‘เฟด’ หั่นดอกเบี้ยครั้งแรก 0.25% สวนทางเงินเฟ้อสูง-จ่อ Stagflation
The Fed rate announcement on the floor of the NYSE in New York
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ
คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมเมื่อวันที่ 17 กันยายน ส่งผลให้ดอกเบี้ยลดลงสู่ระดับ 4.00%-4.25% เป็นการลดครั้งแรกในรอบ 9 เดือน ตามที่ตลาดคาด ด้วยมติไม่เอกฉันท์ โดยมีผู้คัดค้าน 1 คนคือ “สตีเฟ่น มิแรน” ซึ่งเพิ่งได้รับแต่งตั้งใหม่จากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเพิ่งได้นั่งประชุมเป็นครั้งแรก ซึ่งก็ตามที่คาด มิแรนต้องการให้เฟดลดมากถึง 0.5%
ส่วนสมาชิกคณะกรรมการที่เป็นผู้ว่าการอีก 2 คน ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของทรัมป์เช่นกัน คือมิเชลล์ โบว์แมน และ คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ กลับเห็นด้วยที่จะลดเพียง 0.25% “ผิดคาด” จากเดิมที่ถูกมองว่าสองคนนี้น่าจะโหวตสวนทางมติส่วนใหญ่ เพื่อสนองความต้องการของทรัมป์
แถลงการณ์ของเฟดระบุถึงเหตุผลในการลดดอกเบี้ยว่า การจ้างงานชะลอตัวลง แต่เงินเฟ้อกลับเพิ่มขึ้น “ความไม่แน่นอน” ของแนวโน้มเศรษฐกิจสูงขึ้น เฟดต้องบริหารความเสี่ยงเพื่อรักษาสมดุลระหว่างการจ้างงานและควบคุมเงินเฟ้อ
ด้าน “เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟด แถลงหลังการประชุมว่า การ “ลดลงอย่างชัดเจน” ของการจ้างงาน ทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทานถือว่า “ไม่ปกติ” ความเสี่ยงด้านการจ้างงานดูเหมือนจะเพิ่มขึ้น การตัดสินใจลดดอกเบี้ยส่งผลให้นโยบายการเงินอยู่ในสถานะ “เป็นกลาง” ขณะเดียวกัน กรรมการส่วนใหญ่ก็ไม่สนับสนุนการลดมากถึง 0.5%
พาวเวลล์กล่าวว่า การตัดสินใจลดดอกเบี้ยครั้งนี้อาจพูดได้ว่าเป็นการ “ลดเพื่อบริหารความเสี่ยง” เพราะเกิดความเสี่ยงที่ต่างไปจากเดิม กล่าวคือตลาดแรงงานอ่อนตัวลง แต่มีภัยคุกคามด้านเงินเฟ้อ โดยคาดว่าเงินเฟ้อจากราคาสินค้าจะยังเกิดขึ้นต่อไปตลอดปีนี้ ไปจนถึงปีหน้า (2026)
“เราเริ่มเห็นราคาสินค้าสูงขึ้น ผ่านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และว่ากันจริง ๆ แล้วราคาสินค้าที่แพงขึ้นเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น หรือบางทีอาจเป็นสาเหตุทั้งหมดที่ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นตลอดปีนี้ แม้ว่าในขณะนี้ผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย แต่นั่นเป็นเพราะผู้นำเข้าได้รับภาระไว้เป็นส่วนใหญ่ แต่บริษัทต่าง ๆ ก็ได้ออกมาพูดแล้ว ว่าท้ายที่สุดพวกเขาจะส่งผ่านภาระไปให้ผู้ซื้อ” ประธานเฟดระบุ
ส่วนคาดการณ์รายบุคคลของคณะกรรมการ เกี่ยวกับแนวโน้มดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า หรือ “ดอต พลอต” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ตลาดจับตามอง ก็บ่งชี้ว่าจะมีการลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งภายในปีนี้
การที่มีกรรมการคัดค้านเพียง 1 คนในมติครั้งนี้ ได้ “ลดความกังวล” ของตลาดและนักลงทุนเกี่ยวกับความเป็น “อิสระ” ของเฟด หลังจากทรัมป์ได้กดดันอย่างหนักที่จะให้เฟดลดดอกเบี้ยอย่างมากและรวดเร็ว ถึงขั้นออกมาขู่ตรง ๆ หลายครั้งจะปลดเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด และทำวิธีอื่นอ้อม ๆ อีกหลายทาง เพื่อกดดันและบีบคั้นให้ประธานเฟดลาออกไปเอง
ซึ่งล่าสุดก็คือการสั่งปลด “ลิซ่า คุก” ผู้ว่าการธนาคาร ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน แต่เธอได้ฟ้องต่อศาล และต่อมาศาลพิพากษาระงับคำสั่งของทรัมป์ โดยชี้ว่าเหตุผลที่ทรัมป์นำมากล่าวอ้างเพื่อปลดเธอนั้นไม่ใช่ “เหตุผลอันชอบธรรม”
