เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ทุบสถิติหมื่นล้าน! ‘Toy Story 5’ การ์ตูนเด็กที่แฝงภาพสะท้อนสังคม-ผู้คนยุค AI

22 มิ.ย. 2569 | 14:49น.

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา วาไรตี้ (VARIETY) สื่อบันเทิงและธุรกิจของสหรัฐอเมริกา ระบุ บ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลกต้องสั่นสะเทือนอีกครั้งเมื่อ ‘Toy Story 5’ จากค่ายขวัญใจเด็กๆ อย่าง Disney/Pixar ทะยานเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ด้วยรายได้ในอเมริกาเหนือสูงถึง 160 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 5,260 ล้านบาท และกวาดเงินจากตลาดต่างประเทศไปอีก 152 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 5,200 ล้านบาท

ส่งผลให้ยอดรวมการเปิดตัวทั่วโลก (Global Debut) พุ่งกระฉูดถึง 312 ล้านเหรียญสหรัฐ แปลงเป็นเงินไทยกลมๆ มูลค่าสูงถึง 10,260 ล้านบาท! ทุบสถิติและสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่อย่างงดงาม แถมยังพ่วงคะแนน Rotten Tomatoes สูงลิ่วถึง 94% ทั้งฝั่งนักวิจารณ์และคนดู ท่ามกลางกระแสการกอดคอทำเงินของหนังสยองขวัญอย่าง Obsession และ Backrooms ที่พากันทะลุ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 9,800 ล้านบาท ในระยะเวลาสัปดาห์แรกเช่นกัน

แต่ตัวเลขรายได้ถล่มทลายนี้กำลังบอกอะไรเรา?

มันไม่ใช่แค่เรื่องของความผูกพันในวัยเด็ก หรือความนิยมในแบรนด์พิกซาร์ธรรมดาๆ แต่เพราะนักวิเคราะห์มองว่า เม็ดเงินมหาศาลที่หลั่งไหลเข้าโรงภาพยนตร์ในสุดสัปดาห์นี้ ถูกขับเคลื่อนด้วย “ความอิน” และ “ความจิตตก” ของเหล่าแรงงานกลุ่ม ‘White-Collar’ หรือ ‘มนุษย์ออฟฟิศ’ ที่กำลังหวาดหวั่นการถูก AI แย่งงานในชีวิตจริง

ซึ่งภาพยนตร์แอนิเมชันภาคล่าสุดของ Toy Story ก็เข้าฉายในช่วงเวลาที่ข้อถกเถียงเกี่ยวกับเทคโนโลยี เวลาที่เราใช้อยู่กับหน้าจอแสงสีฟ้า และอนาคตของคนทำงานกำลังดุเดือดและร้อนแรงที่สุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

‘Brothers Grimm’ เมื่อการ์ตูนเด็กไม่เคยเป็นแค่เรื่องของเด็ก

บทความวิเคราะห์จาก Fast Company ระบุว่า หากย้อนมองประวัติศาสตร์ นิทานปรัมปรา หรือเทพนิยายในอดีตเคยเป็นเรื่องที่น่ากลัว ก่อนที่จะถูกปรับเปลี่ยนให้ดูสดใสตามสไตล์ดิสนีย์ ที่ต้องน่ากลัวเพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อสอนให้เด็กๆ ได้เรียนรู้และระมัดระวังเกี่ยวกับแง่มุมที่อันตรายของโลกใบนี้

Pixar อาจกำลังดำเนินรอยตามตำราของพี่น้องตระกูลกริมม์ (Brothers Grimm) เพราะตั้งแต่เริ่มต้น แฟรนไชส์ Toy Story มักจะเล่นกับประเด็น “ความกลัวที่จะถูกแทนที่” มาโดยตลอดตั้งแต่ภาคแรก

