เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เจ้าสัวเจริญ ปรับพอร์ตสินทรัพย์ทำเลทอง 1.1 หมื่นล้าน ปิดดีลขายได้แล้ว 20 แปลง
Real Estate เจ้าสัวเจริญ ปรับพอร์ตสินทรัพย์ทำเลทอง 1.1 หมื่นล้าน ปิดดีลขายได้แล้ว 20 แปลง
กทม.อนุมัติเงินช่วยน้ำท่วมแล้ว 3 แสนราย ระดมทีมช่าง เร่งประเมิน ขยายเวลารับคำร้อง
Economic กทม.อนุมัติเงินช่วยน้ำท่วมแล้ว 3 แสนราย ระดมทีมช่าง เร่งประเมิน ขยายเวลารับคำร้อง
ยูนิลีเวอร์ ย้ำไทย Regional R&D & Innovation Hub
Business ยูนิลีเวอร์ ย้ำไทย Regional R&D & Innovation Hub
ขานรับเกณฑ์ใหม่ซื้อขายหุ้น ‘InnovestX’ วิเคราะห์ดึงดูดฟันด์โฟลว์
Finance ขานรับเกณฑ์ใหม่ซื้อขายหุ้น ‘InnovestX’ วิเคราะห์ดึงดูดฟันด์โฟลว์
จับชีพจร ‘อสังหาฯ’ ‘นิคม’ มาแรง ‘ออฟฟิศ’ หั่นราคาเดือด 
Real Estate จับชีพจร ‘อสังหาฯ’ ‘นิคม’ มาแรง ‘ออฟฟิศ’ หั่นราคาเดือด 
‘พูนพงษ์’ วางกรอบงาน เข้ม ‘พาณิชย์จังหวัด-ทูตพาณิชย์’
Economic ‘พูนพงษ์’ วางกรอบงาน เข้ม ‘พาณิชย์จังหวัด-ทูตพาณิชย์’
ปิดฉากประชุม IMF ‘กอร์เกียวา’ ยกย่องผ้าไหมไทย หยอดหวานใส่ประชุมทุกวัน-ไทยคว้าเหรียญทอง
World ปิดฉากประชุม IMF ‘กอร์เกียวา’ ยกย่องผ้าไหมไทย หยอดหวานใส่ประชุมทุกวัน-ไทยคว้าเหรียญทอง
ลุุยพลิกฟื้น “อควาเรียมหอยสังข์” จากโปรเจ็กต์ร้าง 18 ปี สู่แลนด์มาร์กแห่งใหม่สงขลา
Real Estate ลุุยพลิกฟื้น “อควาเรียมหอยสังข์” จากโปรเจ็กต์ร้าง 18 ปี สู่แลนด์มาร์กแห่งใหม่สงขลา
เริ่มม.ค.70 ปิด ‘ถนนบรมราชชนนี’ สร้างส่วนขยาย ‘คู่ขนานลอยฟ้า’ เสร็จ ม.ค. 73
Real Estate เริ่มม.ค.70 ปิด ‘ถนนบรมราชชนนี’ สร้างส่วนขยาย ‘คู่ขนานลอยฟ้า’ เสร็จ ม.ค. 73
ASW ร่วมทุน ‘ญี่ปุ่น’ ผุดแคมปัสคอนโดฯ ย่านเกษตร
Real Estate ASW ร่วมทุน ‘ญี่ปุ่น’ ผุดแคมปัสคอนโดฯ ย่านเกษตร
ดูทั้งหมด

‘เฟด’ หั่นดอกเบี้ยครั้งแรก 0.25% สวนทางเงินเฟ้อสูง-จ่อ Stagflation

20 ก.ย. 2568 | 11:09น.
The Fed rate announcement on the floor of the NYSE in New York
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมเมื่อวันที่ 17 กันยายน ส่งผลให้ดอกเบี้ยลดลงสู่ระดับ 4.00%-4.25% เป็นการลดครั้งแรกในรอบ 9 เดือน ตามที่ตลาดคาด ด้วยมติไม่เอกฉันท์ โดยมีผู้คัดค้าน 1 คนคือ “สตีเฟ่น มิแรน” ซึ่งเพิ่งได้รับแต่งตั้งใหม่จากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเพิ่งได้นั่งประชุมเป็นครั้งแรก ซึ่งก็ตามที่คาด มิแรนต้องการให้เฟดลดมากถึง 0.5%

