เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ย้ำ ‘รฟท.-เอกชน’ สรุปทางออก ‘รถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน’ ไม่จบก็ใช้กฎหมาย
Politics ย้ำ ‘รฟท.-เอกชน’ สรุปทางออก ‘รถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน’ ไม่จบก็ใช้กฎหมาย
จากสินเชื่อสู่ธุรกิจโรงแรม! GCAP ทุ่ม 1.86 พันล้าน ผุดแลนด์มาร์กท่องเที่ยวเกาะเต่า
Finance จากสินเชื่อสู่ธุรกิจโรงแรม! GCAP ทุ่ม 1.86 พันล้าน ผุดแลนด์มาร์กท่องเที่ยวเกาะเต่า
‘ญาญ่า-อุรัสยา’ ร่วมออกแบบเสื้อยูนิโคล่ PEACE FOR ALL กำไรทั้งหมดนำบริจาค
SD ‘ญาญ่า-อุรัสยา’ ร่วมออกแบบเสื้อยูนิโคล่ PEACE FOR ALL กำไรทั้งหมดนำบริจาค
รมว.วธ. ติดตามความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศฯ
ข่าวในพระราชสำนัก รมว.วธ. ติดตามความคืบหน้าการจัดสร้างพระเมรุมาศฯ
ธอส. เปิดสินเชื่อ Reverse Mortgage เปลี่ยนบ้านเป็นรายได้ รับสังคมสูงวัย วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้าน
Finance ธอส. เปิดสินเชื่อ Reverse Mortgage เปลี่ยนบ้านเป็นรายได้ รับสังคมสูงวัย วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้าน
เปิดสเปก Human Intelligence x Google กางรายละเอียด Gemini Enterprise เพื่อคนไทย 5 แสนราย
Biz Movement เปิดสเปก Human Intelligence x Google กางรายละเอียด Gemini Enterprise เพื่อคนไทย 5 แสนราย
ราคาทองวันนี้ (26 ต.ค. 69) ดีดขึ้น 200 บาท รูปพรรณบาทละ 65,100 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (26 ต.ค. 69) ดีดขึ้น 200 บาท รูปพรรณบาทละ 65,100 บาท
คนไทยเป็น AI Super Users ผู้ใช้สมาร์ตโฟนครึ่งประเทศจะใช้ AI Agent ในปี 2573
Tech คนไทยเป็น AI Super Users ผู้ใช้สมาร์ตโฟนครึ่งประเทศจะใช้ AI Agent ในปี 2573
วรวงศ์ แนะ เศรษฐกิจจะขยายตัว ไทยต้องลดขาดดุลการค้า ห่วง 9 เดือน ติดลบ 1.4 ล้านล้าน
Biz Movement วรวงศ์ แนะ เศรษฐกิจจะขยายตัว ไทยต้องลดขาดดุลการค้า ห่วง 9 เดือน ติดลบ 1.4 ล้านล้าน
From Track to Treasure : ปลดล็อกมูลค่ารางแสนล้าน แปลง “ต้นทุนจม” เป็น “พอร์ตรายได้”
Biz Movement From Track to Treasure : ปลดล็อกมูลค่ารางแสนล้าน แปลง “ต้นทุนจม” เป็น “พอร์ตรายได้”
ดูทั้งหมด

พิษภาษีศุลกากร “ทรัมป์” สหรัฐถูกเปรียบเป็น “ตลาดเกิดใหม่”

26 เม.ย. 2568 | 11:05น.
U.S. President Donald Trump Returns to the White House
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

สไตล์การบริหารประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ถูกบรรยายด้วยถ้อยคำคล้าย ๆ กันของหลายคน ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ นักวิเคราะห์ และแม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ว่า “โกลาหล-เอาแน่เอานอนไม่ได้-มือสมัครเล่น-ไร้ความสามารถ”

ประเด็นภาษีศุลกากรคือเรื่องที่ถูกตำหนิมากที่สุดว่าเป็นความผิดพลาดใหญ่ และเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ทั้งตลาดหุ้นสหรัฐ พันธบัตร และค่าเงินดอลลาร์สูญเสียความเชื่อมั่นอย่างร้ายแรงที่สุด ภายหลังจากทรัมป์ประกาศเก็บภาษีศุลกากรกับทุกประเทศที่เป็นคู่ค้าเมื่อวันที่ 2 เมษายน โดยเก็บพื้นฐานขั้นต่ำ 10% และยังเก็บภาษีต่างตอบโต้ หรือ Reciprocal Tariffs กับอีกหลายสิบประเทศในอัตราเกิน 10% ไปจนถึง 54% (เฉพาะจีนถูกประกาศเก็บเพิ่มในภายหลังเป็น 145% และ 245%)

