“หอการค้าโคราช” แจงปมพืชสวนโลก ยันไม่ทิ้งอำเภอคง จี้รัฐตอบเหตุผลย้าย
“ไพจิตร มานะศิลป์” ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา แจงข้อเท็จจริงงานมหกรรมพืชสวนโลก 2572 ยืนยันเดินหน้าผลักดัน “อำเภอคง” มาต่อเนื่อง ทั้งงบขยายถนนกว่า 2,000 ล้านบาท และร่วมยกร่าง TOR จัดทำ Master Plan เสร็จตั้งแต่ก.ย. 2568 แต่โครงการสะดุดจากสุญญากาศทางการเมือง ทำเอกสารค้างท่อ ย้ำจุดยืน หากย้ายไปปากช่อง อำเภอคงต้องไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง จี้รัฐวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและการเกษตรรองรับอย่างเป็นรูปธรรม
นายไพจิตร มานะศิลป์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยถึงกรณีข้อเท็จจริงการผลักดันงานมหกรรมพืชสวนโลก 2572 (Korat Expo 2029) และจุดยืนต่ออำเภอคงหลังมีแนวทางปรับเปลี่ยนสถานที่จัดงานจากอำเภอคงไปยังอำเภอปากช่อง โดยระบุว่าหอการค้าฯ ในฐานะตัวแทนภาคเอกชนและพี่น้องชาวโคราช ได้ร่วมขับเคลื่อนโครงการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มต้น และต้องการชี้แจงลำดับการทำงานเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง
โดยโครงการมหกรรมพืชสวนโลกเริ่มผลักดันมาตั้งแต่สมัยนายวิเชียร จันทรโณทัย ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาในสมัยนั้น โดยเริ่มจุดประกายร่วมกับ TCEB ตั้งแต่ช่วงสมัยของนายชัชวาล วงศ์จร เป็นประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา ต่อเนื่องมาถึงสมัยประธานศักดิ์ชาย ผลพานิชย์ ที่ผลักดันและคัดเลือกพื้นที่ “อำเภอคง” อย่างเป็นทางการในปี 2564
จนกระทั่งต่อมา นายสุดที่รัก พันธ์สายเชื้อ หอการค้าฯ ในขณะนั้นได้เป็นตัวแทนหอการค้าฯ และประเทศไทย ร่วมกับท่านผู้ว่าฯ สยาม ศิริมงคล ในการนำเสนอโครงการต่อ AIPH ในปี 2567 จนทำให้โคราชได้รับการประกาศสิทธิ์เป็นเจ้าภาพระดับโลกอย่างเป็นทางการ
เปิด3เหตุอำเภอคงคว้าสิทธิ์เจ้าภาพ
ปัจจัยสำคัญที่สุดในการเลือกอำเภอคงในวันนั้น ประกอบด้วย 1) หลักการกระจายความเจริญของ AIPH : ต้องการนำเม็ดเงิน การพัฒนา และโครงสร้างพื้นฐานกระจายสู่พื้นที่ด้อยโอกาส ไม่กระจุกตัวเฉพาะหัวเมืองใหญ่
2) ความเหมาะสมทางเกษตรกรรม : สภาพดินและกายภาพมีความเหมาะสมมากกว่าพื้นที่ตัวเลือกอื่นในขณะนั้น เช่น อำเภอสีคิ้ว
3) อัตลักษณ์ของงาน : เป้าหมายของการจัดงานที่โคราชไม่ใช่เพียงการโชว์ไม้ดอกไม้ประดับสวยงามเหมือนที่อื่น แต่ตั้งใจชู “พืชทนแล้ง พืชทนเค็ม” ซึ่งตอบโจทย์สภาพภูมิศาสตร์ วิถีชีวิต และสร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกรภาคอีสานอย่างแท้จริง
เร่งรัดโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม
นายไพจิตรกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาหอการค้าฯ ได้ลงพื้นที่จริงและการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้นำประเด็นความพร้อมของโครงการเข้าสู่ ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) มาโดยตลอด เพื่อเร่งรัดและผลักดันงบประมาณสำคัญในทุกมิติ
ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม โดยหอการค้าฯ ได้ร่วมผลักดันงบประมาณจากกรมทางหลวงในการ ขยายถนนบริเวณสถานที่จัดงานจาก 4 เลน เป็น 6 เลน ได้รับการจัดสรรงบประมาณมากกว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง รวมถึงการติดตามเร่งรัดโครงการรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมต่อการเดินทางเข้าสู่งานให้สะดวกรวดเร็วที่สุด และยังได้ผลักดันโครงการขยายอ่างเก็บน้ำชลประทาน ร่วมถึงด้านสาธารณสุข
นอกจากนี้ในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หอการค้าฯ ได้ร่วมกับทาง TCEB ลงพื้นที่อำเภอคงอีกครั้ง เพื่อติดตามความคืบหน้าและความพร้อมรอบด้าน ทั้งระบบคมนาคม ระบบชลประทาน การสาธารณสุข และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าพื้นที่สามารถรองรับงานระดับโลกได้จริง

สุญญากาศการเมืองทำโครงการค้างท่อ