ส่วนสมาชิกคณะกรรมการที่เป็นผู้ว่าการอีก 2 คน ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของทรัมป์เช่นกัน คือมิเชลล์ โบว์แมน และ คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ กลับเห็นด้วยที่จะลดเพียง 0.25% “ผิดคาด” จากเดิมที่ถูกมองว่าสองคนนี้น่าจะโหวตสวนทางมติส่วนใหญ่ เพื่อสนองความต้องการของทรัมป์

แถลงการณ์ของเฟดระบุถึงเหตุผลในการลดดอกเบี้ยว่า การจ้างงานชะลอตัวลง แต่เงินเฟ้อกลับเพิ่มขึ้น “ความไม่แน่นอน” ของแนวโน้มเศรษฐกิจสูงขึ้น เฟดต้องบริหารความเสี่ยงเพื่อรักษาสมดุลระหว่างการจ้างงานและควบคุมเงินเฟ้อ

ด้าน “เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟด แถลงหลังการประชุมว่า การ “ลดลงอย่างชัดเจน” ของการจ้างงาน ทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทานถือว่า “ไม่ปกติ” ความเสี่ยงด้านการจ้างงานดูเหมือนจะเพิ่มขึ้น การตัดสินใจลดดอกเบี้ยส่งผลให้นโยบายการเงินอยู่ในสถานะ “เป็นกลาง” ขณะเดียวกัน กรรมการส่วนใหญ่ก็ไม่สนับสนุนการลดมากถึง 0.5%

พาวเวลล์กล่าวว่า การตัดสินใจลดดอกเบี้ยครั้งนี้อาจพูดได้ว่าเป็นการ “ลดเพื่อบริหารความเสี่ยง” เพราะเกิดความเสี่ยงที่ต่างไปจากเดิม กล่าวคือตลาดแรงงานอ่อนตัวลง แต่มีภัยคุกคามด้านเงินเฟ้อ โดยคาดว่าเงินเฟ้อจากราคาสินค้าจะยังเกิดขึ้นต่อไปตลอดปีนี้ ไปจนถึงปีหน้า (2026)

“เราเริ่มเห็นราคาสินค้าสูงขึ้น ผ่านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และว่ากันจริง ๆ แล้วราคาสินค้าที่แพงขึ้นเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น หรือบางทีอาจเป็นสาเหตุทั้งหมดที่ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นตลอดปีนี้ แม้ว่าในขณะนี้ผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย แต่นั่นเป็นเพราะผู้นำเข้าได้รับภาระไว้เป็นส่วนใหญ่ แต่บริษัทต่าง ๆ ก็ได้ออกมาพูดแล้ว ว่าท้ายที่สุดพวกเขาจะส่งผ่านภาระไปให้ผู้ซื้อ” ประธานเฟดระบุ

ส่วนคาดการณ์รายบุคคลของคณะกรรมการ เกี่ยวกับแนวโน้มดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า หรือ “ดอต พลอต” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ตลาดจับตามอง ก็บ่งชี้ว่าจะมีการลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งภายในปีนี้

การที่มีกรรมการคัดค้านเพียง 1 คนในมติครั้งนี้ ได้ “ลดความกังวล” ของตลาดและนักลงทุนเกี่ยวกับความเป็น “อิสระ” ของเฟด หลังจากทรัมป์ได้กดดันอย่างหนักที่จะให้เฟดลดดอกเบี้ยอย่างมากและรวดเร็ว ถึงขั้นออกมาขู่ตรง ๆ หลายครั้งจะปลดเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด และทำวิธีอื่นอ้อม ๆ อีกหลายทาง เพื่อกดดันและบีบคั้นให้ประธานเฟดลาออกไปเอง

ซึ่งล่าสุดก็คือการสั่งปลด “ลิซ่า คุก” ผู้ว่าการธนาคาร ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน แต่เธอได้ฟ้องต่อศาล และต่อมาศาลพิพากษาระงับคำสั่งของทรัมป์ โดยชี้ว่าเหตุผลที่ทรัมป์นำมากล่าวอ้างเพื่อปลดเธอนั้นไม่ใช่ “เหตุผลอันชอบธรรม”

การปลดลิซ่า คุก ก็เพื่อ “กีดกัน” ไม่ให้เธอมีสิทธิเข้าประชุมเฟดในครั้งนี้ และส่งคนของทรัมป์เข้ามาแทน แต่การที่ศาลระงับคำสั่งของทรัมป์ ทำให้เธอยังสามารถร่วมประชุมเฟดในครั้งนี้

