“SHR” ยันไทยเดสติเนชั่นโลก มั่นใจมีดีมานด์ แนะเปิดรับกลุ่มฉีดวัคซีน

เอส โฮเทล

“SHR” มั่นใจหลังโควิดนักท่องเที่ยวต่างชาติแห่เที่ยวไทยยันไทยเดสติเนชั่นระดับโลก แนะรัฐเปิดรับต่างชาติแบบ “บับเบิล” กับเมืองในภูมิภาคเอเชียที่ฉีดวัคซีนแล้วก่อน เชื่อดีมานด์มี ขณะที่แบรนด์ไลฟ์สไตล์น้องใหม่ SAii ภูเก็ต-เกาะพีพี ผลตอบรับดีแจ้งเกิดได้เร็วเกินคาด เผยยังมองหาโอกาสขยายแบรนด์ไปสู่จุดหมายปลายทางใหม่ ๆ ทั้งในประเทศ-ต่างประเทศทั่วโลก

นายเดิร์ก อังเคร ลีน่า คุยเบอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR บริษัทบริหารโรงแรมในเครือสิงห์ เอสเตท เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมของภาคธุรกิจท่องเที่ยวขณะนี้ยังอยู่ในภาวะของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด แต่บริษัทเชื่อมั่นว่าหลังจากสถานการณ์กลับมาดีขึ้น นักท่องเที่ยวต่างชาติจะยังให้ความสนใจและเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยเหมือนช่วงก่อนวิกฤตโควิด เนื่องจากประเทศไทยยังคงเป็นเดสติเนชั่นระดับโลกที่คนทั่วโลกรู้จัก และอยากมาท่องเที่ยว

เดิร์ก อังเคร ลีน่า คุยเบอร์
เดิร์ก อังเคร ลีน่า คุยเบอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน)

ดังนั้นจึงอยากให้ภาครัฐพิจารณาแนวทางการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเริ่มต้นจากการทำ “แทรเวลบับเบิล” กับเมืองหรือประเทศที่ได้ฉีดวัคซีนให้กับประชากรในประเทศได้ถึงระดับปลอดภัยแล้ว โดยเฉพาะเมืองในภูมิภาคเอเชีย อาทิ จีน, อินเดีย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่

ทั้งนี้ เชื่อว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยในระยะเวลาอันใกล้นี้ หรือประมาณเดือนตุลาคม 2564 นี้ ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวจากในภูมิภาคเอเชีย (shot-haul) เป็นหลัก จากนั้นถึงจะเป็นตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล หรือ long-haul ที่จะตามมา

“ผมเชื่อว่าทันทีที่ประเทศไทยเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเต็มรูปแบบ ดีมานด์นักท่องเที่ยวจะกลับมาแน่นอน และเป็นลักษณะเดียวกับตลาดมัลดีฟส์ที่พบว่า หลังจากที่เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไปเที่ยวโดยไม่มีการกักตัวตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา โรงแรมทุกแห่งมีอัตราการเข้าพักสูงขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งปัจจุบันมีสัดส่วนถึงประมาณ 80% และมองว่าสถานการณ์ของเมืองไทยก็น่าจะเป็นแนวโน้มเดียวกันนี้” นายเดิร์กกล่าว

และว่า สถานการณ์ในขณะนี้ผู้ประกอบการพร้อมที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกครั้งแล้ว ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่ารัฐบาลจะกำหนดเปิดได้เมื่อไหร่ เพียงแค่ตลาดภายในประเทศ (domestic) นั้นไม่สามารถทำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวอยู่รอดได้แน่นอน

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่บริษัทได้เปิดตัวโรงแรม SAii หรือทราย ซึ่งเป็นแบรนด์โรงแรมและรีสอร์ตไลฟ์สไตล์ระดับบน (upper upscale) จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โรงแรมทราย ลากูน่า ภูเก็ต และทราย พีพี ไอแลนด์ วิลเลจ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีบุคลิกสนุกสนานและให้อิสระและประสบการณ์ใหม่สำหรับนักท่องเที่ยว ไปเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่าได้รับการตอบรับที่ดีมาก และมียอดการจองล่วงหน้าสำหรับเดือนมีนาคม-เมษายนนี้สูงสุดนับตั้งแต่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19


“ทั้ง 2 โรงแรมนี้ก่อนเปิดให้บริการเราได้ทำการปรับปรุงโฉมครั้งใหญ่ เพื่อนำเสนอนวัตกรรมการพักผ่อนที่โดดเด่นด้วยแนวคิดด้านสุขภาพ (wellness) และเอกลักษณ์ด้านอาหาร (F&B) พร้อมทั้งกิจกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพและการเป็นอยู่ที่ดีและมุมถ่ายรูปเก๋ ๆ ท่ามกลางวิวธรรมชาติที่สวยงามด้วย” นายเดิร์กกล่าวและว่าการเปิดตัวโรงแรมแบรนด์ SAii 2 แห่งแรกในประเทศไทยนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการเติบโต ซึ่งแนวทางการปั้นแบรนด์ใหม่นั้นถือเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์การเติบโตของกลุ่ม SHR

นอกจากนี้ บริษัทยังมองหาโอกาสในการขายให้กับทั้ง 2 โรงแรม โดยเน้นช่องทางเว็บไซต์และแพลตฟอร์มการจองห้องพักใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ และช่วยผลักดันให้เกิดการจองโดยตรงกับทางโรงแรมมากขึ้น รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการด้านรายได้และการขายในช่องทางต่าง ๆ ของแบรนด์ SAii ทั้ง 2 แห่ง รวมทั้งยังมองหาโอกาสสำหรับการขยายแบรนด์ไปสู่จุดหมายปลายทางใหม่ ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลกอีกด้วย

“สำหรับเป้าหมายเพิ่มพอร์ตการลงทุนนั้น เรายังมีแผนเพิ่มพอร์ตโรงแรมเป็น 2 เท่าภายในปี 2568 ซึ่งปัจจุบัน SHR มีโรงแรมและรีสอร์ตในเครือทั้งหมด 39 แห่ง รวมกว่า 4,600 ห้องพักใน 3 ทวีป” นายเดิร์กกล่าว

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