TrueID เปิดตลาด ‘ละครแนวตั้ง’ ทรานส์ฟอร์มใหญ่ในรอบ 10 ปี
การประกาศทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ของ “ทรูไอดี” (TrueID) ภายใต้แนวคิด “CO CREATE THE SERIES” เพื่อพลิกบทบาทจากแพลตฟอร์มรับชมคอนเทนต์ สู่ศูนย์กลางระบบนิเวศดิจิทัล (Digital Ecosystem Hub) นับเป็นบิ๊กมูฟเมนต์ที่เกิดขึ้นในรอบ 10 ปี และยิ่งตอกยํ้าว่าพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ไม่ใช่แค่เสพติด “ความเร็ว” แต่ต้องการประสบการณ์ที่ “ไร้รอยต่อ” ด้วย
เส้นทาง 10 ปี “ทรูไอดี”
“วินท์รดิศ กลศาสตร์เสนี” กรรมการผู้จัดการ ทรู ไอดี ฉายภาพเส้นทางของ “ทรูไอดี” ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาว่า เริ่มต้นในปี 2016 ด้วยการทำงานร่วมกับครีเอเตอร์ในการเขียนบทความ (Article) ซึ่งปัจจุบันเว็บไซต์ trueid.net ยังคงเป็นแหล่งข้อมูลรีวิวสินค้า ท่องเที่ยว และร้านอาหารอันดับต้น ๆ ของประเทศ ก่อนขยายการให้บริการไปสู่ OTT & Social Media Platform มีการสร้างคอมมิวนิตี้ของครีเอเตอร์
จาก “คอมมิวนิตี้” กลายเป็น “Creator Ecosystem” ที่แข็งแรง สามารถเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ และมีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ เข้ามา เช่น คอนเทนต์วิดีโอสั้น (Short Form), Social Commerce และ AI Creation เพื่อให้ครีเอเตอร์ทุกคนสามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
สำหรับการใช้งาน “ทรูไอดี” มีจำนวนผู้ใช้ (Active Users) อยู่ที่ 30 ล้านคนต่อเดือน ซึ่งส่วนใหญ่รับชมวิดีโอสั้น และในปี 2025 มีจำนวน TrueYou Points หมุนเวียนในทุก ๆ วันกว่า 14.3 ล้านพอยต์ต่อวัน ขณะที่การรับชมการถ่ายทอดสดในเวลาเดียวกันทำสถิติสูงสุดที่ 1.1 ล้านคน (ฟุตบอลโลก 2022 คู่ชิง)
“ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าทรูไอดีเป็นแพลตฟอร์มที่เข้าใจคนไทย ธุรกิจไทย และวัฒนธรรมไทยเป็นอย่างดี”
ชำแหละ 4 ความท้าทาย
“วินท์รดิศ” กล่าวต่อว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมคอนเทนต์และสื่อกำลังเผชิญกับความท้าทายใน 4 ด้าน ได้แก่ 1.ผู้บริโภค (Consumer) เผชิญภาวะ Over-Supply มีข้อมูล และคอนเทนต์ล้นตลาด ผู้บริโภคในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าถึงแอปต่าง ๆ เฉลี่ย 101 ครั้งต่อวัน แต่การค้นหาคอนเทนต์ที่ตรงใจกลับทำได้ยากขึ้น ทั้งยังมีปัญหาความเสี่ยงเรื่อง Fake News และการหลอกลวงบนแพลตฟอร์มทั่วไป
2.ครีเอเตอร์ (Creator) ปัจจุบันในไทยมีครีเอเตอร์มากกว่า 9 ล้านคน และทำเป็นอาชีพฟูลไทม์ราว 2 ล้านคนในปี 2025 แต่มากกว่า 50% มีรายได้จากการทำคอนเทนต์เพียงเดือนละ 10,000 บาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ
3.พันธมิตรคอนเทนต์ (Content Partner) เม็ดเงินโฆษณาเปลี่ยนทิศทางจากสื่อดั้งเดิม เช่น ทีวี และสื่อสิ่งพิมพ์ไปยังสื่อดิจิทัล แต่เงินโฆษณาดิจิทัลส่วนใหญ่กลับไหลไปที่แพลตฟอร์มต่างชาติ ทำให้เม็ดเงินที่เหลือมาถึงครีเอเตอร์และพาร์ตเนอร์คอนเทนต์ไทยลดน้อยลงเรื่อย ๆ
และ 4.แบรนด์ (Brand) แพลตฟอร์มที่หลากหลายทำให้แบรนด์ต้องใช้เงินทุนและเวลาสูงมากในการเข้าถึงผู้บริโภค โดย 44% ของแบรนด์รู้สึกว่าการใช้จ่ายสื่อดิจิทัลไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เนื่องจากความสนใจของผู้บริโภคกระจัดกระจาย และวัดผลได้ยาก
“ทรูไอดีเชื่อว่าด้วยจุดแข็งด้านอีโคซิสเต็มของทรู และเครือ ซี.พี. จะช่วยให้เกิดคุณค่าในการสร้างสรรค์ร่วมกันอย่างแท้จริง จึงวางนิยามการทรานส์ฟอร์มครั้งนี้ด้วยแนวคิด Co-Creation สนับสนุนการทำงานของทุกฝ่าย”

3 กลยุทธ์ “Cocreation”
และภายใต้แนวคิด “CO CREATE THE SERIES” จะขับเคลื่อนผ่าน 3 พลังสำคัญ ได้แก่ 1.CONTENT การสร้างสรรค์ และนำเสนอเรื่องราวคุณภาพที่ตอบรับความสนใจของผู้ชม โดยเปิดตัว “ตาตั้ง by TrueID” มินิแอปซีรีส์แนวตั้งในรูปแบบ Mobile-First ที่พัฒนาขึ้นเพื่อพฤติกรรมการรับชมผ่านสมาร์ทโฟนโดยเฉพาะ พร้อมประกาศความร่วมมือกับ “DramaBox” แพลตฟอร์มซีรีส์แนวตั้งชั้นนำระดับโลก
2.COMMUNITY การเชื่อมผู้ชม ครีเอเตอร์ เจ้าของคอนเทนต์ และพันธมิตรให้เข้ามามีส่วนร่วมกับเรื่องราวและเติบโตไปด้วยกัน เปิดตัววันที่ 25 ส.ค. 2026
และ 3.COMMERCE การต่อยอดคอนเทนต์และการมีส่วนร่วมไปสู่สินค้า บริการ สิทธิประโยชน์ และโอกาสทางธุรกิจ เพื่อให้ความบันเทิงไม่สิ้นสุดเมื่อการรับชมจบลง แต่สามารถสร้างความสัมพันธ์ คุณค่า และโอกาสใหม่ให้กับทุกฝ่ายในระบบนิเวศ ซึ่งจะเห็นความชัดเจนตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. 2026

ทำไมต้อง “DramaBox”
“พรรษกร เลาห์เรณู” หัวหน้าสายงานพัฒนาธุรกิจคอนเทนต์ และมีเดีย เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) เสริมว่า เหตุผลที่ทรูไอดีตัดสินใจเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ “DramaBox” แพลตฟอร์มซีรีส์แนวตั้งอันดับ 1 ที่มียอดผู้ใช้งานสูงที่สุดในโลก มาจากการมองถึงเป้าหมายในการเชื่อมความร่วมมือ 3 อย่าง
ประกอบด้วย 1.การนำเข้า (Import) นำเข้าคอนเทนต์คุณภาพระดับโลกจากต่างประเทศของ DramaBox มาให้คนไทยได้รับชม 2.การส่งออก (Export) เปิดโอกาสและพื้นที่ให้ครีเอเตอร์ไทยได้นำผลงานไปเผยแพร่ในต่างประเทศผ่านเครือข่ายระดับโลกของ DramaBox ซึ่งจะสร้างโอกาสในการเติบโตและทำให้เรื่องเล่าของไทยยกระดับสู่คุณภาพสากล
