บัตรรูดปรื๊ด-พีโลนเร่งสปีด ชิงลูกค้าใหม่ดักหน้าเกณฑ์คุมก่อหนี้ 1 ก.ย.-
นายนันทวัฒน์ โชติวิจิตร กรรมการฝ่ายการตลาด บมจ.อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เกณฑ์ใหม่ ธปท.จะมีผลกระทบเฉพาะฐานลูกค้าใหม่ ซึ่งปกติแล้วลูกค้าบัตรเครดิตจะได้วงเงินเริ่มต้นที่ 1.5 เท่าของรายได้อยู่แล้ว ต่อไปหากลูกค้ามีรายได้เพิ่มขึ้นเกิน 30,000 บาทต่อเดือน บริษัทก็สามารถเพิ่มวงเงินได้
ส่วนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต อาจส่งผลให้รายได้ส่วนนี้ลดลง แต่มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับฐานลูกค้าที่ผ่อนชำระขั้นต่ำของแต่ละบริษัท ซึ่งของอิออนปัจจุบันมีลูกค้ากลุ่มนี้อยู่กว่า 50%ส่งผลให้ทางบริษัทจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์หารายได้จากทางอื่นมาชดเชย เช่น การลดต้นทุนการดำเนินงาน ต้นทุนการระดมเงิน ฯลฯ ส่วนด้านผลกระทบต่อสินเชื่อส่วนบุคคล (พีโลน) แม้จะถูกจำกัดวงเงินต่อราย แต่ทาง ธปท.ก็เพิ่มวงเงินกรณีฉุกเฉินให้แทน เช่น กรณีรักษาพยาบาล เดินทาง หรือซ่อมแซมบ้าน ฯลฯ ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจต่อไปในอนาคต
“ในช่วง 1 เดือนก่อนที่เกณฑ์ใหม่ของธปท.จะเริ่มใช้ บริษัทจะส่งทีมงานที่มีหลักพันคนลงพื้นที่เพื่อรับสมัครบัตรใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเจาะลูกค้าทุกกลุ่ม รวมถึงการออกบัตรใหม่ที่ร่วมกับบิ๊กซีน่าจะทำให้สิ้นปีนี้ บริษัทจะมีบัตรใหม่ตามเป้าหมายที่ 7 แสนใบ จากปัจจุบันมีฐานลูกค้าบัตรรวม 7 ล้านใบ แบ่งเป็น บัตรเครดิต 2 ล้านใบและบัตรพีโลน 5 ล้านใบ” นายนันทวัฒน์กล่าว
นายฐากร ปิยะพันธ์ ประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ในฐานะประธานชมรมธุรกิจบัตรเครดิต กล่าวว่า เกณฑ์ดังกล่าวแม้จะส่งผลดีต่อการลดหนี้เสีย หนี้ครัวเรือน และทำให้ผู้บริโภคมีวินัยทางการเงินมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มีผลกระทบต่อภาคธุรกิจการเงินทั้งแบงก์และน็อนแบงก์ ได้แก่ กรณีดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ลดลง 2% คาดว่าส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยในระบบลดลง 10%
ส่วนเกณฑ์ใหม่พีโลนมีการจำกัดวงเงินสินเชื่อ เช่น รายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน จะขอวงเงินสินเชื่อได้ 1.5 เท่าต่อสถาบันการเงิน ซึ่งลูกค้าจะสามารถขอสินเชื่อได้ไม่เกิน 3 สถาบันการเงิน ข้อดีคือการเพิ่มเกณฑ์เรื่องเงินฉุกเฉินให้ผู้บริโภค ซึ่งขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินจะพิจารณาอนุมัติ
“ในภาพรวมเกณฑ์ใหม่ของ ธปท. น่าจะส่งผลกระทบสินเชื่อบัตรเครดิตไม่มาก เพราะใช้กับลูกค้าใหม่ และเกณฑ์ใหม่ไม่ต่างกับปัจจุบันที่ทุกบริษัทมีการควบคุมการปล่อยสินเชื่อตามภาระหนี้ต่อบุคคล แม้ว่าค่าเฉลี่ยคนไทยถือบัตรเครดิตกันที่ 2.6-2.7 บัญชี และพีโลนที่ 1-2 บัญชีต่อคน แต่ก็มีการคุมวงเงินไม่ให้เกินรายได้ ส่วนคนที่ใช้สินเชื่อเกิน ธปท.ก็ออกกฎมาคุมกลุ่มนั้น” นายฐากรกล่าว
นางสาวณญานี เผือกขำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด ในฐานะประธานชมรมสินเชื่อส่วนบุคคล กล่าวว่า มาตรการใหม่ของ ธปท. อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจบางส่วน แต่ไม่กระทบฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่ 2 ล้านบัญชี ซึ่งส่วนนี้มีลูกค้าใช้ต่อเนื่อง 60% ดังนั้นกลยุทธ์หลังจากนี้จะเน้นไปที่ลูกค้าอีก 40% ที่ไม่แอ็กทีฟ ซึ่งอาจมีการปรับกลยุทธ์กระตุ้นให้ลูกค้าที่มีความต้องการใช้วงเงินสินเชื่อมากขึ้น นอกจากนี้ กรุงศรียังมีการขยายผลิตภัณฑ์สินเชื่ออื่น ๆ เช่น สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ที่อยู่ระหว่างการทดสอบในลูกค้าเฉพาะกลุ่ม
นางฤชุกร สิริโยธิน รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เกณฑ์ที่ ธปท.ออกมาใหม่ มีผลบังคับใช้กับลูกค้าใหม่เท่านั้น แต่เรื่องการปรับลดเพดานอัตราดอกเบี้ยของบัตรเครดิตเหลือ 18% จากปัจจุบัน 20% มีผลบังคับใช้ทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่
ทั้งนี้ เชื่อว่าการปรับลดดอกเบี้ยบัตรเครดิตลง 2% จะไม่เป็นภาระต่อผู้ให้บริการ เพราะภาวะอัตราดอกเบี้ยและต้นทุนการเงินที่อยู่ระดับต่ำ ซึ่งหากประเมินคร่าว ๆ รายได้ดอกเบี้ยลดลง 4 พันล้านบาท ส่วนพีโลนยังคงเพดานดอกเบี้ยที่ 28% เพราะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยงหลากหลาย