ส่องเทรนด์ตลาดรถ “EV” ปี 2025 จีนครองแชร์เกือบ 50%

“รถยนต์ไฟฟ้า” (EVs) กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากปี 2015 มียอดขาย 1 ล้านคันทั่วโลกพุ่งขึ้นเป็น 5 ล้านคันในปี 2018 ขณะที่งานวิจัยประจำปี 2019 ของ BloombergNEF (BNEF) คาดการณ์ว่าภายในปี 2030 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกจะเพิ่มเป็น 30 ล้านคัน

การวิจัยโดย Bloomberg New Energy Finance (BNEF) ประจำปี 2019 เปิดเผยเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ระบุว่า “จีน” จะครองแชมป์ผู้นำด้านรถยนต์ไฟฟ้าและผู้ใช้รายใหญ่ จากการเติบโตเกือบ 8% ในไตรมาส 4 ของปี 2018 และมีถึง 6 เมืองในจีน จากทั้งหมด 11 เมืองทั่วโลก (ยกเว้นสหรัฐอเมริกา) ที่มีผู้ซื้อรถยนต์อีวีมากขึ้นชัดเจน

นอกจากนี้ ยังประเมินว่าจีนจะครองส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 48% ของยอดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในปี 2025 แต่จะลดลงเหลือ 26% ในปี 2040 เนื่องจากประเทศอื่นจะตีตื้นขึ้นมา โดยเฉพาะ “ยุโรป” ที่คาดว่าจะแซงหน้าสหรัฐ และครองส่วนแบ่งเป็นอันดับ 2 ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลก ในระหว่างปี 2020-2029 BNEF ได้ปรับเพิ่มประมาณการรถยนต์ไฟฟ้าที่จะวิ่งบนท้องถนนเป็น 57% ภายในปี 2040 ทั้งระบุด้วยว่ายอดขายรถยนต์ส่วนบุคคลอีวีจะเพิ่มขึ้นจาก 2 ล้านคันในปี 2018 เป็น 28 ล้านคันในปี 2030 ส่วนยอดขายรถยนต์ส่วนบุคคลแบบดั้งเดิมจะลดลงเหลือ 42 ล้านคันในอีก 21 ปีข้างหน้า

สำหรับ “รถบัสโดยสาร” คาดว่าจะมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดราว 81% ของรถบัสที่ใช้ในเขตเมืองทั่วโลกภายในปี 2040

“จัสติน วู” หัวหน้าทีมวิจัยของ BNEF ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก กล่าวว่า “ในอนาคตเราจะเห็นรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ลดลงไปเรื่อย ๆ และจะเกิดปรากฏการณ์รถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาแทนที่ สำหรับตลาดรถตู้และรถบรรทุกไฟฟ้า ประเมินว่าอาจจะทำตลาดได้ยากกว่า”

ทั้งนี้นับตั้งแต่ปี 2022 คาดว่าจะมีหลายประเทศสามารถขายรถยนต์ไฟฟ้าได้ในราคาที่เทียบเท่ากับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน เพราะราคาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าลดลงมากนับตั้งแต่ปี 2010-2018 ต้นทุนเฉลี่ยของแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ลดลงไปแล้ว 85% จากการประหยัดต้นทุนการผลิตต่อขนาด และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น

งานวิจัยระบุว่า ในระหว่างปี 2022-2023 “จีน” จะสามารถซื้อรถยนต์อีวีได้ในราคาเท่ากับรถยนต์แบบดั้งเดิม และรถยนต์ขนาดกลางจะได้รับความนิยมมากที่สุด ขณะที่ “ยุโรป” จะนิยมใช้รถยนต์ไฟฟ้าทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ ส่วน “สหรัฐและออสเตรเลีย” ผู้บริโภคจะเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ (SUV)

ขณะที่ในปี 2024-2025 “เกาหลีใต้” จะมีบทบาทมากขึ้นด้วยการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าได้ในราคาที่ถูกลง ซึ่งรถยนต์อีวีขนาดกลาง และประเภท SUV จะได้รับความนิยมมากที่สุด

สำหรับ “ญี่ปุ่น” แม้จะเป็นชาติผู้นำด้านเทคโนโลยีของโลก แต่จะมีบทบาทในตลาดรถไฟฟ้าอีวีช้ากว่า โดยชาวญี่ปุ่นจะซื้อรถยนต์อีวีที่มีราคาถูกลง หลังจากปี 2026 สำหรับ “อินเดีย” จะเริ่มเห็นปรากฏการณ์หลังจากปี 2030 เป็นต้นไป

เหตุผลที่สนับสนุนการประเมินการนี้มาจากปัจจัยที่ทำให้รถยนต์อีวีมีราคาถูกลง อย่าง นโยบายสนับสนุนของภาครัฐในการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง มาตรการเกี่ยวกับการซื้อและใช้รถยนต์อีวี และความพร้อมของสถานีชาร์จไฟที่ทั่วถึง รวมถึงการเปิดตลาดให้มีการแข่งขันอย่างเท่าเทียม

ในอนาคตธุรกิจการแชร์ยานพาหนะร่วมกัน เช่น รถยนต์ร่วมโดยสาร และธุรกิจให้บริการรถเช่า จะมีบทบาทมากขึ้น จากปัจจุบันบริการดังกล่าวยังมีสัดส่วนน้อยกว่า 5% ของระยะทางการเดินทางทั้งหมดของผู้โดยสาร และคาดว่าจะเพิ่มถึง 19% ภายในปี 2040

“ไทย” ในฐานะที่เป็นฐานผลิตรถยนต์ที่สำคัญ จึงควรมองแนวโน้มการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตให้เป็นโอกาส โดยรัฐบาลมีออกมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมรถยนต์อีวี เพื่อตอบสนองดีมานด์โลกมากขึ้น พร้อมกับยกระดับประเทศไทยขึ้นสู่การเป็นผู้นำด้านการผลิตรถยนต์อีวีในระดับสากล

Previous articleWorst Case สงครามการค้า “6 ยุทธวิธี” สหรัฐเล่นงานจีน
Next article“บิ๊กตู่” นำขบวน 10 ผู้นำอาเซียน เร่ง RCEP เปิดเสรีแก้เกมสงครามการค้า