ก.เกษตรฯ ยังระบายน้ำอยู่ในกรอบ ประเมินที่นครสวรรค์ ยังไม่น่ากังวล
สุริยะ เรียกประชุมตรวจสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา อธิบดีกรมชลฯ รายงานปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 1,850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หลังมีฝนตกสะสมในพื้นที่ช่วงนครสวรรค์-ชัยนาท ยืนยันการระบายน้ำยังอยู่ในกรอบความปลอดภัย
ที่ กรมชลประทาน (ถนนสามเสน) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์น้ำ ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรับฟังสถานการณ์การบริหารจัดการน้ำ
นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน รายงานว่า สถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยาว่า ล่าสุดระดับน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 16.94 เมตร ซึ่งใกล้เกณฑ์ควบคุมที่ 17 เมตร กรมชลประทานต้องรักษาระดับน้ำไม่ให้เกินเกณฑ์ดังกล่าว เนื่องจากจะทำให้น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่เหนือเขื่อน และอาจส่งผลต่อความมั่นคงของตัวเขื่อน
และจากการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พบว่าระดับน้ำหน้าเขื่อนเพิ่มขึ้นประมาณชั่วโมงละ 1 เซนติเมตร จึงได้ทยอยเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนชั่วโมงละ 20 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จนเช้าวันนี้อยู่ที่ 1,850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จากเมื่อวาน 1,750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งยังอยู่ในกรอบการระบายไม่เกิน 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตามที่ได้แจ้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ไว้ล่วงหน้าแล้ว
ทั้งนี้ยืนยันว่า สาเหตุที่ทำให้ระดับน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ ไม่ได้เกิดจากการเพิ่มการระบายน้ำของเขื่อนขนาดใหญ่ตอนบน เนื่องจากกรมชลประทานได้หน่วงหน่วงน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ไว้ให้มากที่สุด
ขณะที่ปริมาณน้ำที่สถานี C2 จังหวัดนครสวรรค์ เช้าวันนี้อยู่ที่ 1,827 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจากประเมินว่าสถานการณ์ที่สถานี C.2 ยังไม่น่ากังวล แต่จุดที่ต้องติดตามขณะนี้คือ ช่วงตั้งแต่นครสวรรค์ลงมาถึงชัยนาท เนื่องจากมีฝนตกในพื้นที่ ประกอบกับน้ำจากลำน้ำสาขาไหลเข้ามาสมทบ ทำให้มีปริมาณน้ำสะสมในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบนและระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ส่วนลุ่มน้ำป่าสัก ขณะนี้มีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก กรมชลประทานจึงพยายามหน่วงน้ำไว้ในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรีและบริหารการระบายน้ำท้ายเขื่อนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเหลื่อมช่วงเวลาของน้ำไม่ให้ลงมาสมทบพร้อมกัน
สำหรับด้านท้ายน้ำ กรมชลประทานเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อเร่งระบายน้ำโดยตัดทางลัดบริเวณคุ้งบางกะเจ้า ช่วยลดระยะเวลาการไหลผ่านช่วงดังกล่าวจากประมาณ 5 ชั่วโมง เหลือประมาณ 10 นาที ก่อนระบายต่อออกสู่อ่าวไทย
นายวิทยา กล่าวว่า สำหรับแนวทางบริหารจัดการน้ำในขณะนี้คือ หน่วงน้ำจากพื้นที่ตอนบน ควบคุมปริมาณน้ำในช่วงกลาง และเร่งระบายน้ำด้านท้ายออกสู่ทะเล เพื่อไม่ให้มวลน้ำจากแต่ละส่วนลงมาสมทบพร้อมกัน และลดผลกระทบต่อพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ส่วนสถานการณ์ภาคตะวันออก โดยเฉพาะสระแก้วและปราจีนบุรี ยังต้องติดตามหลังมีฝนตกหนักและฝนสะสมในพื้นที่มาก เมื่อน้ำจากพื้นที่ไหลลงสู่ลำน้ำ อาจทำให้น้ำล้นตลิ่งในบางแห่ง กรมชลประทานได้ส่งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำเข้าช่วยเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบแล้ว
