Pain Point สู่ “ขุนทอง” กลยุทธ์ขยายลูกค้า KBank
จุดกำเนิดจาก pain point เล็ก ๆ อย่างการ “หารบิล-ทวงเงิน” เมื่อต้องไปกินข้าวกับเพื่อน ซึ่งได้สำรวจแล้วว่า เป็น “ปัญหาร่วม” ที่เหล่ามนุษย์สังคมจะต้องเจอ นำไปสู่การพัฒนา “ขุนทอง” แชตบอตผ่าน LINE ที่เป็นเสมือน “เหรัญญิก” กลุ่มยุค 4.0 ที่ธนาคารกสิกรไทย และบริษัทกสิกร บิสซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีทางการเงิน ร่วมกันพัฒนาขึ้น
โดยมีจุดเด่นคือสามารถสั่งให้ “หารเท่า-หารตามจริง” แถมทวงบิล-จ่ายเงินได้หลายช่องทาง ไม่จำกัดเฉพาะบัญชีกสิกร จึงพร้อมให้ทุกคนใช้งานได้ แม้ไม่ใช่ลูกค้ากสิกรฯ และที่สำคัญคือ “ใช้ฟรี” ซึ่งกลายเป็นคำถามสำคัญว่า ทำเพื่ออะไร และจะมีโมเดลธุรกิจที่จะหารายได้อย่างไร ในเมื่อทีมพัฒนาได้ย้ำด้วยว่า “ขุนทอง” ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ “ข้อมูลส่วนบุคคล” ของผู้ใช้งาน
“เรืองโรจน์ พูนผล” ประธาน KBTG ชี้แจงว่า ขุนทองเป็นนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นเพื่อลูกค้าจริง ๆ เพื่อหวังจะสร้างประสบการณ์แบบไร้สัมผัส (contactless) รับวิถีชีวิตใหม่ (new normal) ที่จะเข้าสู่ยุค augmented intelligence ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีมาเสริมเติมเพิ่มศักยภาพให้กับคนและบริการต่าง ๆ
“เป็นการนำเทคโนโลยีมาช่วยให้ปฏิสัมพันธ์ของคนที่เจอกันน้อยครั้งมากขึ้น ได้มีเวลาสร้างประสบการณ์ร่วมกันเพื่อใช้ชีวิต ตอบโจทย์ชีวิตสังคมยุคนี้ ที่เวลาเป็นสิ่งที่มีค่า ฉะนั้นอย่ามาเสียให้กับสิ่งที่ไม่ใช่การเพิ่มปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน จงเอาเวลาไปใช้ชีวิตแล้วที่เหลือให้เทคโนโลยีทำ”
ที่สำคัญคือ KBTG ทำงานอย่างสตาร์ตอัพ ฉะนั้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการ ต้องเริ่มจาก problem solution fit, market fit ถัดจากนั้นจึงค่อย scale up และสุดท้ายคือโมเดลธุรกิจต้องตอบโจทย์ลูกค้า
“ลูกค้า หรือคอมมิวนิตี้ของขุนทอง จะเป็นคนบอกเองว่า โมเดลธุรกิจจะเป็นอย่างไร ซึ่งบริการของ “ขุนทอง” ได้ขยายออกไปนอกขอบเขตของแบงก์ เป็นไลฟ์สไตล์ที่สามารถเชื่อมต่อกับพาร์ตเนอร์อื่น ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ซึ่งน่าจะได้เห็นในเร็ว ๆ นี้”
โดยในช่วงการทดสอบใน sand box ภายใน KBTG ซึ่งมีการเชิญชวนให้พนักงานเข้าใช้งาน โดยไม่ได้ใช้งบประมาณด้านการตลาดเลย ปรากฏว่ามีผู้สนใจเข้าใช้งานกว่า 3 หมื่นราย มีวงเงินที่ขุนทองเข้าไปหารบิล-จ่ายเงิน กว่า 135 ล้านบาท และ 90% สามารถปิดบิลได้ภายใน 1 วัน
ขณะที่เป้าหมายหลังเปิดตัว “ขุนทอง” แล้ว คาดว่าจะมีผู้ใช้งานกว่า 6 แสนรายในปีนี้ และคาดหวังว่าจะช่วยเพิ่มธุรกรรมทางการเงินผ่าน K-Plus ที่ปัจจุบันมีจำนวน 277 ล้านธุรกรรมต่อเดือน เฉลี่ยคนละ 30 ครั้ง/เดือน เพิ่มเป็น 40 ครั้ง/เดือน
“เราพัฒนาบริการนี้โดยไม่ได้หวังอะไรและเชื่อว่าถ้าพัฒนาโปรดักต์ดี ๆ ให้กับลูกค้าที่ยังไม่ได้ใช้ K-Plus ให้ได้สัมผัสประสบการณ์เบื้องต้นของโมบายแบงกิ้งว่าเป็นอย่างไร เมื่อลูกค้าชอบแล้ว ต่อไปก็จะมาเปิดบัญชีกับ KBank เอง ซึ่งตอนนี้ก็เปิดผ่านออนไลน์ ด้วย e-KYC ได้แล้วปัจจุบันมียอดเปิดกว่า 1 แสนบัญชีต่อเดือน ถ้าไปผูกบัญชีกับขุนทอง ยิ่งทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น และทรานแซ็กซั่นก็จะเพิ่มขึ้นราว 30%”