เจโทร-บีโอไอ-สกพอ. ผนึกกำลังขับเคลื่อนสังคมที่ยั่งยืน ชูนวัตกรรม AI และเทคโนโลยีดิจิทัล ยกระดับการลงทุนและอุตสาหกรรม พร้อมจัดงาน Thailand-Japan Sustainable Business Forum 2026 สร้างความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต
นายอาเบะ อิจิโระ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) กล่าวว่า ไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์อันดีร่วมกันมาอย่างยาวนาน บริษัทญี่ปุ่นมีการลงทุนในประเทศไทยและเติบโตไปพร้อมกันกับการพัฒนาอุตสาหกรรมของทั้งสองประเทศ ดังนั้นเพื่อสานความสัมพันธ์ในการเป็นหุ้นส่วนพันธมิตรให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จึงได้มีการลงนามในบันทึกความร่วมมือ (Memorandum of Cooperation: MOC) 2 ฉบับ กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของไทย (BOI) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันในมิติของการพัฒนาความยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Transformation) ที่ภาคธุรกิจจำเป็นต้องให้ความสำคัญมากขึ้น ทั้งการลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) การหมุนเวียนทรัพยากร (Resource Circulation) การเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน รวมถึงการนำเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายเหล่านี้และมุ่งไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)
นอกจากนั้น เจโทร กรุงเทพฯ ยังมีการจัดตั้ง Sustainable Business Desk เพื่อเป็นแพลตฟอร์มส่งเสริมความร่วมมือระหว่างบริษัทญี่ปุ่นและไทย พร้อมทั้งจัดงาน Thailand-Japan Sustainable Business Forum 2026 ขึ้นเพื่อเป็นเวทีความยั่งยืน โดยเชิญหน่วยงานรัฐและเอกชนที่มีบทบาทในภาคนโยบาย ภาคอุตสาหกรรม และภาคนวัตกรรม ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ภาคเอกชนชั้นนำและสตาร์อัพไทย-ญี่ปุ่น มาแลกเปลี่ยนข้อมูล ร่วมแชร์ประสบการณ์ และสร้างพันธมิตร
พร้อมจัดให้มี Startup Showcase ที่เปิดโอกาสในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม และในโอกาสนี้ เจโทร ได้มีการเปิดตัวสิ่งพิมพ์ฉบับพิเศษ “VOICE FROM THAILAND” ซึ่งรวบรวมบทสัมภาษณ์หน่วยงานภาครัฐ ผู้บริหารภาคเอกชนไทย และผู้มีบทบาทต่อความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่น ในมุมมองเชิงลึกด้านทิศทางนโยบายของไทย กลยุทธ์ของภาคธุรกิจ และความคาดหวังต่อความร่วมมือของทั้งสองประเทศ ซึ่งจัดทำโดย เจโทร กรุงเทพฯ เพื่อเป็นเสมือนสะพานเชื่อมทุกภาคส่วนในการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนที่จะส่งผลในระยะยาวต่อไป

นางสาวศุธาศินี สมิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวในงาน Thailand–Japan Sustainable Business Forum 2026 ว่า ภูมิภาคอาเซียนกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในภูมิภาคเพิ่มขึ้นจาก 1.46 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2561 เป็น 2.26 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2567 หรือ คิดเป็น 15% ของการลงทุนจากต่างประเทศทั่วโลก ซึ่งไทยเป็นจุดศูนย์กลางการเติบโตของภูมิภาค ด้วยโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก นิคมอุตสาหกรรมที่มีความพร้อม และห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง ทำให้ในปี 2568 ประเทศไทยมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงสุดในรอบทศวรรษ โดยมีมูลค่าถึง 1.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% จากปีก่อนหน้า (2567) และกว่า 70% เป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ส่วนอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักนั้น มีทั้งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นยังเป็นนักลงทุนรายใหญ่อันดับ 2 โดยในปี 2568 มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนถึง 311 โครงการ (เพิ่มขึ้น 17%) คิดเป็นมูลค่ารวม 1.19 แสนล้านบาท สูงกว่าปี 2567 ถึง 1.4 เท่า
การลงทุนอย่างยั่งยืนในวันนี้ ไม่ใช่ “ทางเลือก” แต่คือ “ความได้เปรียบทางการแข่งขัน” และเป็นหัวใจของความแข็งแกร่งระดับชาติ ปัจจุบันทั่วโลกให้ความสำคัญสูงสุดกับการลดคาร์บอน พลังงานสะอาด และเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ BOI ที่ส่งเสริมโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green) เพื่อยกระดับการใช้ทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพของไทย ด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมจากทั้งในและต่างประเทศ โดยมีมาตรการสิทธิประโยชน์ที่จูงใจโดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานทดแทนและสาขาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงโครงการ Smart and Sustainable Industry ที่สนับสนุนการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด พร้อมส่งเสริมให้โครงการเดิมปรับเปลี่ยนเป็นระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล และลดการใช้พลังงานเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