นายไพจิตรกล่าวอีกว่า ภายหลังได้รับสิทธิ์ หอการค้าฯ เร่งเดินหน้าทันที โดยได้รับแต่งตั้งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการร่วมยกร่างขอบเขตงาน (TOR) สำหรับจัดทำ Master Plan ได้ร่วมทำงานประชุมออนไลน์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เวลา 15.00 – 21.00 น. รวม 3–4 ครั้ง จนร่าง TOR เสร็จสมบูรณ์ตั้งแต่เดือนกันยายน 2568
ร่าง TOR ดังกล่าวถูกส่งต่อไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทันที เพื่อพิจารณาลงนามอนุมัติงบประมาณจัดทำ Master Plan วงเงิน 88 ล้านบาท แต่กลับเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองจากการประกาศยุบสภาและการเลือกตั้งจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ทำให้เอกสารค้างท่ออยู่ ไม่มีการลงนามอนุมัติ แม้เมื่อมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนใหม่ หอการค้าฯ ได้พยายามติดตามและทวงถามมาโดยตลอด
4 ข้อเรียกร้องแทนชาวอำเภอคง
ต่อมาช่วงเดือนสิงหาคม 2569 รัฐบาลได้ส่งเลขาธิการสภาพัฒน์ลงพื้นที่เพื่อสำรวจและเปรียบเทียบความคุ้มค่าการลงทุนระหว่างอำเภอคงและอำเภอปากช่อง นายไพจิตรระบุว่า ตนได้ร่วมรับฟัง ต้อนรับ พร้อมทั้งสะท้อนมุมมอง ชี้แจงศักยภาพ และส่งเสียงแทนพี่น้องอำเภอคงในวันนั้นอย่างเต็มกำลัง
จนกระทั่งในที่ประชุมคณะกรรมการโครงการฯ ครั้งสำคัญที่มีมติเห็นชอบตามคำแนะนำของสภาพัฒน์ให้ปรับย้ายสถานที่จัดงานไปยังอำเภอปากช่อง ตนเป็นเพียงคนเดียวในห้องประชุมวันนั้นที่ลุกขึ้นตั้งคำถาม พร้อมยื่นข้อเรียกร้อง 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. ความจริงใจต่อคนในพื้นที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องมีคำตอบและเหตุผลที่ชัดเจน ชี้แจงให้พี่น้องชาวอำเภอคงเข้าใจว่าทำไมถึงจำเป็นต้องย้าย
2. โครงการทดแทนระดับเมกะโปรเจกต์ หากมีความจำเป็นเชิงนโยบายที่ต้องย้ายจริง ภาครัฐต้องมีโครงการหรืองานใหม่ที่ยั่งยืนมาลงพื้นที่อำเภอคง เพื่อดึงดูดเม็ดเงินและนำพาเศรษฐกิจที่ดีมาสู่คนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
3. การสร้างโครงสร้างพื้นฐานถาวร ผลักดันการจัดตั้งตลาดกลางการเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดย องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ณ พื้นที่จัดงานเดิมของอำเภอคง รวมถึงสนับสนุนจัดตั้ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช โดยดึงสถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) มาร่วมพัฒนาองค์ความรู้ทางเกษตรกรรมให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค
4. เร่งรัดความเสี่ยงด้านกรอบเวลาปี 2572 โดยรัฐบาลและ TCEB จะต้องพยายามจัดงานให้ทันตามกำหนดการเดิมคือปี 2572 ให้ได้ เพราะการย้ายสถานที่จะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ทั้งการเชิญ AIPH และ BIE เข้ามาสำรวจพื้นที่และประชุมตัดสินใจ ซึ่งอย่างเร็วที่สุดจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ จากนั้นจึงจะเริ่มทำ Master Plan ซึ่งตามกรอบเดิมต้องใช้เวลาอีกราว 270 วัน ทำให้เหลือเวลาหน้างานจริงในการก่อสร้างเพียงประมาณ 2 ปีเศษเท่านั้น
ขณะเดียวกันได้ให้ข้อแนะนำและเตือนในที่ประชุมว่า ภาครัฐจะต้องจัดทำ Timeline อย่างรอบคอบที่สุด และต้องไม่มีความผิดพลาดเกิดขึ้นแม้แต่ขั้นตอนเดียว งานระดับชาตินี้จึงจะสำเร็จได้ทันตามกำหนด
ยันปกป้องผลประโยชน์และความเป็นธรรม
นายไพจิตรกล่าวเพิ่มเติมว่า หอการค้าจังหวัดนครราชสีมาไม่เคยนิ่งเฉย หรือละเลยเสียงของพี่น้องชาวอำเภอคง ยังคงยืนหยัดปกป้องผลประโยชน์และความเป็นธรรมของพื้นที่มาตลอดในทุกขั้นตอน ทั้งการลงพื้นที่ การผลักดันงบประมาณถนน และการส่งเสียงทักท้วงในระดับนโยบาย
แม้การตัดสินใจในระดับนโยบายของรัฐจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่จุดยืนของหอการค้าฯ ยังคงแน่วแน่ คือ “อำเภอคงต้องไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” ภาครัฐต้องมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและการเกษตรรองรับอย่างเป็นรูปธรรม และงานมหกรรมระดับโลกนี้ต้องเดินหน้าต่อได้อย่างมีมาตรฐาน ทันตามกำหนดเวลา เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของชาวนครราชสีมาทุกคน