Skip to content

ทำไมญี่ปุ่นยังปิดประเทศ ขณะที่ประเทศอื่นเริ่มผ่อนคลายมาตรการ

10 ก.พ. 2565 | 16:10น.
ทำไมญี่ปุ่นยังปิดประเทศ ขณะที่ประเทศอื่นเริ่มผ่อนคลายมาตรการ

เมื่อมาตรการคุมโควิด-19 ยังคงใช้อย่างเข้มงวด แม้จะมีผู้เสียชีวิตน้อยกว่าประเทศอื่น ทำให้เกิดความผิดหวังกับแนวทางของรัฐบาลญี่ปุ่น

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 แชนแนลนิวส์เอเชียรายงานความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งพยายามหาคำตอบว่า เหตุใดญี่ปุ่นจึงเข้มงวดกับมาตรการควบคุมโควิด-19 ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ เริ่มผ่อนคลายมาตรการเหล่านี้

ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ในขณะที่สายพันธุ์โอมิครอนกำลังระบาดเพิ่มขึ้นทั่วโลก ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยก้าวหน้ามักจะตอบสนองต่อการระบาดอย่างแข็งขัน แต่จะทำด้วยมาตรการที่มีระดับความเข้มงวดต่ำกว่าเมื่อปี 2563-2564 ทั้งมาตรการทางสังคมและมาตรการการเดินทาง

แต่ญี่ปุ่นเลือกเส้นทางที่แตกต่างไป โดย “ฟูมิโอะ คิชิดะ” นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น รับมือการระบาดด้วยมาตรการควบคุมชายแดนที่เข้มงวดมากกว่าปีที่ผ่านมา

ความที่ชาวญี่ปุ่นเคยผิดหวังกับนโยบายรัฐบาล และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทำให้ชาวญี่ปุ่นมีความอ่อนไหวอย่างมากต่อนโยบายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการระบาดใหญ่ และรัฐบาลคิชิดะทราบดีว่า ความนิยมและความอยู่รอดของรัฐบาลนั้น เชื่อมโยงกับตัวเลขโควิดอย่างแยกกันไม่ได้

จำนวนผู้ติดเชื้อในญี่ปุ่นมีน้อย

แม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่นานมานี้ แต่จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ของญี่ปุ่นก็ยังต่ำกว่าหลายประเทศในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกาประมาณ 5 เท่า และต่ำกว่าในออสเตรเลียอย่างน้อย 3 เท่า

อัตราการเสียชีวิตของญี่ปุ่นอยู่ที่ 146 รายต่อล้านคน ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 ถึง 20 มกราคม 2565 และเพิ่มขึ้นเป็น 148 รายต่อล้านคน เมื่อวันที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา ตรงข้ามกับสหรัฐฯ ซึ่งอัตราการเสียชีวิตมากถึง 2,655 รายต่อล้านคน และอังกฤษที่ 2,283 รายต่อล้านคน

เพื่อนบ้านอย่างเกาหลีใต้และออสเตรเลียได้หันไปใช้กลยุทธ์ “อยู่ร่วมกับโควิด” ก่อนจะพบว่าอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเป็น 131 และ 144 รายต่อล้านคนตามลำดับ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

แต่ญี่ปุ่นรับมือกับโอมิครอนอย่างแข็งขัน โอมิครอนมีอิทธิพลต่อข่าวและวาระทางการเมืองในแต่ละวัน แม้ว่าญี่ปุ่นจะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงกว่าทั่วโลก 2 เท่า ที่ 79% ของจำนวนประชากรทั้งหมด

ไม่เต็มใจใช้อำนาจฉุกเฉิน

จนถึงตอนนี้มี 34 จังหวัดจาก 47 จังหวัดได้กลับเข้าสู่ภาวะกึ่งฉุกเฉินอีกครั้ง เช่นเดียวกับช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา แม้ว่ามาตรการที่เกี่ยวข้องจะยังคงไม่รุนแรงตามมาตรฐานสากล