  • ปี 1995 (Toy Story ภาคแรก) ศูนย์กลางของเรื่องคือความขัดแย้งระหว่าง วู้ดดี้ (Woody) ของเล่นคาวบอยแบบดั้งเดิม กับ บัซ ไลท์เยียร์ (Buzz Lightyear) ของเล่นหุ่นยนต์พิทักษ์อวกาศล้ำสมัย การที่ตัวภาพยนตร์เองในยุคนั้นเป็นก้าวสำคัญของวงการดิจิทัลแอนิเมชัน (CGI ขนาดยาวเรื่องแรกของโลก) ก็สะท้อนความจริงบนหน้าจอได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะมันสร้างความหวั่นใจให้แก่นักวาดการ์ตูนด้วยมือในยุคนั้นว่า คอมพิวเตอร์กำลังเข้ามาทดแทนแรงงานบางส่วน
  • ปี 2026 (Toy Story 5) ความกลัวเรื่องการถูกแทนที่ถูกยกระดับไปอีกขั้น และเพิ่มองค์ประกอบด้านเทคโนโลยีที่หนักหน่วงยิ่งขึ้น เมื่อเจสซี่ บัซ และของเล่นตัวอื่นๆ เริ่มกลัวว่าพวกเขาจะถูกแทนที่ด้วยแท็บเล็ตที่ชื่อว่า “ลิลลี่แพด” (Lilypad) จนต้องตามตัว วู้ดดี้ เพื่อนเก่ามาช่วยกอบกู้สถานการณ์ มันไม่ใช่การแข่งขันระหว่างของเล่นที่มีเนื้อหนังมังสาอีกต่อไป แต่มันคือการต่อสู้กับ “หน้าจอแท็บเล็ต”

เมื่อ ‘ของเล่นดั้งเดิม’ เปรียบเหมือน ‘มนุษย์ออฟฟิศ’

คนทำงานโดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศ (White-Collar) ที่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ น่าจะเข้าใจถึงประเด็นการรับรู้ถึงความล้าสมัยของตัวเองที่ปรากฏซ้ำๆ ในภาพยนตร์ Toy Story ได้เป็นอย่างดี เพราะทุกวันนี้ AI กำลังที่จะเข้ามาแทนที่พนักงานในเกือบทุกสาขาอาชีพ

มิติความกลัวนี้ถูกตอกย้ำด้วยข้อมูลสถิติในโลกความเป็นจริงดังนี้

  • ดัชนีไอส์เบิร์ก (The Iceberg Index) ซึ่งเป็นระบบจำลองสถานการณ์แรงงานของ MIT พบว่า 11.7% ของตลาดแรงงานในสหรัฐฯ มีทักษะการทำงานที่ซ้อนทับและซ้ำซ้อนกับความสามารถของ AI หรือคิดเป็นเม็ดเงินค่าจ้างที่เสี่ยงสูญเสียถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 39.5 ล้านล้านบาท
  • ขณะที่การคำนวณโดย เอลซี เพ็ง (Elsie Peng) นักเศรษฐศาสตร์จาก Goldman Sachs พบว่า AI ได้ลดการเติบโตของการจ้างงานรายเดือนลงประมาณ 16,000 ตำแหน่ง ในสหรัฐอเมริกาในช่วงปีที่ผ่านมา แม้จะยังไม่ได้คำนวณรวมผลผลิตและงานด้าน Data Center ที่เพิ่มขึ้นก็ตาม

ผู้ชมที่เป็นผู้ใหญ่จำนวนมากที่ยอมควักเงินซื้อตั๋ว จนทำให้หนังเปิดตัวสัปดาห์แรกไปมากกว่า 10,000 ล้านบาท อาจไม่ได้เข้าไปเพื่อชื่นชมความสนุกสนานจากการ์ตูนในวัยเด็กของพวกเขาเพียงอย่างเดียว แต่ลึกๆ แล้วพวกเขาอาจสัมผัสและตีความได้ถึงความหมายโดยนัยที่แฝงอยู่ในภาพยนตร์สำหรับเด็ก สภาวะจิตใจของตัวเอง สภาวะของคนที่หวาดกลัวว่าเทคโนโลยีจะทำให้พวกเขากลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยในวันพรุ่งนี้

ภัยเงียบจากเทคโนโลยีที่ลดทอนมนุษย์

นอกเหนือจากเรื่องของปากท้องและการจ้างงานแล้ว Toy Story 5 ยังจงใจตั้งคำถามถึงผลกระทบของเทคโนโลยีต่อระบบการศึกษาและการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ โดยเฉพาะเด็กๆ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วงในสังคมปัจจุบัน

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา จาเรด คูนีย์ ฮอร์แวธ (Jared Cooney Horvath) นักประสาทวิทยา ได้เข้าให้การเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการวุฒิสภาสหรัฐฯ โดยใช้ข้อมูลจากโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) และได้ข้อสรุปที่น่าตกใจว่า Gen Z เป็นคนรุ่นแรกที่มีศักยภาพทางสติปัญญา (Cognitive capability) ต่ำกว่าคนรุ่นก่อนๆ

ฮอร์แวธพบความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างการลดลงนี้กับการเพิ่มขึ้นของเวลาหน้าจอ (Screen time) ในสถานศึกษา เมื่อหนังสือเรียนถูกแทนที่ด้วย Chromebook และการพิมพ์เข้ามาแทนที่การเขียนด้วยมือ ผลลัพธ์คือเด็กๆ หลุดโฟกัสและวอกแวกได้ง่ายเมื่ออยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ส่งผลให้ความสามารถในการจดจำและซึมซับข้อมูลแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด

จะเห็นได้ว่าแนวคิดนี้ตรงกับสิ่งที่ Toy Story 5 พยายามสื่อออกมาผ่านภาพยนตร์ภาคล่าสุด

“การได้เรียนรู้คุณค่าของปฏิสัมพันธ์และการสัมผัสโลกจริงยังเป็นสิ่งที่สำคัญต่อเด็กๆ และเยาวชน”

การเดิมพันครั้งใหม่ที่เราต้องเลือก

ในตอนท้ายของ Toy Story ภาคแรกเมื่อปี 1995 วู้ดดี้และบัซสามารถหาแนวทางที่จะอยู่ร่วมกันและกลายมาเป็นเพื่อนซี้กันในที่สุด

เกือบ 31 ปีต่อมาในวันนี้ ภาพยนตร์ภาค 5 มีกระแสวิจารณ์ที่ฮิตระเบิดด้วยคะแนนสูงถึง 94% จาก Rotten Tomatoes ทั้งฝั่งนักวิจารณ์และผู้ชมต่างก็กำลังตั้งคำถามตัวโตๆ กับพวกเราทุกคนในโลกความจริงว่า

“ในท้ายที่สุดแล้ว มนุษย์เราจะสามารถหาทางประนีประนอมและอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ และ AI ได้เหมือนที่วู้ดดี้ทำกับบัซ หรือเรากำลังจะพ่ายแพ้และถูกแทนที่โดยสมบูรณ์แบบด้วยหน้าจอแท็บเล็ต
อย่างลิลลี่แพด บทเรียนของเรื่องนี้ คือ คนทำงานจำเป็นต้องรีบปรับตัวใช่หรือไม่?”

ความน่ากังวลต่อเยาวชน “ไอแพดคิดส์”

หากมองให้ลึกลงไปอีกมิติ ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ภาพความกลัวของผู้ใหญ่ที่กำลังจะตกงานในตลาดแรงงานเท่านั้น แต่มันกำลังส่องไปยังภัยเงียบที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่า นั่นคือ อนาคตของเด็กๆ ที่กำลังเติบโตมา ท่ามกลางระบบอัลกอริทึมและแสงสีฟ้าจากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ

แท็บเล็ต “ลิลลี่แพด” ในเรื่อง ไม่ได้เข้ามาเพื่อแย่งงานของของเล่น แต่มันเข้ามา “แย่งชิงเวลาและจิตวิญญาณ” ไปจากเด็กๆ ในชีวิตจริง พ่อแม่ยุคใหม่จำนวนไม่น้อยเลือกที่จะยื่น “พี่เลี้ยงออนไลน์” อย่างสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตให้ลูกเพียงเพื่อให้เด็กเงียบ โดยอาจลืมไปว่า “Screen Time” ที่มากเกินไปกำลังสร้างความเสียหายอย่างถาวรต่อพัฒนาการทางอารมณ์ สมาธิ และการสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง

หากคนทำงานในออฟฟิศกลัวการสูญเสีย “อาชีพ” ให้กับ AI สังคมเราก็ควรที่จะกลัวการที่เด็กยุคใหม่กำลังสูญเสีย “ความเป็นมนุษย์” และ “ทักษะการใช้ชีวิตในโลกจริง” ให้กับหน้าจอเหลี่ยมๆ เช่นกัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากเราปล่อยให้เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ปฏิสัมพันธ์อันอบอุ่นในครอบครัว ไม่ใช่แค่ของเล่นดั้งเดิมที่จะกลายเป็นขยะล้าสมัย แต่เด็กๆ รุ่นต่อไปอาจเติบโตขึ้นมาเป็นเพียง “หุ่นยนต์” ที่ไร้ความรู้สึกในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยระบบดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ

ขอบคุณที่มาจาก : ฟาสท์ คอมพานี