เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
รู้จัก Trump Accounts  แจกทารกคนละ 1,000 ดอลลาร์  ปั้นนายทุน ที่ไม่ได้เกิดบนกองเงินกองทอง
World รู้จัก Trump Accounts แจกทารกคนละ 1,000 ดอลลาร์ ปั้นนายทุน ที่ไม่ได้เกิดบนกองเงินกองทอง
‘สุรศักดิ์’ แจ้ง ครม.พร้อมจัด Tomorrowland Thailand ปลายปี คาดเงินสะพัด 6 พันล้าน
Economic ‘สุรศักดิ์’ แจ้ง ครม.พร้อมจัด Tomorrowland Thailand ปลายปี คาดเงินสะพัด 6 พันล้าน
‘อนุทิน‘ เผยแสดงความยินดี ’ทักษิณ‘ หลังพ้นโทษแล้ว ยันไม่เจอที่มาเลเซีย
Politics ‘อนุทิน‘ เผยแสดงความยินดี ’ทักษิณ‘ หลังพ้นโทษแล้ว ยันไม่เจอที่มาเลเซีย
นายกฯ ชี้ดีลมาเลเซียปลดล็อกนำเข้ากุ้งไทย บรรลุข้อตกลงแล้ว
Politics นายกฯ ชี้ดีลมาเลเซียปลดล็อกนำเข้ากุ้งไทย บรรลุข้อตกลงแล้ว
ราคาทองวันนี้ (7 ก.ค. 69) ร่วงลง 300 บาท ทองรูปพรรณ 65,950 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (7 ก.ค. 69) ร่วงลง 300 บาท ทองรูปพรรณ 65,950 บาท
BOI – อว. – DPU ดันหลักสูตร “ปรุงสุข” สถาปนิกสุขภาพยุคใหม่
Biz Movement BOI – อว. – DPU ดันหลักสูตร “ปรุงสุข” สถาปนิกสุขภาพยุคใหม่
ฮอร์มุซกลับมาเดินเรือปกติ กดราคาน้ำมันโลกอ่อนตัว จับตา OPEC+ เพิ่มกำลังผลิต
Economic ฮอร์มุซกลับมาเดินเรือปกติ กดราคาน้ำมันโลกอ่อนตัว จับตา OPEC+ เพิ่มกำลังผลิต
เปิด Thaimart มาร์เก็ตเพลสไทย ชูจุดแข็ง “ของแท้คุณภาพ” กำไรใน 5 ปี
Tech เปิด Thaimart มาร์เก็ตเพลสไทย ชูจุดแข็ง “ของแท้คุณภาพ” กำไรใน 5 ปี
เร่งเดินหน้า ‘ผันน้ำยวม’ ก่อน EIA หมดอายุ สั่งชลประทานแจงทุกข้อคัดค้าน
Economic เร่งเดินหน้า ‘ผันน้ำยวม’ ก่อน EIA หมดอายุ สั่งชลประทานแจงทุกข้อคัดค้าน
เลิกปลูกตามใจตลาด “ศุภจี” เปิด The Harmony Model ปั้นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง
Economic เลิกปลูกตามใจตลาด “ศุภจี” เปิด The Harmony Model ปั้นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง
ดูทั้งหมด

รัสเซีย : เปิดหลักฐานพบหลุมศพเพิ่มในยูเครน

09 พ.ย. 2565 | 18:05น.

รายงานข่าวสืบสวนสอบสวนของบีบีซีพบว่ามีการขุดหลุมฝังศพมากกว่า 1,500 ศพ ในพื้นที่ฝังศพขนาดใหญ่ ใกล้เมืองมาริอูโปล ทางใต้ของยูเครน ทีมข่าวพานอรามาของบีบีซีพบเรื่องนี้โดยศึกษาจากภาพถ่ายดาวเทียมชุดใหม่

พื้นที่ฝังศพขนาดใหญ่ที่พบนี้อยู่ทางตะวันตกค่อนไปทางเหนือของเมืองมาริอูโปล เป็นที่ฝังศพของบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐชาวยูเครน ผู้ที่เห็นสถานที่ฝังศพนี้บอกว่าข้างในมีร่างผู้เสียชีวิตอยู่หลายพันศพ