วันนี้ประเทศไทยมีเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจาก 20% เป็น 51% ภายในปี 2580 โดยมี 2 กลไกหลัก คือ การจัดหาไฟฟ้าสีเขียวที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ (Utility Green Tariff (UGT)) และ การอนุญาตให้โรงงานซื้อไฟฟ้าสีเขียวได้โดยตรงผ่านระบบโครงข่ายไฟฟ้าของรัฐ (Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA)) นอกจากนั้น บีโอไอ ยังให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลที่กำลังปฏิรูปทุกอุตสาหกรรม ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยการที่ผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลก (Hyperscalers) ได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานที่ตั้งในภูมิภาค ด้วยความพร้อมของเครือข่าย 5G และการเชื่อมต่อเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ ช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาคอย่างแท้จริง
ดังนั้น ความร่วมมือในการจัดงาน Thailand-Japan Sustainable Business Forum จึงทวีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของความเป็นพันธมิตรที่ก้าวเดินไปพร้อมกัน วันนี้เรากำลังก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดและดิจิทัล ความร่วมมือระหว่างสองประเทศจึงมีความสำคัญกว่าที่เคย ทั้งส่งเสริมกันและกันในด้านพลังงานสะอาด ยานยนต์แห่งอนาคต AI หรือ อุตสาหกรรมชีวภาพ ซึ่ง บีโอไอ ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าประเทศไทยพร้อมอย่างเต็มที่ในการสนับสนุนนักลงทุนก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้

ส่วนการขับเคลื่อนการลงทุนและความร่วมมือกับนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นในเขตพื้นที่ EEC นั้น ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) ได้ร่วมมือกันมาตั้งแต่การจัดตั้ง EEC ในปี 2561 ทั้งสองฝ่ายมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา สกพอ. ได้มีการขยายความร่วมมือเพื่อส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพ และส่งเสริมการพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งหนึ่งในประเด็นสำคัญคือ เศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว (BCG Economy) ที่สอดคล้องกับนโยบาย Green Transformation หรือ GX ของประเทศญี่ปุ่น
ในวันนี้ พื้นที่ EEC เป็นศูนย์กลางสำคัญของการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยุคใหม่ กลยุทธ์การพัฒนาจึงเน้นไปที่การยกระดับอุตสาหกรรมผ่านเทคโนโลยีขั้นสูง นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน โดยเฉพาะเทคโนโลยีการลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) โซลูชันพลังงานคาร์บอนต่ำ และพลังงานหมุนเวียน ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคการผลิตในเศรษฐกิจโลก ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจในห่วงโซ่อุปทาน การเข้าถึงตลาดโลก และความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาวด้วย โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของพื้นที่ EEC ที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ยุคใหม่ อุตสาหกรรมดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และบริการที่ขับเคลื่อนด้วย AI เทคโนโลยีชีวภาพและการแปรรูปสินค้าเกษตรมูลค่าสูง และอุตสาหกรรมพลังงานสีเขียว เช่น พลังงานหมุนเวียน ไฮโดรเจนสีเขียว การผลิตพลังงานจากขยะ และการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน
การขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรม EV และ Data Center มีความต้องการไฟฟ้าที่มั่นคงและเป็นพลังงานสีเขียวทำให้นักลงทุนไม่ได้พิจารณาเพียงความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับพลังงานหมุนเวียนและความสามารถในการบริหารจัดการคาร์บอนก่อนตัดสินใจลงทุนด้วย การเปลี่ยนผ่านนี้จึงสร้างโอกาสทางธุรกิจและโอกาสในความร่วมมือระหว่างบริษัทไทยที่ต้องการเทคโนโลยีสีเขียวขั้นสูง และบริษัทญี่ปุ่นที่มีความเชี่ยวชาญด้านประสิทธิภาพพลังงาน เทคโนโลยีไฮโดรเจน ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน และนวัตกรรมด้านการลดคาร์บอน ซึ่ง สกพอ. เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ความเข้มแข็งของความร่วมมือของทั้งสองประเทศจะสามารถเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นโอกาสได้