ทั้งนี้เนื่องจากการขาดความตั้งใจทางการเมือง จนกว่าพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) และรัฐสภาญี่ปุ่น จะแก้ไขพระราชบัญญัติมาตรการพิเศษสำหรับโรคไข้หวัดใหญ่ระบาดและกฎหมายควบคุมโรคติดต่อ และให้อำนาจรัฐบาลกลางดำเนินการล็อกดาวน์และใช้อำนาจฉุกเฉินเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออก

เกาหลี ไต้หวัน สิงคโปร์ และเวียดนาม ต่างก็ยกระดับการรับมือต่อการระบาดใหญ่ เพื่อรับมือกับโรคซาร์ส เมื่อปี 2546 และเมอร์ส เมื่อปี 2557 ยกเว้นญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีคิชิดะได้บรรจุเรื่องนี้ไว้ในวาระของเขา แต่น่าจะเป็นเรื่องที่ผลักดันได้ยากในทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนธันวาคม ญี่ปุ่นได้ดำเนินมาตรการควบคุมชายแดนที่เข้มงวดเมื่อเทียบกับการระบาดระลอกก่อนหน้านี้ นโยบายดังกล่าวถือเป็นการปิดประเทศสำหรับพลเมืองที่ไม่ใช่ชาวญี่ปุ่น

นโยบายนีโอ-ซาโกกุ (ความโดดเดี่ยว) ซึ่งในเอเชียตะวันออกมีเพียงอีกประเทศเดียวที่ใช้คือจีน บรรดานักเดินทางที่ติดค้างจำนวนมากนั้น มีนักศึกษาประมาณ 150,000 คน ที่ลงทะเบียนเรียนในมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่ญี่ปุ่นทำไว้กับประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย และภูมิภาคต่าง ๆ

นักศึกษาบางคนกำลังคิดจะย้ายไปเรียนที่สถาบันในเกาหลีใต้ด้วยเหตุผลนี้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญและผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาญี่ปุ่นทั่วโลก ร่วมกันยื่นข้อเรียกร้องขอให้คิชิดะเปิดประเทศ เนื่องจากนักศึกษาเหล่านี้ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนอย่างถึงที่สุด รวมถึงเป็นการสร้างความเสียหายอย่างมากต่อชื่อเสียงในระดับโลกของญี่ปุ่น

ความกังวลที่เพิ่มขึ้นในหมู่พลเมืองญี่ปุ่น

โอมิครอนกำลังระบาดเพิ่มขึ้นในญี่ปุ่น และพลเมืองญี่ปุ่นก็กังวลเรื่องนี้ อัตราผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อประชากรล้านคนก่อนหน้านี้สูงสุดที่ 203 ราย เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2564 ซึ่งเป็นช่วงปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ก่อนจะลดลงอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ต่ำกว่า 10 ราย ในเดือนตุลาคม 2564

ต่อมาตัวเลขนี้ได้เพิ่มขึ้นเป็น 203 ราย เมื่อวันที่ 15 มกราคม และเพิ่มขึ้นเป็น 624 ราย ในวันที่ 27 มกราคม ขณะที่ออสเตรเลียมีอัตราผู้ป่วยรายใหม่ 2,568 รายต่อล้านคนในวันเดียวกัน

ประชาชนมีความอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อตัวเลขเหล่านี้ สะท้อนจากผลสำรวจความเห็นของนิกเคอิเมื่อเดือนธันวาคม ซึ่งขอให้ผู้เข้าร่วมตอบแบบสอบถามจัดลำดับความสำคัญในประเด็นต่าง ๆ ให้กับนายกรัฐมนตรี โดยจากผลสำรวจพบว่าการแก้ปัญหาโควิดมาเป็นอันดับ 2 ที่ 38% เป็นรองความกังวลเกี่ยวกับเงินบำนาญ สุขภาพ และการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งอยู่ที่ 41%

ระหว่างการปราศรัยที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 18 มกราคม คิชิดะได้ยกให้การรับมือกับโควิดเป็นความสำคัญลำดับแรกของเขา ซึ่งเป็นความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว การรับมือกับโควิดอย่างชัดเจนนี้เองทำให้คะแนนนิยมของเขาพุ่งขึ้น โดยสถานีโทรทัศน์นิปปอนรายงานว่า คะแนนนิยมของเขาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจาก 56% ในเดือนพฤศจิกายน เป็น 66% ในเดือมกราคม

