“แอร์บัส” ชี้การบินฟื้นทั่วโลก เครื่องบิน “ทางเดินเดี่ยว” อนาคตสดใส

แอร์บัส

“แอร์บัส” ชี้การบินฟื้นทั่วโลก ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกน่าจับตา เผยอนาคตเครื่องบินทางเดินเดี่ยวยังสดใส เร่งยกระดับขีดความสามารถในการผลิต จับมือ “คาร์บอน แอโร่สเปซ” ผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินป้อนซัพพลายเชนผลิตแอร์บัส A320-A350

นายเบิร์ท พอร์เทอแมน (Bert Porteman) ผู้แทนแอร์บัสประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 แอร์บัสเห็นการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินและปริมาณการจราจรทางอากาศทั่วโลกเพิ่มขึ้น โดยแอร์บัสคาดการณ์ว่าภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตมากที่สุด

ทั้งนี้ ประเมินว่าในอีก 2 ทศวรรษข้างหน้า ปริมาณการจราจรทางอากาศของภูมิภาคนี้จะเติบโตเฉลี่ยที่ 5% ต่อปี และมีความต้องการอากาศยานจำนวน 19,000 ลำ ใน 2 ทศวรรษ และจากจำนวนดังกล่าว 15,000 ลำ จะเป็นเครื่องบินทางเดินเดี่ยว

“การเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน ทำให้แอร์บัสต้องยกระดับขีดความสามารถในการผลิต และการตอบสนองต่อลูกค้าเพื่อให้ทันกับความต้องการของตลาด”

สอดคล้องกับนายแมทธิว กอเดียน (Matthew Gaudion) ผู้จัดการทั่วไปของบริษัท คาร์บอน แอโร่สเปซ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมาเห็นการฟื้นตัวของธุรกิจการบินกลับสู่ระดับก่อนโควิดอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องบินทางเดินเดี่ยวที่มีการเติบโตสูงทั่วโลก

ล่าสุดแอร์บัส แอโร่สตรัคเจอร์ (Airbus Aerostructures) บริษัทในเครือของแอร์บัส ได้เลือกบริษัท คาร์บอน แอโร่สเปซ (ประเทศไทย) (Qarbon Aerospace (Thailand)) เป็นพันธมิตรในการผลิตขอบหน้าของปีกแพนหางดิ่ง (Vertical Tail Plane (VTP) leading edge) ของเครื่องบินตระกูลเอ320 (A320) ส่วนนี้คือส่วนประกอบด้านหน้าของพื้นผิวแนวดิ่งในส่วนหางของเครื่องบิน

“ความร่วมมือระหว่างแอร์บัสและคาร์บอน แอโร่สเปซ ในประเทศไทย และถือเป็นความร่วมมือที่ใหญ่ที่สุดของทั้ง 2 บริษัท”

นายแมทธิวกล่าวว่า สัญญาดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากงานผลิตที่บริษัท คาร์บอนฯ ทำให้แอร์บัสในปัจจุบัน ด้วยการผลิตและจัดส่งชิ้นส่วนและส่วนประกอบต่าง ๆ สำหรับเครื่องบินตระกูล เอ320 ตระกูล เอ330 และเอ350 ที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย

สำหรับการประกอบ VTP เมื่อแล้วเสร็จ ชิ้นส่วนเหล่านี้จะถูกส่งไปยังโรงงานผลิตของแอร์บัส แอโร่สตรัคเจอร์ ในเมืองชตาเดอ (Stade) รัฐฮัมบรูก ประเทศเยอรมนี จากนั้นจะส่งไปยังโรงงานประกอบเครื่องบินเอ 320 ทั่วโลก โดยกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นจบจบในโรงงานแห่งนี้จะอยู่ที่ประมาณ 2 สัปดาห์

แอร์บัส

“ทีมงานของเรามุ่งมั่นที่จะส่งมอบส่วนประกอบคุณภาพสูง ซึ่งสะท้อนถึงความไว้วางใจของแอร์บัส เราหวังว่าจะได้รับความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จ และสร้างการเติบโตต่อไปในภาคการบินและอวกาศของไทย”

นายแมทธิวกล่าวด้วยว่า การลงนามครั้งนี้สะท้อนถึงการพัฒนาทักษะแรงงานชาวไทย สร้างความต้องการงานให้กับกลุ่มที่มีทักษะ STEMs มากขึ้น อีกทั้งส่งเสริมซัพพลายเออร์ในระบบนิเวศ ให้ตอบสนองต่อดีมานด์ซึ่งใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

ทั้งนี้ STEM คือ การศึกษาอย่างบูรณาการ ผสมผสานศาสตร์ 4 ด้าน ประกอบด้วยวิทยาศาสตร์ หรือ S (science), เทคโนโลยี หรือ T (technology), วิศวกรรมศาสตร์ หรือ E (engineering) และคณิตศาสตร์ หรือ M (mathematics) เข้าด้วยกัน

“ปัจจุบันโรงงานแห่งนี้มีการจ้างพนักงานราว 192 คน และผลของการลงนามครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มอัตราการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีก 25%”


ผู้แทนแอร์บัสประจำประเทศไทยกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า การลงนามครั้งนี้ เป็นการเน้นย้ำความมั่นใจที่แอร์บัสมีต่อขีดความสามารถของคาร์บอน แอโร่สเปซ อีกทั้งยังเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของแอร์บัสในการพัฒนาความร่วมมือภายในท้องถิ่นของแอร์บัสกับบริษัทในประเทศไทย ซึ่งบริษัทยังรอคอยและมองหาโอกาสที่จะต่อยอดความสำเร็จของแอร์บัสในประเทศร่วมกับลูกค้า ซัพพลายเออร์ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ ของแอร์บัสต่อไป