“ยักษ์ค้าปลีก” ลงทุนรอบทิศ เติมเสน่ห์ปักหมุดเจ้าพระยาดึงทัวริสต์

“นักท่องเที่ยว” กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของธุรกิจค้าปลีกให้สามารถดันตลาดให้เดินไปได้ต่อ ท่ามกลางกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่สดใส จากปัญหาเศรษฐกิจและกำลังซื้อโดยรวม

ไม่เพียงศูนย์การค้าใจกลางเมืองที่เป็น “แลนด์มาร์ก” ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ภาพความเคลื่อนไหวของกลุ่มทุนยักษ์ ต่างย้ายสนามรบไปปักหมุดในทำเลทอง “ริมเจ้าพระยา” ที่เป็นเสน่ห์และสีสันที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ซิกเนเจอร์ยาวตลอด 10 กม.

สอดคล้องกับตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในเมืองไทย ตัวเลขล่าสุดเดือนตุลาคมที่ผ่านมาจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาในเมืองไทยสูงถึง 28.8 ล้านคน และเป็นนักท่องเที่ยวจีนถึง 8.2 ล้านคน และแลนด์มาร์กค้าปลีกริมแม่น้ำเจ้าพระยากลายเป็น 1 ในเดสติเนชั่นที่นักท่องเที่ยวต้องบรรจุลงในทริปไม่ว่าจะมาแบบท่องเที่ยวเองหรือกรุ๊ปทัวร์

โดยเฉพาะตลอดเส้นริมแม่น้ำเจ้าพระยาระยะทางยาว 10 กิโลเมตร ที่ผู้ประกอบการและภาครัฐต่างผลักดันให้เป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่สำคัญของโลก (New Global Destination) ไม่เพียงจุดขายตลอดทั้งเส้นริมน้ำเจ้าพระยา ด้วยโบราณสถานทางประวัติศาสตร์กว่า 20 แห่ง โรงแรมระดับ 3-5 ดาวกว่า 50 แห่ง รวมห้องพัก 10,000 ห้อง รวมถึงโครงการที่พักอาศัยริมน้ำและฝั่งธนบุรีที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันมีมากกว่า 200 โครงการ ล่าสุดก็ยังเห็นภาพการลงทุนของศูนย์การค้าและคอมมิวนิวตี้มอลล์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Advertisment

ไอคอนสยามดีเดย์ ต.ค.61

การลงทุนครั้งสำคัญมูลค่ากว่า 5.4 หมื่นล้านของ สยามพิวรรธน์และกลุ่มซีพี เพื่อปั้น ICONSIAM แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาพร้อมที่จะอวดโฉมตุลาคม 2561 บนพื้นที่กว่า 7 แสน ตร.ม. พร้อมการลงทุนระบบขนส่งรถไฟฟ้าสายสีทองและสร้างท่าเทียบเรือ 4 ท่า เพื่อสร้างความสะดวกดึงลูกค้าเฉลี่ย 1.5 แสนคนต่อวัน และรวมร้านค้าหรูแบรนด์ระดับโลกที่เข้ามาเปิดในรูปแบบ Global Iconic Store, ไอคอนสยาม เฮอริเทจ มิวเซียม (ICONSIAM Heritage Museum) พิพิธภัณฑ์ขนาด 8,000 ตร.ม.

พร้อมทั้งมีนิทรรศการเคลื่อนที่ (Touring Exhibitions) รวมถึงดึงเอา masterpieces จากทั่วโลกผลัดเปลี่ยนกันไป ด้วยเป้าหมายดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

เอเชียทีคเพิ่มท่าเรือ-อีเวนต์

Advertisment

ด้านเจ้าตลาดค้าปลีกริมน้ำเจ้าพระยา “เอเชียทีค” วางกลยุทธ์รุกตลาดนักท่องเที่ยวอย่างหนัก ไม่เพียงออกโรดโชว์ต่างประเทศเพื่อให้รู้จักเอเชียทีคทั้งตลาดเอเชียและยุโรป เพราะมีโอกาสเติบโตสูง โดยเฉพาะจะโฟกัสที่ตลาดนักท่องเที่ยวจีน ที่ผ่านมาจากการเก็บตัวเลขที่เข้ามาเอเชียทีคเฉลี่ยอายุระหว่าง 27-42 ปี และเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายจริง เป็นสัดส่วนลูกค้าคนไทย 40% และต่างชาติ 60% นำโด่งด้วย 5 กลุ่มทัวริสต์หลัก คือ ไต้หวัน จีน เกาหลี ฮ่องกง และอินโดนีเซีย และนักท่องเที่ยวจากยุโรปเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ

ทั้งนี้ เอเชียทีคได้ขยายท่าเรือและเพิ่มอีเวนต์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยขยายท่าเรืออีก 3 ท่าจาก 1 ท่า และให้เป็นท่าเรือยาว 60 เมตร สำหรับรองรับเรือสำราญและเรือท่องเที่ยว Dinner Cruise

โมเดลชิค ๆ เก๋ ๆ แห่ผุด

นอกเหนือจากกลุ่มทุนยักษ์ที่ลงทุนค้าปลีกริมน้ำในระดับบิ๊กไซซ์แล้ว “ล้ง 1919” และ “Warehouse 30” กลายเป็นคอมมิวนิตี้มอลล์ที่ร้อนแรงและได้รับการความนิยมอย่างมากหลังเปิดตัวในช่วงที่ผ่านมา

“ล้ง 1919” ที่เที่ยวแห่งใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาของกลุ่มตระกูลหวั่งหลี ออกแบบแนว heritage ย่านการค้าสมัยรัชกาลที่ 4 จากที่ดินริมน้ำแปลงงามริมเจ้าพระยาให้กลับมามาชีวิตอีกครั้ง โดยครอบคลุมพื้นที่สำหรับจัดงานอีเวนต์ งานเลี้ยงสังสรรค์, Co-working space ร้านอาหารและเครื่องดื่ม และที่สำคัญการเดินทางต้องสะดวกด้วยท่าเรือเช่นเดียวกับ “Warehouse 30” การแปลงโฉมโกดังสุดฮิปริมน้ำแห่งใหม่ของ “ดวงฤทธิ์ บุนนาค” หลังจากปั้น The Jam Factory คอมมิวนิตี้มอลล์ริมน้ำเจ้าพระยาที่ฮิตติดลมบนไปแล้ว โดยแวร์เฮาส์ 30 นี้ มีพื้นที่ขนาด 4,000 ตารางเมตร เพื่อเป็นแหล่งพบปะ แฮงก์เอาท์ ร้านอาหาร บาร์ และแหล่งช็อปปิ้ง

เพิ่มน้ำหนักจับ “ทัวริสต์”

“มยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ฉายภาพว่าที่ผ่านมากลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของธุรกิจค้าปลีกและศูนย์การค้าให้เติบโตต่อเนื่อง สำหรับสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ ที่ผ่านมาก็มีทราฟฟิกจากกลุ่มนักท่องเที่ยว อาทิ เกาหลี จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย รวมกันกว่า 30% บริษัทจึงให้ความสำคัญกับลูกค้ากลุ่มนี้มากขึ้น

โดยหลัก ๆ จะเป็นการทำโปรแกรมซีอาร์เอ็มร่วมกับพันธมิตรค้าปลีกกว่า 10 รายในต่างประเทศ รวมถึงเดินทางไปจัดกิจกรรมโรดโชว์ที่เยอรมนี ดูไบ จีน ฯลฯ เพื่อสื่อสารสร้างการรับรู้กิจกรรมดังกล่าวสอดคล้องกับ “ศุภลักษณ์ อัมพุช” รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ระบุว่า กำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจากการขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางกำลังซื้อในประเทศที่ค่อยข้างนิ่งและทรงตัว ซึ่งกลุ่มเดอะมอลล์จะเดินหน้าพัฒนาโครงการค้าปลีกในแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ ทั้งบลูพอร์ต หัวหิน ที่เปิดให้บริการแล้ว หรือบลูเพิร์ล ภูเก็ต ที่มีแผนเปิดปลายปี 2561 หรือต้นปี 2562

จากนี้ไปภาพการแข่งขันของกลุ่มค้าปลีกไม่ได้อยู่เฉพาะในค้าปลีกใจกลางเมืองเท่านั้น แต่สนามรับได้เคลื่อนย้ายไปทำเลที่มีมนต์เสน่ห์ “ริมเจ้าพระยา” ที่ย่อมร้อนแรงและดุเดือดไม่แพ้กัน