ซีเอ็นบีซีรายงานว่า ก่อนการประชุมเฟดครั้งนี้ มี “ดราม่า” ทางการเมืองเกิดขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์กับเฟด ซึ่งเป็นสถาบันที่ปกติแล้วจะทำงานอย่างเงียบ ๆ และมีเสียงไม่เห็นด้วยเพียงเล็กน้อยเมื่อต้องมีมติอะไรออกมา

เมื่อปีที่แล้ว (2024) เมื่อคณะกรรมการมีมติหั่นดอกเบี้ยมากถึง 0.5% หลังจากอัตราว่างงานส่งสัญญาณว่าจะอ่อนแอเป็นวงกว้าง ทรัมป์ซึ่งในขณะนั้นเป็นคู่แข่งลงชิงประธานาธิบดีกับคามาลา แฮร์ริส จากพรรคเดโมแครต ออกมากล่าวหาเฟด ว่าลดดอกเบี้ยเพราะมีแรงจูงใจทางการเมือง เพื่อทำให้แฮร์ริสได้เปรียบ

แต่ในปีนี้ หลังจากชนะเลือกตั้งและได้เป็นประธานาธิบดี ทรัมป์กลับ “ข่มขู่” เฟด และแต่งตั้งคนของตัวเองเข้ามานั่งในคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน ก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความเป็นอิสระของเฟด ซึ่งปกติแล้วควรปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง เพราะสตีเฟ่น มิแรน ซึ่งเพิ่งได้รับแต่งตั้งจากทรัมป์นั้นถูกมองว่าภักดีต่อทรัมป์ และได้วิจารณ์ประธานเฟดและกรรมการอย่างเปิดเผย พร้อมแสดงความต้องการให้ลดดอกเบี้ยมาก ๆ

ประธานเฟดคนปัจจุบันจะหมดวาระในเดือนพฤษภาคม 2026 และทรัมป์กำลังพิจารณา 11 คน มาดำรงตำแหน่งแทน ในจำนวนนี้มี มิเชลล์ โบว์แมน และคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ รวมอยู่ด้วย

เดวิด เคลลี หัวหน้านักกลยุทธ์ของเจพีมอร์แกน แอสเส็ต แมเนจเมนต์ ระบุว่า การที่มีเสียงคัดค้านเพียงรายเดียวในการประชุมเฟดครั้งนี้นับว่ามีความสำคัญมาก เป็นเรื่องดีสำหรับความอิสระของเฟด

ทั้งนี้ แม้ผู้ว่าการอีกสองคนคือคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ และมิเชลล์ โบว์แมน ซึ่งเป็นผู้ที่ทรัมป์แต่งตั้งมาต่างก็อยากเป็นประธานเฟด แต่พวกเขาก็ไม่ออกเสียงคัดค้านฉันทามติของเสียงส่วนใหญ่

“การที่ทั้งสองคนไม่ยอมสูญเสียจุดยืนด้วยการโหวตเพื่อจะให้ลดดอกเบี้ย 0.5% แม้ว่าพวกเขาอยากให้เฟดผ่อนคลายการเงิน ผมคิดว่าเป็นสัญญาณบวก เพราะมันเป็นการบอกว่าความเป็นอิสระของเฟดในฐานะสถาบันเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง และพวกเขาก็ไม่ยอมทำตามที่รัฐบาลต้องการในขณะนี้” เคลลีกล่าว

เศรษฐกิจสหรัฐส่งสัญญาณว่าจะเกิดภาวะ “ชะงักงัน” หรือ Stagflation เห็นได้จากเงินเฟ้อสูงขึ้น แต่อัตราการเติบโตชะลอลง การจ้างงานน้อยลง ซึ่งเจสัน เฟอร์แมน นักเศรษฐศาสตร์จากฮาร์วาร์ด ชี้ว่า หากดูจากสถานการณ์ปัจจุบัน สัญญาณ Stagflation แข็งแกร่งขึ้น ทำให้เฟดมีทางเลือกจำกัด

บิล อดัมส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ Comerica Bank ชี้ว่าเฟดอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เพราะหากลดดอกเบี้ยมากเกินไปก็จะกระตุ้นให้เงินเฟ้อพุ่ง แต่หากตรึงดอกเบี้ยไว้สูงเกินไปก็จะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว

จากงานวิจัยของแบงก์ ออฟ อเมริกา พบว่าการลดดอกเบี้ยทั้งที่เงินเฟ้อสูงขึ้นเกิดขึ้นเพียง 16% นับจากปี 1973 ครั้งสุดท้ายที่มีลักษณะเดียวกันนี้ก็คือปลายปี 2007 หรือก่อนเกิดวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ที่มีจุดเริ่มต้นในสหรัฐเพียงไม่นาน