เมืองมาริอูโปล เป็นเมืองท่า อยู่ใกล้ ๆ ชายแดนรัสเซีย และเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของรัสเซีย และตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น รัสเซียโจมตีเมืองนี้อย่างไม่ขาดสายทั้งทางบกและทางอากาศ จนในที่สุดรัสเซียก็ยึดเมืองนี้ไว้ได้ ในขณะที่พลเรือนหลายพันคนต้องเสียชีวิต และพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองอยู่ในสภาพที่ถูกทำลายย่อยยับ

หลุมฝังศพ

ที่มาของภาพ, AFP

ภาพถ่ายดาวเทียมจากบริษัท Maxar ชี้ว่าพื้นที่ฝังศพขนาดใหญ่สามแห่งที่อยู่ใกล้เมืองมาริอูโปล นั่นก็คือที่ เมืองสตาริคริม มานฮูด และ วิโนกราด  หลุมฝังศพนี้ขยายขนาดขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิ

ศูนย์ตรวจสอบข่าวลวง ได้วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมจากเมืองสตาริคริม สำหรับรายการพานอรามาของบีบีซี และสรุปว่ามีการขุดหลุมฝังศพใหม่ 1,500 ศพ ตั้งแต่ศูนย์ฯ ได้ศึกษารายละเอียดเรื่องนี้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ตอนนี้ทางศูนย์ฯ ประเมินว่ามีการขุดหลุมฝังศพมากกว่า 4,600 หลุม ตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น แต่ไม่สามารถระบุได้ว่ามีศพถูกฝังอยู่ที่นั่นจริง ๆ เท่าไหร่ เพราะแต่ละหลุมอาจมีหลายศพก็ได้

เจ้าหน้าทางการยูเครนเชื่อว่าน่าจะมีพลเรือนเสียชีวิตในการสู้รบที่เมืองมาริอูโปลอย่างน้อย ๆ 25,000 คน และราว ๆ 5,000-7,000 คน เสียชีวิตอยู่ภายใต้ซากปรักหักพังของบ้านเรือนตัวเองที่ถูกโจมตี

ผู้เห็นเหตุการณ์ในเมืองมาริอูโปลบอกบีบีซีว่าเมื่อสองสามเดือนมานี้ ได้เห็นเจ้าหน้าที่รัสเซียเคลื่อนย้ายศพที่อยู่ใต้ซากปรักหักพังของอาคารหลายแห่งในเมืองมาริอูโปล เพื่อไปฝังในสถานที่ฝังศพที่ขุดไว้

โอลกา กับวาเลอรี

เหยื่อสงคราม

โอลกา ซากิโรวา วัย 48 ปี เป็นคนหนึ่งที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่คนอื่น ๆ อีกหลายคนในเมืองมาริอูโปลต้องเผชิญ เธอเป็นคนเดียวที่รอดชีวิตอยู่ในบ้านของตัวเองตอนที่ทหารรัสเซียโจมตีเมืองนี้ ทำให้สามี และพ่อแม่ของเธอเสียชีวิต ตอนนี้เธอหนีออกมาจากเมืองแล้วโดยไม่รู้เลยว่าศพคนในครอบครัวเธอไปอยู่ที่ไหน

โอลกา กับสามีชื่อ วาเลอรี เคยอยู่ที่บ้านสองชั้นในย่านที่พักอาศัยของเมืองมาริอูโปล เธอบอกว่าในช่วงต้นเดือนมีนาคม แถวละแวกบ้านเธอไม่ได้มีเหตุการณ์โจมตีเกิดขึ้นมากเท่าไหร่ แม้ว่าในพื้นที่อื่น ๆ ของเมืองจะโดนถล่มหลายจุด แต่ถึงอย่างนั้น โอลกา และสามี ก็ยังต้องลงไปนอนในห้องใต้ดิน

“ฉันเคยร้องไห้อยู่ตลอด แต่สามีก็พยายามปลอบให้หายกังวล” เธอเล่า “เขาบอกว่าไม่ต้องกังวล เราต้องผ่านพ้นเหตุการณ์นี้ไปได้”

แต่ในวันที่ 10 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่สิบห้าที่รัสเซียทิ้งระเบิดโจมตีเมืองมาริอูโปล พ่อแม่ของโอลกาซึ่งอายุแปดสิบปีเศษ ๆ มาเคาะประตูบ้าน ทั้งสองตัวสั่นงันงก บ้านของพ่อแม่ถูกถล่มและถูกไฟไหม้ โอลการับพ่อกับแม่เข้ามาอยู่ในบ้าน และขอให้ไปพักในห้องใต้ดินกับเธอ แต่ทั้งสองคนไม่ยอม เธอจึงให้พ่อกับแม่นอนในห้องนอนในบ้านแทน

