ข้อมูลเผยแพร่ครั้งแรกเวลา 10 พ.ย.2025 เวลา 10.30 น. และอัพเดตเวลา 16.35 น.
การชัตดาวน์ของหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐใกล้จะสิ้นสุดลง เนื่องจากสามารถตกลงกับสมาชิกวุฒิสภาพรรคเดโมแครตจนเห็นพ้องที่จะให้งบประมาณ
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานความคืบหน้าสถานการณ์ปิดทำการหน่วยงานรัฐบาลบางส่วนของสหรัฐ หรือชัตดาวน์ ว่า กลุ่มสมาชิกวุฒิสภาสายกลางพรรคเดโมแครตเห็นพ้องที่จะสนับสนุนข้อตกลงในการเปิดทำการของหน่วยงานรัฐบาลกลางอีกครั้ง และให้เงินทุนแก่กระทรวงและหน่วยงานบางแห่งในปีหน้า
เมื่อเย็นของวันที่ 9 พฤศจิกายน เวลาท้องถิ่น วุฒิสภาสหรัฐลงมติขั้นต้น 60 ต่อ 40 เสียง อนุมัติมาตรการขั้นตอนเพื่อผลักดันร่างกฎหมายยุติการปิดหน่วยงานรัฐบาล โดยกลุ่มสมาชิกสว.พรรคเดโมแครตสายกลางตัดสินใจโหวตแยกทางกับแกนนำพรรคเพื่อสนับสนุนข้อตกลงดังกล่าว
วุฒิสภาได้เลื่อนการประชุมไปจนถึงวันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน เวลาท้องถิ่น และยังไม่ได้กำหนดวันลงมติรอบสุดท้าย และสภาผู้แทนราษฎรยังต้องอนุมัติร่างกฎหมายงบประมาณเพื่อยุติชัตดาวน์นี้ ก่อนส่งไปให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อลงนาม
การชัตดาวน์ในการดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของโดนัลด์ ทรัมป์ ทำสถิติยาวนานที่สุด 40 วัน ในประวัติศาสตร์สหรัฐในขณะนี้ ทำลายสถิติในวาระแรกของทรัมป์ ซึ่งปิดทำการที่ 35 วัน ในปี 2018 และ 2019
ภายใต้ข้อตกลงนี้ รัฐสภาจะอนุมัติเงินทุนเต็มปีสำหรับกระทรวงเกษตร กระทรวงกิจการทหารผ่านศึก และรัฐสภาเอง ขณะที่ให้เงินทุนแก่หน่วยงานอื่น ๆ จนถึงวันที่ 30 มกราคมปี 2026
ข้อตกลงนี้จะให้เงินแก่เจ้าหน้าที่รัฐบาลที่ถูกพักงานกลับมารับเงินที่ถูกระงับไว้จากรัฐบาลกลาง โดยรับกับมลรัฐและหน่วยงานท้องถิ่น และเรียกตัวพนักงานของหน่วยงานที่ถูกเลิกจ้างในช่วงชัตดาวน์กลับมาทำงาน
แหล่งข่าวระบุว่าพรรคเดโมแครตได้รับคำมั่นสัญญาจากพรรครีพับลิกันที่จะลงคะแนนเสียงร่างกฎหมายต่ออายุเครดิตภาษีพระราชบัญญัติการดูแลสุขภาพราคาประหยัดหรือโอบามาแคร์ ภายในกลางเดือนธันวาคมนี้ คำสัญญาดังกล่าว ซึ่งจอห์น ธูน ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา ได้เสนอไว้เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ไม่ใช่สมาชิกพรรคเดโมแครตทุกคนจะพอใจ
ความเคลื่อนไหวในชั้นวุฒิสภาข้างต้นถือเป็นสัญญาณใกล้สิ้นสุดชัตดาวน์ อย่างไรก็ดี ในชั้นสภาผู้แทนราษฎร การผ่านร่างกฎหมายยังไม่แน่นอน เนื่องจากสมาชิกพรรคเดโมแครตได้ออกมาคัดค้านข้อตกลงใด ๆ ที่ไม่รวมการขยายระยะเวลาเงินอุดหนุนโอบามาแคร์ที่กำลังจะหมดอายุ ซึ่งร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ครอบคลุม ทางด้านสมาชิกพรรครีพับลิกันต้องการร่างกฎหมายที่จะให้เงินแก่หน่วยงานรัฐบาลทั้งหมดจนถึงวันที่ 30 กันยายนปี 2026
ผลกระทบจากการปิดหน่วยงานรัฐสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหรัฐประมาณ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.8 แสนล้านบาท) ต่อสัปดาห์ และสำนักงานงบประมาณรัฐสภาประเมินว่าการปิดหน่วยงานรัฐจะทำให้อัตราการเติบโตของ GDP ที่แท้จริงในแต่ละไตรมาสลดลง 1.5 จุดเปอร์เซ็นต์ภายในกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงต่ำสุดในรอบสามปีเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ท่ามกลางความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการปิดหน่วยงานรัฐ ราคาสินค้า และตลาดแรงงาน
ส่งผลให้ข้อมูลเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของรัฐบาลถูกระงับชั่วคราว ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีข้อมูลไม่เพียงพอในการจัดการกับภาวะเงินเฟ้อที่สูงอย่างต่อเนื่อง และอัตราการว่างงานที่สูงขึ้น ซึ่งเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดระบุว่าเหมือนการขับรถท่ามกลางม่านหมอก
นายฌอน ดัฟฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมสหรัฐเตือนว่า การเดินทางทางอากาศของสหรัฐอาจหยุดชะงักลงอย่างมากในช่วงวันหยุดขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving) หากบางหน่วยงานของรัฐบาลยังคงปิดทำการต่อไป
สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐ (FAO) สั่งให้สายการบินลดเที่ยวบินลง 10% ภายในวันที่ 14 พฤศจิกายน เนื่องจากขาดแคลนเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศ ซึ่งต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างจนกว่ารัฐบาลจะกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง
ด้านเควิน แฮสเซตต์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจอาวุโสของทำเนียบขาวระบุว่า การหยุดชะงักงันของการจราจรทางอากาศในช่วงวันขอบคุณพระเจ้า ซึ่งชาวอเมริกันเดินทางกลับภูมิลำเนาไปเยี่ยมเยียนครอบครัว และรวมถึงการจับจ่ายในวันแบล็กฟรายเดย์ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ โดยกล่าวว่าอาจส่งผลให้ไตรมาสที่สี่ติดลบ