เหตุผลที่ชัดเจนที่สุดในการแสดงปฏิกิริยาทางการเมืองที่มีต่อโอมิครอน คือการเลือกตั้งสภาสูงที่กำลังจะเกิดขึ้นเดือนกรกฎาคม 2565 ซึ่งคิชิดะจำเป็นต้องชนะการเลือกตั้งเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็น “นายกฯเป็ดง่อย” หรือ นายกฯที่หมดวาระไปอย่างไร้ประโยชน์

การเรียกร้องของเขาเพื่อให้พัฒนาระบบทุนนิยมรูปแบบใหม่ ด้วยองค์ประกอบของความเสมอภาคและการกระจายอำนาจอย่างเข้มแข็ง ทำให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักธุรกิจชั้นนำ และอดีตนายกรัฐมนตรี “ชินโสะ อาเบะ”

แต่มีเหตุผลที่ลึกซึ้งกว่าเบื้องหลังความอ่อนไหวทางการเมืองระดับสูงนี้

การรับมือกับโควิดของญี่ปุ่นในภาพรวม ตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 อาศัยความสามัคคีจากภาคสังคมและความพยายามในระดับรากหญ้า มากกว่าการดำเนินการที่เด็ดขาดและมีประสิทธิภาพของภาครัฐ คล้ายกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน หรือสิงคโปร์

ชาวญี่ปุ่นปฏิบัติตามแนวทางสาธารณสุข 3 ข้อ ได้แก่ หลีกเลี่ยงพื้นที่ปิด, หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด และหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด แต่ประสิทธิภาพในการควบคุมโรคก็ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป

ความผิดหวังต่อความไม่ลงรอยของรัฐบาล

ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกหงุดหงิดกับความไม่ลงรอยกันของรัฐบาล รวมถึงความยากลำบากในการเข้าถึงการตรวจ, หน้ากากคุณภาพต่ำที่รัฐบาลให้การสนับสนุน, การผลักดันการฉีดซีนที่น่าเบื่อ, การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นอย่างเชื่องช้า และความไม่ยืดหยุ่นเรื่องการจัดการในโรงพยาบาลและการรักษาพยาบาล

นอกจากนี้ คนส่วนใหญ่ยังไม่พอใจที่รัฐบาลญี่ปุ่นยืนยันจะจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก

จากการสำรวจโดยศูนย์วิจัยพิว เมื่อเดือนมิถุนายน 2564 พบว่า ชาวญี่ปุ่นเป็นกลุ่มที่ไม่พอใจมาตรการโควิดมากที่สุดในโลก โดย 62% ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่าควรมีมาตรการมากขึ้นสำหรับกิจกรรมสาธารณะ

เมื่อเทียบกับที่อื่น ๆ เช่น ไต้หวัน ตัวเลขนี้อยู่ที่ 15%, สิงคโปร์ 21% และสหรัฐฯ 56%

ความอ่อนไหวต่อโควิดในระดับสูงของชาวญี่ปุ่น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการตอบสนองของรัฐบาล อาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้คนญี่ปุ่นจำนวนมากตั้งคำถามถึงการปฏิบัติตามแบบดั้งเดิมกับผู้มีอำนาจ และคาดหวังอิสรภาพจากกลุ่มอย่างครอบครัว และโครงสร้างการทำงาน พวกเขาคาดว่าการดำเนินการของรัฐบาล และกฎระเบียบที่มีประสิทธิภาพจะทำให้เกิดภาระมากขึ้น

แม้ว่าการตอบสนองต่อโควิดของคิชิดะจะสอดคล้องกับความคาดหวังของสังคมสมัยใหม่มากกว่า แต่ก็ยังมีสัญญาณที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงมากขึ้นสำหรับความสัมพันธ์ของญี่ปุ่นกับประชาคมระหว่างประเทศ

 

 

 

 

 

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ญี่ปุ่น สถานการณ์โควิด-19