังมีคำถามเดิมว่า ใช้น้ำ ใช้ไฟมาก แต่การจ้างงานกลับน้อยเกินไป เราจึงต้องคิดในมุมใหม่ว่า หากนี่คือโอกาสใหม่ที่เข้ามา รัฐบาลใหม่ควรจะมีกลยุทธ์ใหม่ในการรับมือ โดยต้องทำให้กลุ่ม Hyperscaler เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างบุคลากรของเรา เพื่อให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมใหม่ ๆ”

Digital Economy ไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่ใช่อนาคต แต่เรายังสามารถต่อยอดไปอีกขั้นได้ คือ Data Economy ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานใน Supply Chain ของเขา เช่น การทำความสะอาดข้อมูล (Data Cleansing) ก่อนนำไปใช้งาน การดูแลบำรุงรักษา Data Center หรือแม้กระทั่งการจัดการระบบ Submarine Cable

4.Wellness, Longevity และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ใน อุตสาหกรรมสุขภาพ ต้องต่อยอดการท่องเที่ยวไปสู่ Wellness and Longevity โดยเชื่อมต่อกับอาหารฟังก์ชันและการผลักดันให้ไทยผลิตเครื่องมือทางการแพทย์เองผ่านการวิจัยในโรงเรียนแพทย์

และต้องแก้ไขกฎหมายที่ล้าหลัง ที่เป็นอุปสรรคต่อการประชาสัมพันธ์ความเก่งกาจทางการแพทย์ของไทย เพื่อให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพระดับโลก

รวมถึง Talent Economy สนับสนุนอุตสาหกรรมคอนเทนต์และ เกม (Gaming) ซึ่งมองว่าเป็นอนาคตของ E-commerce

5.เศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy)

พรรคเสนอให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจอวกาศผ่าน Thailand Space Act โดยเน้นการใช้ข้อมูลจากการสังเกตโลก (Earth Observation) มาแก้ปัญหาเกษตรและโลจิสติกส์ รวมถึงการสำรวจอวกาศ (Space Exploration) เนื่องจากไทยมีข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Data Center เลือกตั้ง 2569