รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ให้สัมภาษณ์กรณีความตึงเครียดระหว่างจีนและญี่ปุ่น ระบุว่าอาจต้องใช้เวลาประมาณ 1 ปี เพื่อคลี่คลายปัญหา
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า หลิน เจียหลง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ระบุว่าข้อพิพาทระหว่างจีนและญี่ปุ่นอาจยืดเยื้อนาน 1 ปี โดยรัฐบาลไต้หวันหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาทางแก้ไขความขัดแย้งได้
หลิน เจียหลง ให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์ก นิวส์ กรณีความตึงเครียดระหว่างจีนและญี่ปุ่น จากคำพูดของซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น โดยนายหลินกล่าวว่าอาจต้องใช้เวลาประมาณ 1 ปี เพื่อคลี่คลายปัญหา อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งหรือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับไต้หวัน ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
“สำหรับรัฐบาลจีน การยกระดับความขัดแย้งก็ไม่เป็นผลดีเช่นกัน” หลินกล่าว ขณะให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์กับสื่อต่างประเทศครั้งแรก หลังเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่ปี 2024
ไต้หวันเป็นศูนย์กลางข้อพิพาทระหว่างจีนและญี่ปุ่น ซึ่งเริ่มขึ้นหลังจากที่ทาคาอิจิแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่กองทัพญี่ปุ่นจะเข้ามาเกี่ยวข้อง หากจีนรุกรานไต้หวัน โดยรัฐบาลจีนมองว่าคำกล่าวนั้นเป็นการก้าวข้ามเส้นแดง จึงตอบโต้ทั้งทางเศรษฐกิจและการทูต โดยมีคำสั่งห้ามนำเข้าอาหารทะเลทั้งหมดจากญี่ปุ่น อีกทั้งแนะนำให้ประชาชนจีนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น อย่างไรก็ดี ทาคาอิจิปฏิเสธข้อเรียกร้องให้ถอนคำพูด
การตอบโต้ของไต้หวันต่อเหตุการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว ถือว่าค่อนข้างเงียบ ประธานาธิบดีไหล ชิงเต๋อ ประธานาธิบดีไต้หวัน เรียกร้องให้จีนเป็นมหาอำนาจที่มีความรับผิดชอบ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการพาดพิงถึงมาตรการเอาคืนของจีน
นายหลินยังสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวไต้หวันเดินทางมาเที่ยวและอุดหนุนสินค้าญี่ปุ่น ตรงกันข้ามกับกระแสของฝั่งจีนที่ยกเลิกตั๋วและเที่ยวบินหลังเกิดความขัดแย้ง โดยนายหลินกล่าวว่า จะแสดงการสนับสนุน (ญี่ปุ่น) ด้วยวิธีการที่นุ่มนวล ในขณะเดียวกัน ก็จะช่วยบรรเทาสถานการณ์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้น
นายหลินยังกล่าวอีกว่า ไต้หวันจัดการหารือกับตัวแทนจากประเทศต่าง ๆ ที่มีแนวคิดสอดคล้องกัน เพื่อหารือเกี่ยวกับความขัดแย้งในประเด็นคำพูดของทาคาอิจิ แม้นายหลินจะไม่ได้ระบุว่าเป็นประเทศใด แต่รัฐบาลมักกล่าวอยู่เสมอว่า ไต้หวันยังคงรักษาความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักทางการทหาร
“เราสื่อสารกับประเทศต่าง ๆ ผ่านช่องทางที่เรามีอยู่ ทั้งก่อนและหลังความขัดแย้งปะทุขึ้น และมีรากฐานจากความไว้วางใจซึ่งกันและกันที่แข็งแกร่ง” นายหลินกล่าว