สักสี่ทุ่มครึ่งคืนนั้น สามีของเธอซึ่งอยู่ในห้องใต้ดินด้วยกันได้ขึ้นไปบนตัวบ้านหลังจากการโจมตียุติลง เขาบอกจะขึ้นไปนอนพัก และถ้าเกิดอะไรขึ้นอีกก็จะลงมาที่ห้องใต้ดินอีก พอเวลา 03.30 น. เสียงเครื่องบินรบที่ดังกระหึ่มปลุกให้โอลกาที่นอนหลับอยู่ต้องตื่นขึ้นมา และพบว่าบ้านทั้งหลังทรุดลงมาอยู่ตรงจุดที่เธออยู่

เธอบอกว่าขยับตัวไม่ได้เพราะขาครึ่งท่อนของทั้งสองข้างถูกฝังอยู่ใต้ดิน พอเธอเริ่มรู้สึกได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ได้ยินเสียงสามีร้องให้ช่วย โอลกา เห็นสามีอยู่ห่างจากเธอไม่ถึงสองเมตร แต่เธอขยับตัวไปหาเขาไม่ได้ ตอนนั้นสามีถูกฝังอยู่ลึกลงไปกว่าเธอมาก สิ่งที่โอลกาทำได้ตอนนั้นคือพูดกับเขาไปเรื่อย ๆ

“สักพักหนึ่ง เขาก็เริ่มหายใจครืดคราด… แล้วก็เงียบเสียงไป”

โอลกาต้องอยู่ในความมืดมิดเพียงลำพัง เธอพยายามร้องตะโกนให้คนช่วย แต่ก็ไม่มีใครได้ยิน แต่ท้ายที่สุดเพื่อนบ้านก็พากันมาช่วยแต่ไม่สำเร็จ คืนนั้นเธอต้องอยู่ใต้ซากของบ้าน  ขณะที่ร่างของสามีถูกฝังอยู่ ใกล้ ๆ กันนั่นเอง พอถึงตอนเช้าเพื่อนบ้านก็พยายามมาช่วย ใช้เวลาครึ่งค่อนวัน ช่วยกันหาทางดึงขาของเธอที่ติดอยู่ใต้ดินและมีแท่งคอนกรีตทับอยู่ออกมาจนได้

คืนนั้นโอลกา สูญเสียทั้งพ่อแม่และสามี แต่เรื่องเลวร้ายก็ไม่ได้จบลงแค่นั้น ตอนที่เธอรักษาตัวที่โรงพยาบาลในเมืองมาริอูโปล เธอได้เรียนรู้ว่าน้องสาวและน้องเขยก็ตายในบ้านของตัวเองที่ถูกโจมตีด้วย

ตอนนี้โอลกาย้ายไปอยู่ในเนเธอร์แลนด์ กับลูกสาวสองคนที่โตแล้ว เธอกลับมาเดินได้อีกครั้งหลังจากต้องนั่งอยู่ในรถเข็นนานหลายเดือน

ภาพถ่ายดาวเทียมหลุมฝังศพในยูเครน
ผู้หญิงชาวยูเครนสามคน

เกิดอะไรในเมืองแคร์ซอน

เรื่องราวของโอลกายังมีอีกยาว แต่ไม่ใช่เธอคนเดียวในเมืองมาริอูโปลที่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ เธอไม่รู้ว่าศพของสามี และคนอื่น ๆ ในครอบครัวถูกฝังอยู่ที่ไหน

ขณะที่คนบางส่วนที่ญาติเสียชีวิตลง พวกเขาต้องพยายามหาสถานที่ฝังศพกันเอง หลายคนอาสาขุดหลุมฝังศพใกล้ใจกลางเมือง เพื่อเอาศพที่ตายเกลื่อนเมืองตอนที่รัสเซียโจมตีหนัก ๆ เมื่อเดือนมีนาคม ไปฝังรวมกัน วาน นาตซเคเนียน เป็นคนหนึ่งที่หาสถานที่ฝังศพให้พ่อของเขา และร่วมเป็นอาสาสมัครด้วย เขาบอกว่าต้องรีบ ๆ เอาศพใส่ไปในที่ฝังศพ ซึ่งหลายศพไม่มีแม้กระทั่งถุงใส่ศพ บางวันมีศพมากถึง 100 ร้อย หรือ 150 ศพ แต่ก็เก็บมาฝังไม่หมด เพราะอาสาสมัครอย่างเขาก็ต้องคอยหลบระเบิด และบางครั้งเขาก็ต้องโดดลงไปอยู่ในหลุมฝังศพเพื่อเอาตัวรอด