อัตราภาษีที่สูงเกินคาดหมายไปมาก จากที่ตลาดคิดว่าสูงสุดไม่น่าจะเกิน 20% ทำให้ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายนเป็นต้นไป ตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งลงอย่างหนัก ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐพุ่งสูงแบบฉับพลัน สะท้อนให้เห็นการเทขายของนักลงทุน และดอลลาร์อ่อนค่า บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐต่างสูญเสียมูลค่าตามราคาตลาดมโหฬาร อย่างเช่น แอปเปิล อิงก์ สูญเสียมูลค่าตลาดไป 6.4 แสนล้านดอลลาร์ หรือ 20% ในช่วงแค่ 3 วันทำการ คือ 3, 4 และ 7 เมษายน

มีคำถามว่าทำไมทรัมป์ถึงได้ดื้อรั้นในการตั้งกำแพงภาษีศุลกากรสูงลิบขนาดนั้น ทั้งที่มีแต่ผลเสีย

ว่ากันว่า “ผู้ออกแบบ” ภาษีศุลกากรสูตรพิสดารในครั้งนี้น่าจะเป็นปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าและการผลิตของทรัมป์ คนที่ทรัมป์เชื่อถือมากที่สุด ดังนั้น ทรัมป์จึงไม่ฟังเสียงคัดค้านจากภาคธุรกิจที่เริ่มส่งเสียงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ที่ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีเม็กซิโกและแคนาดา 25% และแม้แต่หลังจากตลาดหุ้น พันธบัตร และดอลลาร์ วินาศหลังจากการประกาศเก็บภาษีทุกประเทศแบบครอบคลุมเมื่อวันที่ 2 เมษายน ทรัมป์ก็ไม่ใส่ใจ ยังคงไปเล่นกอล์ฟ ซึ่งเชื่อว่าเป็นเพราะอิทธิพลจากการ “กระซิบ” ของนาวาร์โร ที่ว่าไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องสนใจ

ส่วนสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังที่เคยเป็นความหวังของภาคธุรกิจ ว่าจะเป็นผู้เหนี่ยวรั้งไม่ให้ทรัมป์ขึ้นภาษีรุนแรง ดูเหมือนจะไม่ได้มีบทบาทมากเท่านาวาร์โร เพราะหลังจากวันที่ 2 เมษายน เขาพูดเองว่าไม่ได้เป็นผู้คำนวณภาษีศุลกากร

ภายหลังจากตลาดหุ้นวินาศ มีรายงานว่าบรรดาซีอีโอของบริษัทเทคโนโลยี รวมถึงบิ๊กในแวดวงการเงินต่างพากันไปที่รีสอร์ตส่วนตัว มาร์-อะ-ลาโก ของทรัมป์ เพื่อไปหว่านล้อม โน้มน้าว ในนั้นมีอีลอน มัสก์ ซีอีโอของเทสลาอยู่ด้วย

ความพินาศของตลาดหุ้น พันธบัตรถูกเทขาย และดอลลาร์อ่อนค่า น่าจะเป็นเหตุให้ในวันที่ 9 เมษายน ซึ่งเป็นเส้นตายที่จะเก็บภาษีศุลกากร ทรัมป์ยอมประกาศ “ระงับ” การเก็บภาษีเป็นเวลา 90 วัน

มัสก์เป็นผู้บริจาคเงินรายใหญ่ในการสนับสนุนทรัมป์จนชนะเลือกตั้ง เขาเป็นคนวงในคนหนึ่งที่คัดค้านการเก็บภาษีศุลกากรก่อนประกาศด้วยซ้ำ แต่ดูเหมือนทรัมป์จะฟังนาวาร์โรมากกว่า นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมมัสก์จึงเปิดศึกกับนาวาร์โรผ่านทาง X โดยครั้งแรกมัสก์โพสต์ว่า “จบปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์ไม่ใช่เรื่องดี เขาไม่เคยสร้างอะไรเลย”

เมื่อมีนักข่าวถามนาวาร์โรเรื่องที่มัสก์โพสต์ นาวาร์โรตอบว่าไม่เป็นไร เขาเข้าใจมัสก์ เพราะมัสก์เป็น (แค่) “ผู้ประกอบรถยนต์” ไม่ใช่ “ผู้ผลิตรถยนต์” ทำให้มัสก์ตอบโต้กลับไปว่า “(นาวาร์โร) โง่กว่ากระสอบอิฐ” ซึ่งเป็นคำเปรียบเปรยว่าโง่จนไม่รู้จะเปรียบกับอะไรดี

