– ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงจากความกังวัลในเรื่องของอุปทานน้ำมันดิบล้นตลาด ว่าการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันของผู้ผลิตน้ำมันจากโอเปกและนอกโอเปก อาจจะไม่สามารถช่วยบรรเทาภาวะอุปทานน้ำมันดิบล้นตลาดได้
– โอเปกเผยว่าปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในเดือน ก.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 173,000 บาร์เรลต่อวัน แตะระดับ 32.87 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากลิเบีย ไนจีเรีย และซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค.59 และสูงกว่าระดับ 32.5 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งเป็นเพดานการผลิตที่มีการตกลงกันไว้ในเดือนพ.ย.59
– รัสเซียเผยว่าจะพิจารณาปรับเพิ่มปริมาณการผลิต หลังข้อตกลงระหว่างผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปกสิ้นสุดลงในเดือน มี.ค. 61
– ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังโลกยังคงอยู่ระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันอาจปรับตัวลดลง เนื่องจากฤดูการท่องเที่ยวสหรัฐฯ ใกล้สิ้นสุดลง
+ โอเปกปรับเพิ่มการคาดการณ์ปริมาณการใช้น้ำมันดิบในปี 2561 ว่าจะขยายตัว 1.28 ล้านบาร์เรลต่อวัน และปรับลดการคาดการณ์ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบจากผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปกลง 40,000 บาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ 1.10 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากปริมาณสต็อกน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.4 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันเบนซินยังได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์เพิ่มเติมจากประเทศเวียดนาม
ราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังจากได้รับแรงหนุนจากอุปทานที่ลดลงจากเหตุเพลิงไหม้โรงกลั่นน้ำมันในประเทศเกาหลีใต้ ประกอบกับได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์เพิ่มเติมจากประเทศซาอุดิอาระเบีย
ไทยออยล์คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์หน้า
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสเคลื่อนไหวในกรอบ 47-52 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 49-54 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ปัจจัยที่น่าจับตามอง
ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ คาดจะปรับลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 7 ติดต่อกัน หลังโรงกลั่นในสหรัฐ เพิ่มกำลังการกลั่นขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบ 12 ปี เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันในประเทศและภูมิภาคที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการนำเข้าน้ำมันดิบที่คาดจะปรับลดลง โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 4 ส.ค. ปรับลดลง 6.5 ล้านบาร์เรลมาอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบ 11 เดือนที่ระดับ 475.4 ล้านบาร์เรล ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับลดลง 2.7 ล้านบาร์เรล
การผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ มีแนวโน้มทรงตัวจากสัปดาห์ก่อนหน้า หลังผู้ผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ชะลอการขุดเจาะลงในช่วงที่ผ่านและปรับลดงบลงทุน (CAPEX) ในปีนี้ลง โดย Baker Hughes รายงานปริมาณแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบ สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 4 ส.ค. ปรับลดลง 1 แท่นมาอยู่ที่ระดับ 736 แท่น ซึ่งนับเป็นการปรับลดลงเป็นครั้งที่สองในรอบสามสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นใกล้ระดับ 50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อ บาร์เรล อาจจะส่งผลให้ผู้ผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐฯ เริ่มกลับมาเพิ่มการขุดเจาะน้ำมันดิบและส่งผลกดดันต่อราคาน้ำมันดิบอีกครั้ง
ตลาดยังคงได้รับแรงหนุนต่อเนื่องจากการประชุมของผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปกในวันที่ 7-8 ส.ค. ที่ผ่านมา หลังกลุ่มประเทศสมาชิกในข้อตกลงได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิรัก คาซัคสถาน และมาเลเซียแสดงเจตจำนงพร้อมที่จะเพิ่มความร่วมมือในการปรับลดกำลังการผลิตให้เป็นไปตามข้อตกลง นอกจากนี้ ซาอุดิอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ยังประกาศลดการส่งออกน้ำมันดิบในเดือน ก.ย. โดยซาอุฯ คาดจะปรับลดการส่งออกลงประมาณ 520,000 บาร์เรลต่อวัน ในขณะที่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะปรับลดการส่งออกลงร้อยละ 10 ของการส่งออกทั้งหมด