ส่วนที่เมืองแคร์ซอน บริเวณชายฝั่งทะเลดำ ทางใต้ของยูเครน และเป็นเมืองที่ถูกรัสเซียยึดไว้ได้ตั้งแต่เริ่มโจมตียูเครนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ล่าสุดประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย อนุญาตให้มีการอพยพพลเรือนออกจากพื้นที่ต่าง ๆ ของเมือง ซึ่งมีรายงานว่า ประชาชนอย่างน้อย 70,000 คน ได้รับการอพยพออกมาแล้ว

ในเวลาเดียวกันก็มีรายงานว่า ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ทหารรัสเซียก็กำลังเดินทางออกจากเมืองแคร์ซอนเช่นกัน ซึ่งเป็นการถอนกำลังครั้งใหญ่ เรื่องนี้เจ้าหน้าที่ทางการที่ฝ่ายรัสเซียแต่งตั้งขึ้นในภูมิภาคนี้ เป็นคนบอกกับสื่อรัสเซียว่า รัฐบาลรัสเซีย “น่าจะ” ถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่นี้  เจ้าหน้าที่ชาติตะวันตกบอกกับสื่อว่ารัสเซียต้องถอนทหารจากพื้นที่ทางตะวันของเมืองเพื่อไปเสริมทางตะวันออกของแม่น้ำนีเปอร์

แต่เจ้าหน้าที่ทางการยูเครนยังคงไม่ปักใจเชื่อ และเตือนว่า การย้ายกำลังพลของรัสเซียตามที่มีการรายงานอาจจะเป็นกับดักเพื่อล่อให้ทหารของยูเครนเข้ามาในพื้นที่อันตรายก็ได้

ฝ่ายยูเครนเองนั้น เป็นเวลาสองสามเดือนมาแล้วที่ออกมาบอกว่าจะยึดเมืองแคร์ซอนกลับมาให้ได้ แต่นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าน่าจะเป็นกลลวงของยูเครนเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจไปจากปฏิบัติการยึดพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศกลับคืนมา ซึ่งก็ทำได้สำเร็จในจุดนั้น

หลุมฝังศพ
สะพาน

ที่มาของภาพ, Getty Images

ผู้เชี่ยวชาญด้านกลาโหมบอกว่า หากยูเครนยึดเมืองแคร์ซอนคืนมาได้ จะเป็นการแสดงให้ชาติตะวันตกเห็นว่ายูเครนกำลังเป็นต่อในสงคราม และน่าจะคุ้มที่ชาติตะวันตกจะส่งอาวุธมาให้เพิ่มอีก

แต่ว่าที่เมืองแคร์ซอน บีบีซีมีผู้สื่อข่าวที่ชื่อเจเรมี โบเวน คอยรายงานข่าวมาจากที่นั่น เขาบอกว่า

การสู้รบในเมืองนี้ที่ฟังดูรุนแรงมานานหลายเดือนนั้น เป็นการรุกคืบที่เป็นไปอย่างเชื่องช้า หลังจากประสบความสำเร็จไปบ้างก่อนหน้านี้แต่ตอนนี้แทบจะไม่ขยับเลย

“ผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง ถ้ากองทหารกองหนึ่งกำลังบุกโจมตี ก็จะต้องมีการระดมทั้งทหาร และอาวุธยุทโธปกรณ์  แต่ผมไม่เห็นอะไรเลยที่นี่ มีความเคลื่อนไหวทางการรบอยู่บ้าง แต่เราก็รู้ว่าพวกเขา (ทหารยูเครน) ไม่ได้มีสรรพกำลังมากพออย่างที่ต้องการ”

ผู้สื่อข่าวบีบีซีบอกด้วยว่าตอนนี้เป็นเรื่องยากมากที่จะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในเมืองแคร์ซอน เพราะการรายงานข่าวทำได้อย่างจำกัด แม้ว่าในบางจุดยูเครนจะยึดพื้นที่กลับคืนมาได้แล้วก็ตาม