การปลดลิซ่า คุก ก็เพื่อ “กีดกัน” ไม่ให้เธอมีสิทธิเข้าประชุมเฟดในครั้งนี้ และส่งคนของทรัมป์เข้ามาแทน แต่การที่ศาลระงับคำสั่งของทรัมป์ ทำให้เธอยังสามารถร่วมประชุมเฟดในครั้งนี้
ซีเอ็นบีซีรายงานว่า ก่อนการประชุมเฟดครั้งนี้ มี “ดราม่า” ทางการเมืองเกิดขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์กับเฟด ซึ่งเป็นสถาบันที่ปกติแล้วจะทำงานอย่างเงียบ ๆ และมีเสียงไม่เห็นด้วยเพียงเล็กน้อยเมื่อต้องมีมติอะไรออกมา
เมื่อปีที่แล้ว (2024) เมื่อคณะกรรมการมีมติหั่นดอกเบี้ยมากถึง 0.5% หลังจากอัตราว่างงานส่งสัญญาณว่าจะอ่อนแอเป็นวงกว้าง ทรัมป์ซึ่งในขณะนั้นเป็นคู่แข่งลงชิงประธานาธิบดีกับคามาลา แฮร์ริส จากพรรคเดโมแครต ออกมากล่าวหาเฟด ว่าลดดอกเบี้ยเพราะมีแรงจูงใจทางการเมือง เพื่อทำให้แฮร์ริสได้เปรียบ
แต่ในปีนี้ หลังจากชนะเลือกตั้งและได้เป็นประธานาธิบดี ทรัมป์กลับ “ข่มขู่” เฟด และแต่งตั้งคนของตัวเองเข้ามานั่งในคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน ก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความเป็นอิสระของเฟด ซึ่งปกติแล้วควรปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง เพราะสตีเฟ่น มิแรน ซึ่งเพิ่งได้รับแต่งตั้งจากทรัมป์นั้นถูกมองว่าภักดีต่อทรัมป์ และได้วิจารณ์ประธานเฟดและกรรมการอย่างเปิดเผย พร้อมแสดงความต้องการให้ลดดอกเบี้ยมาก ๆ
ประธานเฟดคนปัจจุบันจะหมดวาระในเดือนพฤษภาคม 2026 และทรัมป์กำลังพิจารณา 11 คน มาดำรงตำแหน่งแทน ในจำนวนนี้มี มิเชลล์ โบว์แมน และคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ รวมอยู่ด้วย
เดวิด เคลลี หัวหน้านักกลยุทธ์ของเจพีมอร์แกน แอสเส็ต แมเนจเมนต์ ระบุว่า การที่มีเสียงคัดค้านเพียงรายเดียวในการประชุมเฟดครั้งนี้นับว่ามีความสำคัญมาก เป็นเรื่องดีสำหรับความอิสระของเฟด
ทั้งนี้ แม้ผู้ว่าการอีกสองคนคือคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ และมิเชลล์ โบว์แมน ซึ่งเป็นผู้ที่ทรัมป์แต่งตั้งมาต่างก็อยากเป็นประธานเฟด แต่พวกเขาก็ไม่ออกเสียงคัดค้านฉันทามติของเสียงส่วนใหญ่
“การที่ทั้งสองคนไม่ยอมสูญเสียจุดยืนด้วยการโหวตเพื่อจะให้ลดดอกเบี้ย 0.5% แม้ว่าพวกเขาอยากให้เฟดผ่อนคลายการเงิน ผมคิดว่าเป็นสัญญาณบวก เพราะมันเป็นการบอกว่าความเป็นอิสระของเฟดในฐานะสถาบันเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง และพวกเขาก็ไม่ยอมทำตามที่รัฐบาลต้องการในขณะนี้” เคลลีกล่าว
เศรษฐกิจสหรัฐส่งสัญญาณว่าจะเกิดภาวะ “ชะงักงัน” หรือ Stagflation เห็นได้จากเงินเฟ้อสูงขึ้น แต่อัตราการเติบโตชะลอลง การจ้างงานน้อยลง ซึ่งเจสัน เฟอร์แมน นักเศรษฐศาสตร์จากฮาร์วาร์ด ชี้ว่า หากดูจากสถานการณ์ปัจจุบัน สัญญาณ Stagflation แข็งแกร่งขึ้น ทำให้เฟดมีทางเลือกจำกัด
บิล อดัมส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ Comerica Bank ชี้ว่าเฟดอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เพราะหากลดดอกเบี้ยมากเกินไปก็จะกระตุ้นให้เงินเฟ้อพุ่ง แต่หากตรึงดอกเบี้ยไว้สูงเกินไปก็จะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว
จากงานวิจัยของแบงก์ ออฟ อเมริกา พบว่าการลดดอกเบี้ยทั้งที่เงินเฟ้อสูงขึ้นเกิดขึ้นเพียง 16% นับจากปี 1973 ครั้งสุดท้ายที่มีลักษณะเดียวกันนี้ก็คือปลายปี 2007 หรือก่อนเกิดวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ที่มีจุดเริ่มต้นในสหรัฐเพียงไม่นาน