หลังจากนั้น มัสก์ก็แสดงท่าทีคัดค้านทรัมป์อย่างเปิดเผย โดยเขากล่าวกับนักการเมืองในอิตาลีว่า สนับสนุนให้สหรัฐกับสหภาพยุโรปจัดตั้งเขตการค้าเสรีและมีภาษีเท่ากับศูนย์ จากนั้นก็โพสต์วิดีโอของมิลตัน ฟรีดแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชาวอเมริกัน เพื่อสนับสนุนการค้าเสรี

แม้คนส่วนใหญ่จะรู้ว่าการขู่ใช้ภาษีศุลกากรสูง ๆ เป็น “กลยุทธ์” ของทรัมป์และทีมงานเพื่อเจรจาต่อรองกับคู่ค้า แต่ปัญหาคือความไม่อยู่กับร่องกับรอยของทรัมป์ที่เปลี่ยนได้ทุกวัน ทำให้นักลงทุนและนักธุรกิจไม่กล้าตัดสินใจทั้งเดินหน้าหรือถอยหลัง ซึ่งน่าแปลกใจที่คนใกล้ชิดของทรัมป์ ทั้งนาวาร์โรที่จบเศรษฐศาสตร์จากฮาร์วาร์ด เบสเซนต์ที่เคยเป็นผู้จัดการกองทุนระดับโลก ที่เคยทำงานให้กับจอร์จ โซรอส และฮาวเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีพาณิชย์ ที่เคยเป็นประธานธนาคารเพื่อการลงทุนอย่างแคนเทอร์ ฟิตซ์เจอรัลด์ จะไม่เห็นความสำคัญของ “ความแน่นอน เชื่อถือได้” ของนโยบายรัฐบาล

ภาษีศุลกากรที่ประกาศออกมานั้น ไม่ต่างจากการ “ยิงหัวแม่เท้า” ตัวเอง แต่ดันหวังว่าคนอื่นจะบาดเจ็บมากกว่าตัวเอง นอกจากนั้น นโยบายต่างประเทศก็มีความสับสน กล่าวคือต้องการเล่นงานจีน แต่กลับทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับพันธมิตรเดิมทั้งหมด และหันไปคบค้ากับรัสเซีย ทำให้ขาดพลังที่จะเล่นงานจีน

หลังจากวันที่ 2 เมษายน ทั้งเบสเซนต์และลุตนิก ยังแสดงความมั่นอกมั่นใจ ออกมาเป็นลูกคู่ให้กับทรัมป์ด้วยการขู่ประเทศต่าง ๆ ไม่ให้ขึ้นภาษีตอบโต้สหรัฐเป็นอันขาด โดยลุตนิกอวดอ้างว่า “เราเป็นนักมวยปล้ำซูโม่ของโลกนี้ เรามีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุด คุณไม่สามารถสู้กับลูกค้าของคุณได้”

ส่วนเบสเซนต์ก็พูดถึงจีนที่ขึ้นภาษีตอบโต้สหรัฐว่า จีนทำผิดพลาดมาก “อเมริกาจะเสียอะไรถ้าจีนขึ้นภาษี เราส่งออกไปจีนแค่ 1 ใน 5 ของที่จีนส่งออกมายังเรา ดังนั้น เขาไม่มีทางชนะ”

แต่นั่นก็เป็นการพูดก่อนวันที่ 9 และ 11 เมษายน เมื่อทรัมป์ประกาศระงับเก็บภาษี 90 วัน ต่อด้วยการยกเว้นภาษีสมาร์ทโฟน เซมิคอนดักเตอร์ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หลายรายการตามลำดับ

สเตฟาน บูจ์นาห์ ซีอีโอของ Euronext ตลาดหลักทรัพย์ยุโรป ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ ชี้ว่านับตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง นักลงทุนต้องต่อสู้กับความไม่แน่นอน มีความลำบากที่จะเข้าใจการตัดสินใจที่เปลี่ยนไปมา ดังนั้น ตลาดเงินทั่วโลกจึงหมุนเวียนสินทรัพย์ไปที่อื่น หลังจากทรัมป์ประกาศเก็บภาษีกับทั่วโลก กระแสเงินหนีออกจากสหรัฐและไปลงทุนในยุโรป

“มีความกลัวอยู่ทุกหนแห่ง สหรัฐไม่เป็นที่ยอมรับ มันน่าหดหู่ใจ เพราะสหรัฐที่เราเคยรู้จักในฐานะส่วนหนึ่งของประเทศที่ยิ่งใหญ่ของโลก ทั้งในแง่มูลค่าและสถาบันแบบเดียวกับยุโรป บัดนี้มีลักษณะคล้ายตลาดเกิดใหม่ ไม่ใช่ตลาดที่พัฒนาแล้ว”