และ 3.การร่วมผลิตและรีเมก (Co-Production & Remake) ร่วมมือกันผลิตคอนเทนต์ใหม่ ๆ เพื่อส่งเสริมวงการครีเอเตอร์ไทย และนำ IP หรือซีรีส์ยอดนิยมของ DramaBox ที่ประสบความสำเร็จแล้วมารีเมกปรับโฉมใหม่ให้เข้ากับบริบทและจริตของคนไทย
ขณะที่ในวันเปิดตัว (16 ก.ค. 2026) จำนวนซีรีส์บนแพลตฟอร์มมีให้รับชมมากกว่า 40,000 ตอน เป็น “ตาตั้ง ออริจินัล” หรือซีรีส์ที่เครือ ซี.พี. และเครือข่ายพาร์ตเนอร์ผลิตเองมีมากกว่า 10 เรื่อง ซึ่งแต่ละเดือนวางแผนว่าต้องมีซีรีส์ออริจินอลเรื่องใหม่ 2-3 เรื่อง
“คอนเทนต์ละครสั้นไม่ได้แค่เปลี่ยนพฤติกรรมการรับชมคอนเทนต์ แต่เปลี่ยนความเป็นไปของอุตสาหกรรมสื่อหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนในการถ่ายทำน้อยลง ใช้นักแสดงหลักเพียง 6-10 คน ทำให้ดำเนินเรื่องได้ว่องไว รวมถึงระยะเวลาการผลิตที่เหลือเพียง 2 เดือน สอดรับกับรอบการโปรโมตทางการตลาดของแบรนด์สินค้าต่าง ๆ แตกต่างจากละครยาวที่กว่าจะออนแอร์สินค้าที่ต้องการโปรโมตก็อาจตกรุ่นหรือเลิกนิยมไปแล้ว”
ไม่ได้เปลี่ยนเพื่อ “ชน” กับใคร
เมื่อถามถึงมุมมองการแข่งขันหลังจากทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ “วินท์รดิศ” บอกว่า การตัดสินใจในครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะ “ชน” กับแพลตฟอร์มระดับโลก แต่เป็นการหยิบแรงบันดาลใจ หรือจุดแข็งของแพลตฟอร์มต่าง ๆ มาเป็นฟีเจอร์ใหม่ที่ตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคมากขึ้น
เช่น นำแรงบันดาลใจจาก TikTok ในแง่ของรูปแบบวิดีโอสั้นที่ได้รับความนิยมอย่างสูงมาปรับใช้ หรือในฝั่ง YouTube มีการเรียนรู้ระบบการจัดสรรพื้นที่ที่ดึงดูดกลุ่มครีเอเตอร์ และการสร้างแรงจูงใจให้ผู้ใช้งาน ส่วน Instagram นำจุดเด่นเรื่องงานภาพและการนำเสนอ Visual ที่มีความสวยงามและมีสไตล์มาประยุกต์ใช้
แต่ด้วยจริตของคนไทยมีความเฉพาะตัว จากการทำวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างจริงจัง พบว่าคนไทยชอบหน้าตาแอปพลิเคชั่นสไตล์ตะวันตก ต้องสะอาดตา สบายใจ ไม่ชอบแอปที่ดูหน้าจอหนาแน่น และวุ่นวายแบบแอปจีนส่วนใหญ่ แต่การใช้งานชอบแบบแอปจีนที่มีฟังก์ชั่นตอบโจทย์การใช้งานหลายอย่างในที่เดียว
“เราไม่คิดว่าจะสามารถเป็น TikTok ได้ เพราะในทุกอุตสาหกรรมคนที่เดินตามรอยผู้อื่นมักไม่ประสบความสำเร็จ สิ่งที่เราทำได้คือมุ่งตามพฤติกรรมคนไทย มองไปในอนาคต และไม่ยึดติดกับการแข่งขันแบบเดิม ๆ เพราะโลกเปลี่ยนไปเร็วมาก และพฤติกรรมของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปเร็วเช่นกัน”