“ฝ่ายยูเครนค่อนข้างที่จะควบคุมการถ่ายทำรายงานข่าวของเรา ยกตัวอย่างเมื่อวานตอนมีการโจมตีเกิดขึ้น ข้างหลังนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ เราไปในจุดหนึ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารมหาวิทยาลัยหลังหนึ่ง แต่เราก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำข่าวที่นั่น เราสามารถถ่ายภาพบ้านเรือนประชาชนที่ถูกโจมตี พังเสียหายได้ แต่ถ่ายภาพอาคารมหาวิทยาลัยไม่ได้ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าทำไม พวกเขาทำอะไรที่เป็นเรื่องลับเปิดเผยไม่ได้รึเปล่า หรือไม่อยากให้ฝ่ายรัสเซียเห็นว่าสามารถโจมตีอาคารมหาวิทยาลัยได้”

เจเรมี โบเวน เป็นผู้สื่อข่าวมากประสบการณ์ของบีบีซี ทำข่าวมานาน รายงานข่าวสงครามยี่สิบกว่าครั้งแทบทุกมุมโลก เขาบอกว่าการควบคุมการรายงานข่าวของสื่อแบบนี้เกิดขึ้นในแทบทุกที่ คือช่วงแรก ๆ ของสงคราม บรรดาผู้บัญชาการหน่วยในพื้นที่สู้รบ อาจจะยอมให้นักข่าวติดตามไปทำข่าวด้วย แต่พอการสู้รบผ่านไปสักระยะ หน่วยทหารที่อยู่ในพื้นที่สามารถจัดแจงอะไร ๆ ให้เป็นระบบระเบียบมากขึ้น รวมทั้งเรื่องข้อมูลข่าวสารด้วย ก็เลยเริ่มจำกัดการรายงานข่าวของสื่อ เหตุผลในเรื่องนี้ก็เป็นเพราะว่านอกจากการเอาชนะการสู้รบกันจริง ๆ แล้ว การมีชัยเหนือสงครามข่าวสารก็เป็นเรื่องสำคัญของทุกฝ่าย พวกเขาต้องการนำเสนอสิ่งที่ต้องการให้คนภายนอกได้เห็น ก็เลยมาจำกัดการเสนอข่าวของสื่อ ซึ่งหน้าที่ของสื่อก็คือการไม่ยอมให้ถูกจำกัดเสรีภาพในการรายงานข่าวนั่นเอง

เจเรมี ซึ่งรายงานข่าวอยู่ในแนวหน้าระหว่างเมืองมีโคลายีฟและแคร์ซอน ได้คุยกับทหารยูเครน คนหนึ่งชื่ออิลยา  เขาบอกว่าการรุกคืบในพื้นที่เมืองแคร์ซอน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะต้องเสริมกำลังจำนวนมากในจุดใดจุดหนึ่งเพื่อบุกไปให้ถึงแนวหน้า ในเวลาเดียวกันฝ่ายรัสเซียนั้นมีทุกอย่างที่เหนือกว่า ทั้งจำนวนทหารที่มีมากกว่าด้วย และแม้จะเป็นทหารที่ไม่ได้รับการฝึกฝน แต่ทหารเหล่านี้ก็ลุยดะ ซึ่งยูเครนไม่มีทหารมากพอที่จะทำแบบเดียวกันได้

ขณะที่ พลเอกดิมิโทร มาร์เชนโก ซึ่งเคยนำทัพสกัดทหารรัสเซียไม่ให้เคลื่อนกำลังไปในเมืองมิโคยาลีฟ และโอเดสซาในช่วงเริ่มต้นของสงคราม บอกว่าการโต้กลับรัสเซียในขณะนี้ทำได้ยากมาก ถ้าจะทำได้ก็ต้องมีขีปนาวุธที่สามารถยิงไปได้ไกลถึง 300 กิโลเมตร มีระบบป้องกันทางอากาศ มีทหารเข้ามาเพิ่ม และอาวุธอื่น ๆ อีก

จาการที่ผู้สื่อข่าวของเราคุยกับทหารหลาย ๆ คนในยูเครน ดูเหมือนว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ในเมืองแคร์ซอนยังอยู่ในมือของรัสเซีย แต่ในเวลาเดียวกันแต่อะไรก็ไม่แน่ไม่นอน ทหารยูเครนนั้นพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีความสามารถในการรบ หากรัสเซียถอนกำลังเมื่อไหร่ ยูเครนก็พร้อมรุกคืบยึดเมืองแคร์ซอนคืนมาในทันที

………….

ข่าว BBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ประชาชาติธุรกิจ เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

รัสเซีย-ยูเครน