Skip to content

อิหร่านประสานเสียงพร้อมรบ คุม ‘ฮอร์มุซ’ เบ็ดเสร็จ-ทรัมป์ขู่โจมตีใหญ่แลกดีลนิวเคลียร์ 

29 ม.ค. 2569 | 16:48น.
อิหร่านประสานเสียงพร้อมรบ คุม ‘ฮอร์มุซ’ เบ็ดเสร็จ-ทรัมป์ขู่โจมตีใหญ่แลกดีลนิวเคลียร์ 

ทางการอิหร่านแสดงจุดยืนโดยพร้อมเพรียง หากเกิดสงครามก็พร้อมต่อสู้ โดยผู้บัญชาการกองทัพประกาศว่า ควบคุมทุกพื้นที่ของช่องแคบฮอร์มุซ อย่างสมบูรณ์ ทรัมป์โพสต์โซเชียลย้ำคำขู่จะโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่กว่าสงคราม 12 วันและเวเนซุเอลา เรียกร้องให้กลับมาเจรจาและทำข้อตกลงอาวุธนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว 

อัลจาซีรา (Al Jazeera) รายงานว่า นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่า กองทัพอิหร่านพร้อมที่จะตอบโต้อย่างรุนแรงและทันที ต่อการโจมตีใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากสหรัฐอเมริกา หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ย้ำคำขู่จะใช้ปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน

กองทัพผู้กล้าหาญของเราพร้อมแล้ว ด้วยนิ้วที่พาดบนไกปืน เพื่อการตอบโต้อย่างรุนแรงและทันท่วงที ต่อการรุกรานใด ๆ บนผืนดิน ท้องฟ้า และทะเลอันเป็นที่รักของเรา อารักชีกล่าวบนโซเชียลมีเดีย อีกทั้งระบุว่า อิหร่านเรียนรู้บทเรียนอันมีค่าจาก สงคราม 12 วัน เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2024 ซึ่งอิสราเอลและสหรัฐทิ้งระเบิดใส่โรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน

คำกล่าวของอารักชีเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังทรัมป์ย้ำคำขู่ว่าจะโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน โดยโพสต์ทรูทโซเชียล (Truth Social) เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2026 ตามเวลาท้องถิ่น ระบุว่า กองเรือขนาดใหญ่กำลังมุ่งหน้าไปยังอิหร่าน โดยกองเรือพร้อม เต็มใจ และสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง หากจำเป็น

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า อิหร่านจะมาอยู่บนโต๊ะเจรจาอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์… เวลาเหลือน้อยแล้ว สิ่งนี้สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ดังที่เคยได้บอกไปแล้วครั้งหนึ่ง จงทำข้อตกลง !” ทรัมป์กล่าวพร้อมระบุว่า หากไม่สามารถตกลงกันได้ การโจมตีครั้งต่อไปจะรุนแรงกว่าสงคราม 12 วันอย่างมาก

คาจา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป (อียู) กล่าวก่อนการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของอียู ในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ว่า กำลังใช้มาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่กับอิหร่าน และกำลังพิจารณาขึ้นบัญชีดำกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เป็นองค์กรก่อการร้าย 

ก่อนหน้านี้ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สหรัฐส่งเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ USS Abraham Lincoln และยุทโธปรกรณ์ทางทหารอื่น ๆ เพื่อเสริมกำลังทหารนอกชายฝั่งอิหร่าน โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าสหรัฐกำลังวางแผนโจมตี

ขณะที่สำนักข่าว IDN ของอินโดนีเซียรายงานอ้างอิงสำนักข่าว อนาโดลู (Anadolu) วันที่ 28 มกราคมว่า นายโมฮัมหมัด อัคบาร์ซาเดห์ ผู้บัญชาการ IRGC ระบุว่า แม้อิหร่านจะไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มสงคราม แต่ก็ไม่ลังเลที่จะตอบโต้การรุกราน โดยหากเกิดสงครามขึ้นจะไม่มีการถอยแม้แต่เพียงมิลลิเมตรเดียว และอิหร่านจะรุกคืบต่อไป

นอกจากนี้ยังเปิดเผยว่า ขณะนี้อิหร่านควบคุมทุกพื้นที่ของ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) อย่างสมบูรณ์แล้ว ทั้งทางบก ใต้น้ำ และทางอากาศ อีกทั้งเป็นระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะเต็มรูปแบบ ซึ่งทำให้อิหร่านสามารถติดตามความเคลื่อนไหวทางทะเลทุกอย่างได้แบบเรียลไทม์

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ และภัยคุกคามจากการปิดช่องแคบนี้ นับเป็นฝันร้ายสำหรับเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเป็นเส้นทางหลักสำหรับการขนส่งน้ำมัน 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 1 ใน 3 ของการขนส่งน้ำมันดิบทางทะเลของโลก และเป็น 20% ของการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทั่วโลก

อัคบาร์ซาเดห์เตือนว่า หากเกิดความขัดแย้งขึ้น สหรัฐและพันธมิตรจะไม่ได้รับผลประโยชน์จากสงครามที่ก่อขึ้นเอง ซึ่งบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการหยุดชะงักต่ออุปทานพลังงานทั่วโลกครั้งใหญ่

อาลี ฮาเชม ผู้สื่อข่าวอัลจาซีรา ซึ่งรายงานข่าวอยู่ในกรุงเตหะราน เมืองหลวงอิหร่าน ระบุว่า ดูเหมือนจะมีการดำเนินการมากมายด้านการทูต โดยผู้ไกล่เกลี่ยกำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อหาทางออก เพราะสถานการณ์ในขณะนี้ร้ายแรงมาก ในที่สาธารณะอิหร่านส่งสัญญาณว่าพร้อมที่จะต่อสู้ ควบคู่ไปกับความพร้อมที่จะเจรจา เมื่อใดก็ตามที่การเจรจาเหมาะสม และไม่ใช่ด้วยการบังคับและข่มขู่ทางทหาร

โดยสำนักข่าวของอิหร่าน ทัสนิม (Tasnim) รายงานว่า โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ โฆษกรัฐสภาอิหร่าน ระบุว่า พร้อมที่จะเจรจาอย่างซื่อสัตย์และจริงใจกับสหรัฐ แต่รัฐบาลอิหร่านคิดว่า นี่ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีสหรัฐกำลังมองหา อีกทั้งยังระบุว่า ทรัมป์อาจเริ่มสงครามได้ แต่ไม่สามารถควบคุมได้ว่าสงครามจะจบลงอย่างไร

ตามรายงานล่าสุดของกลุ่มสิทธิมนุษยชนในสหรัฐ (Human Rights Activists News Agency : HRANA) ระบุวันที่ 28 มกราคม จำนวนผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้วอยู่ที่ 6,373 ราย เป็นผู้ประท้วง 5,993 ราย เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี 113 ราย เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล 214 ราย และพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการประท้วง 53 ราย นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บสาหัส 11,018 คน และผู้ถูกจับกุม 42,486 คน